นายวีรพงษ์  วรวัตร 48011310237 Po ระบบปกติ

วิทยาลัยการเมืองการปกครอง

ปรับปรุงจากรายงานที่เสนอ อ.สุมาลี มีจั่น

รายวิชาเพศกับการเมือง

 

วิเคราะห์หนังเรื่อง Brockback Mountain โดยใช้องค์ความรู้ในรายวิชาเพศกับการเมืองเป็นกรอบในการวิเคราะห์ ?         
                หนังเรื่อง Brockback Mountain นี้เป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตของผู้ชายสองคน ซึ่งเรื่องดำเนินโดยเริ่มจากการที่ตัวเอกของเรื่องทั้งสองคน คือเอนนิส และทวิส ได้ไปทำงานเป็นคนเลี้ยงแกะที่ภูเขาที่ชื่อว่า Brockback และทั้งสองคนได้มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งบนภูเขาแห่งนั้น เมือหมดฤดูกาลเลี้ยงแกะ ทั้งสองคนก็ได้ลงจากเขาและแยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิตของแต่ละคน ซึ่งต่างก็ไปมีครอบครัวของตัวเองทั้งสองคน  แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้นยังดำเนินไปอย่างซ่อนเร้น จนกระทั่งภรรยาของเอนนิสได้รู้ถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเข้า และทำให้เอนนิสต้องเลิกกับภรรยา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเอนนิส กับ ทวิส ก็ยังคงดำเนินมาจนกระทั่งทวิสเสียชีวิตไป ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นภาพรวม หรือ เรื่องย่อของหนังเรื่อง Brockback Mountain ซึ่งเป็นหนังที่เกี่ยวข้องกับคนที่เป็นกลุ่ม Homosexual ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่เป็นเพศที่สามในสังคม ซึ่งจะขอวิเคราะห์หนังเรื่องดังกล่าวนี้โดยใช้องค์ความรู้ในรายวิชาเพศกับการเมือง โดยจะแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นประเด็น ๆ  ดังต่อไปนี้         
                 ประเด็นแรกนั้นวิเคราะห์ถึง 6 คำหลัก ( Sex, gender, sexuality, identity. Discourse, power-politics) ที่เกี่ยวข้องกับตัวเอกของหนังเรื่องนี้โดยรวม กล่าวคือ Sex ในความหมายดังกล่าวนี้นั้นหมายถึงเพศสรีระ ซึ่งตัวเอกของหนังเรื่องนี้ทั้งสองคนมีเพศสรีระเป็นเพศชาย ส่วน Gender หรือเพศสภาพ ซึ่งในที่นี้นั้นหมายถึงเพศที่ถูกกำหนดโดยปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งสังคมและวัฒนธรรมได้กำหนดพฤติกรรมที่ทั้งสองแสดงออกต่อสังคมอย่างเปิดเผยนั้นว่าทั้งสองคนเป็นเพศชาย ซึ่งมีความเป็นผู้ชายเช่น ทวิส เป็นคาวบอย เป็นคนกล้าขี่วัวกระทิง มีความกล้าหาญ ต่างๆดังกล่าวนี้ทำให้สังคมมองสิ่งที่เขาแสดงออกต่อสังคมโดยตรงว่าเขาเป็นเพศชาย แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งนั้นสังคมก็ได้นิยามหรือให้ความหมายกับพฤติกรรมที่ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างซ่อนเร้นนั้นว่าเป็นประเภท Homosexuality หรือรักเพศเดียวกัน เรียกโดยรวมว่ากลุ่มคนที่เป็นเพศที่สาม สำหรับ Sexuality หรืเพศวิถี คือวิถีทางเพศของตัวเอกของหนังเรื่องนี้ทั้งสองคนนั้น มองในแง่ของรสนิยมทางเพศแล้วนั้นคนทั้งสองนี้ถือว่าจัดอยู่ในประเภท Bisexual ( สามารถมีความสัมพันธ์ได้กับทั้งสองเพศ ) ซึ่งหากจะวิเคราะห์แล้ว ความสัมพันธ์ที่คนทั้งสองต้องการมากที่สุดคือแบบ Homosexual มากกว่าแบบ Heterosexualกล่าวคือความสัมพันธ์ระหว่าง ชาย หญิง ที่เขาต้องการนั้นเป็นไปเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ หรือทำตามบรรทัดฐานทางสังคมเท่านั้น แต่ความสุขที่แท้จริงของเขานั้นได้มาจากความสัมพันธ์ระหว่าง ชาย กับ ชาย จะเห็นได้จากภายหลังแม้ว่าทั้งคู่จะแยกจากกันและมีความสัมพันธ์กับผู้หญิง / มีครอบครัวแล้วก็ตาม แต่ทั้งคู่ก็ยังคงมีความสัมพันธ์กันอยู่เช่นเคย สำหรับคำต่อมาคือ Discourse หรือวาทกรรม ซึ่งก็คือชุดของความหมายที่เป็นระบบ ที่คนในสังคมส่วนใหญ่เชื่อ เมื่อเรามองหนังเรื่องนี้ผ่านวาทกรรมแล้วเราจะพบถึงสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของตัวเอกทั้งสองต้องเป็นแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ซึ่งก็เนื่องมาจาก วาทกรรมในสังคมนั้นไม่ยอมรับความสัมพันธ์ดังกล่าว ซึ่งจะเห็นได้จากการที่เอนนิส และทวิส ต่างก็ไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นหลังจากมีความสัมพันธ์กันครั้งแรก และที่เอนนิส เล่าให้ทวิส ฟังถึงสิ่งที่เขากลัวว่า คนที่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้มีจุดจบที่ไม่ดีเพราะโดนคนในสังคมรุมทำร้ายจนตาย นั่นเป็นสิ่งที่สังคมสร้างวาทกรรมขึ้นมาขู่ หรือมากดทับ ทำให้ทั้งสองคนต้อง เก็บกดและปิดกั้น ไม่ให้คนอื่นเข้าใจหรือรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นนั่นเอง สำหรับ Identity หรืออัตลักษณ์ ซึ่งหมายถึงลักษณะเฉพาะชุดหนึ่งของแต่ละคนซึ่งแสดงออกต่อผู้อื่น เมื่อมองจากความหมายดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าตัวเอกในหนังเรื่องนี้มีอัตลักษณ์ 