วาทกรรมกับสังคมการเมืองไทย (Discourse And Thai Politics)
posted on 07 Nov 2007 04:08 by worrawatนายวีรพงษ์ วรวัตร 48011310237 Po ปกติวิทยาลัยการเมืองการปกครองเสนอ อ.เฉลิมเกียรติ ภาระเวช
วาทกรรมกับสังคมการเมืองไทย (Discourse And Thai Politics)
ในบทความชิ้นนี้จะกล่าวถึงบทบาท อำนาจของวาทกรรม (discourse) ต่อการสร้างความหมาย หรือการสร้างสถาบันทางการเมือง / ทางสังคมต่าง ๆ ขึ้นมา ซึ่งบทบาท อำนาจของวาทกรรมดังกล่าวนั้นค่อนข้างที่จะมีลักษณะที่จะกว้างขวาง ทั้งยังเป็นแนวคิดหรือเป็นสิ่งที่ซับซ้อน ในการทำความเข้าใจต่อสิ่งต่าง ๆ ในสังคมนั้นเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจวาทกรรมก่อนด้วยเพื่อการไม่ติดตันอยู่กับสิ่งที่เป็นเพียงผิวของสิ่งสิ่งนั้น ก่อนอื่นจะทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่าวาทกรรมเสียก่อน
วาทกรรม คือ ชุดของความหมายที่เป็นระบบ ซึ่งปรากฏทั้งในรูปของข้อความ ภาพ สัญลักษณ์ แบบแผนปฏิบัติ รวมไปถึงความเชื่อ ค่านิยม อัตลักษณ์ที่มีการสื่อสารเพื่อให้เกิดความหมาย คุณค่า กฎเกณฑ์ เงื่อนไข ซึ่งมีผลต่อการควบคุมสังคม สถาบัน รวมทั้งปัจเจกบุคคลว่า อะไรควรนำเสนอ อะไรควรปฏิบัติตาม อะไรควรเชื่อ ทั้งยังมีผลต่อการสร้างชุดของความจริงขึ้นในสังคมในแต่ละช่วงเวลาเฉพาะด้วย วาทกรมนั้นเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้สร้างความหมายให้กับสิ่งต่าง ๆ ในสังคมที่แวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งยังทำหน้าที่ในการรักษาสภาพ หรือตรึงสิ่งเหล่านั้นให้คงอยู่และให้เป็นที่ยอมรับของสังคม อำนาจของวาทกรรมดังกล่าวนี้นั้นเกี่ยวข้องอยู่กับหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างในสังคมเมื่อเรามองวาทกรรมในเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมนั้น อาจกล่าวยกตัวอย่างสิ่งที่เป็นภาคการแสดงของวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความหมายเพื่อการยอมรับวาทกรรมต่าง ๆ ในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เช่น วาทกรรมเรื่องเรือนร่างสตรี (female bodies) เป็นวาทกรรมชุดหนึ่งที่มีบทบาทต่อการสร้างความหมาย หรือความจริง เกี่ยวกับเรือนร่างที่สวยงามของสตรี เช่น ผู้หญิงสวยต้องมีผิวเนียน หุ่นดี สมส่วน เป็นต้น ต่าง ๆ เหล่านี้นำมาซึ่งการสร้างการยอมรับต่อร่างกายของผู้หญิงที่เป็นแบบเดียวกัน / ไปด้วนกันกับวาทกรรมดังกล่าวว่าเป็นผู้หญิงที่สวย ส่วนผู้หญิงที่มีลักษณะ / รูปร่างไม่ตรง / ไม่เข้ากันกับวาทกรรมดังกล่าวก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม หรือเกิดปมด้อยต่อตัวเองทำให้เกิดความพยายามที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ตนเองดูดีขึ้น เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม ซึ่งอาจจะโดยการควบคุมอาหาร การใช้เครื่องสำอางยี่ห้อต่าง ๆ เป็นต้น วาทกรรมดังกล่าวนั้นอาจนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่ฝังแฝงมาในรูปแบบต่าง ๆ ภายใต้วาทกรรม เช่นวาทกรรมเรื่องเรือนร่างสตรีดังกล่าวนั้นก็อาจจะนำมาซึ่งธุรกิจการค้า ยาลดความอ้วน เครื่องสำอาง ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งวาทกรรมที่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมแต่ละยุคสมัย / ช่วงเวลา โดยการยอมรับเป็นค่านิยม ความเชื่อ ความรู้ สิ่งที่เป็นแบบแผนในการปฏิบัติตนในการดำรงชีวิตประจำวัน ฯลฯ ของคนส่วนใหญ่ในสังคมแล้วนั้นวาทกรรมดังกล่าวนั้นก็จะกลายเป็นวาทกรรมหลัก (dominant discourse) ขึ้นมาในสังคม