2 แบบ คือ เมื่ออยู่กับภรรยาหรือลูก ๆ แม้แต่ในสังคมเขาต้องมีอัตลักษณ์ที่เป็น Dominant Identity (อัตลักษณ์หลัก) เพื่อป้องกันการถูกมองว่าเป็นคนอื่น (The Other) หรือเพื่อการได้รับการยอมรับจากสังคม และเมื่อเขาอยู่ต่อหน้ากันและกันนั้นเขาต่างก็มีอีกอัตลักษณ์หนึ่งที่ไม่สามารถแสดงออกให้ทุกคนในสังคมเห็นได้นั่นเอง สำหรับ Power หรือว่า อำนาจนั้นหมายถึงความสามารถ หรือปฏิบัติการทางสังคมในการควบคุม หรือ อยู่เหนือกว่าคนอื่น ในเรื่องดังกล่าวนี้หากนำความหมายเรื่องเพศมาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ตัวเอกในหนังเรื่องนี้ หรือเพศที่สามแทบจะไม่มีตัวตนเลยในเรื่องดังกล่าวนี้ ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่         
                   จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ของตัวเอกของหนังเรื่องนี้นั้น เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องปิดบังซ่อนเร้น และพยายามกดทับความเป็นตัวตนที่แท้จริงของทั้งคู่ ที่ขัดกับวาทกรรม และเพศวิถีที่สังคมยอมรับและเชื่อถือ เพื่อการได้รับการยอมรับในสังคม และหลีกหนีจากการถูกลงโทษของสังคมนั่นเอง         
                   ประเด็นต่อมาที่จะนำมาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์หนังเรื่องนี้คือ แนวคิดเรื่องวัฒนธรรมการใช้พื้นที่และเรื่องเพศ ซึ่งในการกล่าวถึงวัฒนธรรมการใช้พื้นที่และเรื่องเพศนี้ เราอาจสามารถกล่าวได้ว่า เพศที่สามหรือตัวเอกในหนังเรื่องนี้นั้นแทบไม่มีพื้นที่ให้อยู่ในสังคม ( การไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ) สิ่งนี้เองที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวกดดันให้ตัวเอกของหนังทั้งคู่ต้องกดทับ / ปิดกั้น อัตลักษณ์และเพศวิถีแท้จริงของตน ไม่ให้แสดงออกมาให้สังคมได้รับรู้ กล่าวคือ เมื่อพื้นที่ของ ผู้ชายคือ โลกสาธารณะ และ ผู้หญิงคือ บ้าน แต่พื้นที่ของเพศที่สามนั้นไม่ได้มีการนิยามไว้ และไม่มีการกล่าวถึงแต่อย่างใด แต่หากพิจารณาจากการกำหนดพื้นที่ดังที่กล่าวมานั้นแสดงให้เห็นว่าเพศที่สังคมยอมรับนั้นมีอยู่เพียง 2 เพศคือเพศชายกับเพศหญิงนั่นเอง และเมื่อเรามองดูการกำหนดพื้นที่ของทั้งสองเพศดังกล่าวก็จะเห็นได้ว่าไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับให้เพศอื่นได้อาศัยแล้ว กล่าวคือเมื่อพื้นที่ของผู้หญิงคือภายในบ้านซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดในสังคม และพื้นที่ของผู้ชายนั้นคือโลกสาธารณะหรือกล่าวโดยง่ายว่าโลกนอกบ้านนัยของโลกสาธารณะดังกล่าวนี้คือทุกพื้นที่ที่ไม่ใช่ในบ้านนั่นเอง เมื่อการกำหนดพื้นที่เป็นดังกล่าวแล้วนั้นส่งผลให้พื้นที่ในสังคมไม่มีเหลือให้แก่เพศที่สามเลย หรืออาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ของเพศที่สามนั้นคือต้องอยู่นอกสังคม ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ทวิส ชักชวนให้ เอนนิส ไปใช้ชีวิตร่วมกันในไร่ที่ห่างไกลผู้คน อยู่ตามลำพังนั่นเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นคือหากทั้งคู่จะแสดงออกมาซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้อย่างไม่ต้องเกิดความหวาดระแวงได้นั้นทั้งคู่ก็ต้องออกไปจากสังคม ด้วยเหตุที่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้เป็นสิ่งที่สังคมยอมรับโดยทั่วไปเป็นสาเหตุสำคัญนั่นเอง         
              ประเด็นที่จะนำมาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์หนังเรื่องนี้ประเด็นต่อมานั้นก็คือ แนวความคิดเรื่องสตรีนิยม ซึ่งแนวความคิด หรือ ทฤษฎีของสตรีนิยมนั้นได้กล่าวถึงความด้อยกว่า การถูกกดขี่ ของผู้หญิงโดยผู้ชายและเป็นแนวคิดที่หาทางเปลี่ยนแปลงต่อภาวะดังกล่าวนั้น ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้นั้นได้อธิบายถึงความด้อยกว่าของเพศในระบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ที่ครอบงำวาทกรรมหลักในสังคม รวมทั้งความเชื่อ บรรทัดฐานทางสังคมต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนสร้างมาตอบสนองความต้องการ ความเหนือกว่า รวมทั้งให้ความสำคัญกับเพศชาย แต่คำว่าเพศชายในที่นี้นั้น หาได้รวมเพศชายที่เป็นแบบตัวเอกของหนังเรื่องนี้ด้วยไม่ ความกดขี่ของระบอบชายเป็นใหญ่ดังกล่าวนั้นไม่ได้กดขี่เพศหญิงเพียงเพศเดียวเท่านั้น หากแต่ระบอบชายเป็นใหญ่ได้กดขี่เพศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เพศชาย ทำให้ความสัมพันธ์ทางเพศที่ขัดต่อวาทกรรม บรรทัดฐาน ความเชื่อ ค่านิยมหลักของสังคมดังกล่าวนี้กลายเป็นสิ่งต้องห้าม สิ่งที่น่ารังเกียจ ทำให้เกิดการไม่ให้การยอมรับ การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลประเภทดังกล่าวด้วย         
            
              ประเด็นต่อมาจะนำเอาแนวคิดทฤษฎีเรื่องความเป็นชาย ( Masculinity) มาวิเคราะห์หนังเรื่องดังกล่าวนี้ ซึ่งความเป็นชาย (Masculinity) ดังกล่าวนี้อาจกล่าวถึงความหมายง่าย ๆ โดยรวมได้ดังนี้คือ เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังต่อบทบาทความเป็นเพศชายของเพศชายแต่ละคนตามความคิด ความต้องการต่อความเป็นชายดังกล่าวนั้นที่แตกต่างกันไปในแต่ละสังคม ซึ่งปลูกฝังผ่านอุดมการณ์ (Ideology) หรือสื่อต่าง ๆ เช่น แบบเรียน เพลง นิทาน ฯลฯ ดังเช่นที่ในหนังตอนหนึ่งที่เอนนิสเล่าให้ทวิสฟังว่าสมัยที่เอนนิสยังเด็กพ่อของเอนนิสพาไปดูศพของชายที่รักเพศเดียวกันที่โดนคนในชุมชนรุมทำร้ายจนเสียชีวิต แล้วนำศพมาทิ้งไว้ในที่แห่งหนึ่งอย่างน่าสมเพศ นั่นก็แสดงให้เห็นถึงการที่พ่อของเอนนิสต้องการปลูกฝัง หรือสร้างอุดมการณ์ให้เอนนิสรับรู้ว่าคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม การปลูกฝังดังกล่าวเป็นไปตามความต้องการของพ่อที่ต้องการให้ลูกมีความเป็นชาย ให้กลัวในสิ่งที่ระบบความเป็นชายไม่ยอมรับ ความเป็นชายดังกล่าวนี้เองที่ส่งผลต่อการที่ต้องมีอัตลักษณ์ 2 อัตลักษณ์ของตัวเอกของหนังทั้งสองคน กล่าวคือเมื่อความเป็นชายยอมรับความสัมพันธ์แบบชายกับหญิง แต่ไม่ยอมรับความสัมพันธ์แบบชายกับชายทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถแสดงความสัมพันธ์ที่เขาทั้งคู่มีทั้งสองแบบได้อย่างเท่าเทียมกัน กล่าวคือ ในความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงนั้นเขาทั้งคู่สามารถแสดงออกได้อย่างเปิดเผย แต่ในทางกลับกันแล้วความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งคู่กลับไม่สามารถที่จะให้คนในสังคมรับรู้ได้เลย การเป็นชายที่ขัดต่ออุดมการณ์หลักของสังคมนั้นจะถูกมองว่าเป็นคนอื่น การลงโทษจากสังคมในรูปแบต่าง ๆ ซึ่งการปลูกฝังหรือการสร้างอุดมการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวนี้เองส่งผลให้ทั้งคู่แม้จะต้องการมีความสัมพันธ์กันมากเพียงไร แต่ก็ไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเปิดเผย ซึ่งเห็นได้จากการที่เวลาที่ทั้งสองต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศดังกล่าวต่อกันทั้งสองต้องบอก / โกหก คนอื่น ๆ ว่าทั้งสองไปตกปลา บนภูเขาที่ลับตาคน นั่นเป็นเพราะความหวาดระแวงที่จะต้องไม่ให้คนอื่นรับรู้ว่าเขาทั้งสองไม่ได้เป็น / ไม่มีความเป็นชายที่ตรงกับความต้องการของสังคมหรือความเป็นชายกระแสหลักของสังคมต่าง ๆ เพราะถ้าหากเมื่อคนอื่นรู้แล้วอาจโดนลงโทษจากสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ได้นั่นเอง

          ประเด็นสุดท้ายนี้จะนำแนวคิดทฤษฎีของวิชาเพศกับการเมืองหลาย ๆ แนวคิดมาวิเคราะห์โดยรวมต่อหนังเรื่องนี้ กล่าวคือ ความสัมพันธ์ของตัวเอก ( เอนนิส กับ ทวิส ) ในหนังเรื่องนี้นั้นถือเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์กระแสหลักของสังคม ส่งผลให้ความสัมพันธ์ที่มีดังกล่าวนั้นไม่ได้รับการยองรับจากสังคม ทั้งยังถูกตั้งข้อสงสัยและการตั้งคำถามจากสังคมต่อพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากพฤติกรรมที่เป็นบรรทัดฐานของสังคม ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นส่วนหนึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นผลพวงมาจากภาคปฎิบัติการจริงของสิ่งที่เรียกว่า วาทกรรม ซึ่งภาคปฎิบัติการจริงของสิ่งนี้นั้นรวมถึง วัฒนธรรม และบรรทัดฐานของสังคมในด้านต่าง ๆ ก็ล้วนแต่เกี่ยวข้องกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า วาทกรรม นี้ด้วยนี่เองซึ่งมีผลในแง่ของการบีบบังคับ และการพิพากษาการกระทำที่ผิดแผกไปจากวาทกรรมกระแสหลักนี้นี่เอง

           โดยสรุปแล้วนั้นหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สะท้อนถึงการดำเนินชีวิตของผู้ที่มีเพศวิถีที่อาจถือได้ว่าเป็นเพศวิถีที่ทวนกระแส ทำให้ในการดำเนินไปซึ่งเพศวิถีดังกล่าวนั้นต้องเป็นไปอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ และท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยความไม่สมหวัง ความเศร้า ซึ่งก็เป็นลักษณะของตอนจบที่มักจะพบทั่วไปกับหนังประเภทดังกล่าวนี้ ผู้เขียนเห็นว่าตราบใดที่ยังมีการกำหนดวาทกรรมโดยกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจเด็ดขาดในการกำหนด ก็จะทำให้กลุ่มอื่นที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างไป ตกขอบ หรือถูกละเลยและละเมิดสิทธิที่เขามีและพึงที่จะกระทำได้ และแนวทางแก้ไขนั้นผู้เขียนเห็นว่า ควรมีต่อสู้ช่วงชิงการเป็นวาทกรรมกระแสหลักของกลุ่มผู้เสียประโยชน์ ทั้งผ่านขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ หรือผ่านองค์กร หรือสถาบันต่าง ๆ โดยใช้สิ่งที่กรัมชี่ เรียกว่า การครอบงำทางความคิด เพื่อใช้เป็นแหล่งในการต่อสู้ช่วงชิง การให้คำนิยามแก่เพศวิถีของตนใหม่ให้เท่าเทียมกัน แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็เห็นว่าการที่จะสามารถเป็นไปในลักษณะดังกล่าวนั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก กล่าวคือ เนื่องจากภาคปฎิบัติการของวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวนี้นั้นมีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน และหยั่งรากลึกลงไปจนกลายเป็นบรรทัดฐานที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับเป็นสากล ทำให้การที่จะสามารถต่อสู้ช่วงชิงเพื่อแก้ไขกฎ ระเบียบ ธรรมเนียมปฎิบัติที่มีอยู่เป็นไปได้ยาก แต่หากมีการระดมทรัพยากรในด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวางจนสามารถรวมตัวกันเป็นขบวนการเคลื่นไหวทางสังคมที่เข้มแข็งได้ การก้าวผ่านอุปสรรคนี้ก็อาจที่จะเกิดขึ้นได้เช่นกันนั่นเอง

 

edit @ 7 Nov 2007 08:23:56 by มุ้ย

edit @ 7 Nov 2007 08:27:48 by มุ้ย

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆได้นำไปใช้ในการเรียนด้วย

9/16/2011big smile

#5 By Ampere (124.121.193.186) on 2011-09-16 00:44

ก็เขียนดีนะเป็นอะไรที่ปลื้มมาก ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อนเราจะฉลาดขนาดนี้ ชมนะจ๊ะ ก็ดูน่าตาเพื่อนเราไม่น่าจะฉนาดเลย แต่มุ้ยทำได้...คิดถึงนะจ๊ะแต่ไม่มีตังค์โทรหา555

#4 By คุณหญิงอุ๊นะ (118.175.224.63) on 2008-12-03 14:42

เนื้อหาดีครับ อ่านแล้วงง

#3 By ชานมเย็น (118.172.66.220) on 2008-08-26 11:06

กว่าผมจะได้อ่านบทความของพี่
ก็ปาเข้าไปปี 2008 ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่ยังสนใจ
และเข้ามาอัพอยู่รึเปล่านะครับ
แต่ไงก็ขอบคุณมากนะครับ
ที่ให้ข้อมูลดีๆแบบนี้ เพราะตอนนี้
ผมก็กำลังทำวิจัยเรื่องเกี่ยวกับเพศวิถีอยู่
ก็ขอบคุณมากนะครับ
สำหรับบทความที่มีประโยชน์ -..-

#2 By FirSToNeR (118.172.43.211) on 2008-07-23 03:53

ขอบคุณกับการวิเคราะหนังเรื่องนี้มากๆๆเลยคะเพราะบทวิเคราะห์นี้ได้ใช้ในTU120ในตอนนี้ กำลังลำบากอยู่พอดี
ขอโทษนะคะที่เอาบทวิเคราะมาเขียนส่งนะแต่จะไม่เขียนหมดหรอกนะคะ ขอโทษที่เอาความคิดมาลอกนะคะ ถ้ามีอะไรก็ส่งมาหาได้นะ ขอโทษและคอบคุณอีกครั้ง

#1 By อุ (203.131.212.37) on 2008-02-13 00:41