ซึ่งอำนาจของวาทกรรมนั้นมีทั้งในแง่ของการ กดทับ / ปิดกั้น (subjugate) ไม่ให้ความหมาย ค่านิยม ความเชื่อ สถาบันอื่น ๆ ที่ขัดต่อวาทกรรมหลักนั้นแสดงออกได้อย่างเปิดเผย และในแง่ของการ แทนที่ / เลือนหาย (displace) ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ขัดกับวาทกรรมหลักที่ดำรงอยู่ กล่าวให้เห็นภาพก็คือ วาทกรรมมีอำนาจในการที่จะทำให้สังคมมีความคิด ความเชื่อหนึ่ง และความคิดความเชื่อดังกล่าวเมื่อได้รับการยอมรับ การปฏิบัติติตามจากภาคส่วนในสังคมแล้ว วาทกรรมนั้นก็จะกลายเป็นวาทกรรมหลักซึ่งอำนาจของวาทกรรมหลักนี้กล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือ การกันไม่ให้วาทกรรมอื่น ๆ ที่เป็น วาทกรรมที่สวนทางกับตน ที่ขัดต่อผลประโยชน์ของตน สามารถแสดงออก / ได้รับการยอมรับในสังคมได้นั่นเอง ซึ่งในบทความชิ้นนี้นั้นจะกล่าวถึงชุดของวาทกรรมที่เกี่ยวกับ ประชาธิปไตย การพัฒนา การแพทย์ ในสังคมไทยเป็นหลัก ซึ่งจะกล่าวถึงการดำเนินการขอวาทกรรมในสังคมไทย การเผชิญหน้ากันระหว่างวาทกรรมกระแสหลัก และวาทกรรมกระแสรอง / วาทกรรมทวนกระแส ซึ่งจะได้กล่าวถึงในแง่ด้านอื่น ๆ อีก เพื่อความเข้าใจในการเคลื่อนไหว และอำนาจของวาทกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ต่อ สังคมไทย ในแง่ด้านต่าง ๆ ซึ่งจะขอกล่าวเป็นลำดับคือ วาทกรรมกับประชาธิปไตย วาทกรรมกับการพัฒนา และวาทกรรมทางการแพทย์กับนโยบายการสร้างชาติ ตามลำดับ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงประเด็นแรกคือ
วาทกรรมกับประชาธิปไตย
วาทกรรมกับการเมืองว่าด้วยประชาธิปไตยของไทย วาทกรรมดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการเผชิญหน้า ต่อสู้ ช่วงชิงความเป็นวาทกรรมหลักในสงคมไทย ในแต่ละยุคแต่ละสมัยมาอย่างยาวนาน ทำไมจึงถือว่าเป็นการช่วงชิงพื้นที่ทางความคิด / การสร้างการครอบงำทางความคิด (hegemony) ดังกล่าว ก็เพราะว่า แนวทางการให้ความหมายแก่วาทกรรมทางการเมือง (political discourse) ในสังคมไทยนั้นมีสำนักคิด / กระแสอยู่ ๒ กระแสด้วยกันคือ สำนักประเพณี และสำนักตะวันตก ทั้งสองแนวคิดได้ให้ความสำคัญ / สนใจในกิจกรรมของการสื่อสารความหมายทางภาษา การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและกลไกในการควบคุมระบบการสื่อความหมายดังกล่าว ซึ่งทั้งสองกลุ่มดังกล่าวข้างต้นนั้นมีความคิดที่ตรงข้ามกัน และทั้งสองแนวคิดก็ได้พยายามต่อสู้ ช่วงชิง เพื่อทำให้วาทกรรมเกี่ยวกับการเมือง / ประชาธิปไตยของตนเป็นที่ยอมรับในสังคม เพื่อให้วาทกรรมตามแนวคิดของตนมีอำนาจในสังคม และได้รับการพัฒนาเป็นสถาบันต่อไป ทำไมทั้งสองกระแสดังกล่าวจึงพยามผลักดันให้วาทกรรมทางการเมืองของตนให้มีอำนาจทางความคิด และมีความเป็นสถาบันทางสังคม เราอาจกล่าวได้ว่าที่กระแสทั้งสองกระแสต้องการอย่างนั้นก็เพราะ เมื่อวาทกรรมทางการเมืองในกระแสของตนมีความเป็นสถาบัน จะทำให้การพูด เขียนอย่างจริงจัง การกล่าวถึงประชาธิปไตย การปฏิบัติการทางการเมือง ต่าง ๆ ดำเนินไปได้อย่างมีความสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือ กล่าวยกตัวอย่างต่อประเด็นดังกล่าวเพื่อให้พอเห็นภาพได้อย่างเป็นรูปธรรมได้จาก สมัยการปกครองช่วง ๒๕๐๐ – ๒๔๑๖ เริ่มต้นโดยการรัฐประหารยึดอำนาจจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ของจอมพลสฤษดิ์ ธนรัตน์แล้วอธิบายระบอบการปกครองของตนว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ และเป็นการยุตติความล้มเหลวที่เกิดจากการนำประชาธิปไตยแบบตะวันตกเข้ามาใช้ในสังคมไทย นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการต่อสู้ช่วงชิง และพยายามสร้างความเป็นสถาบันให้แก่วาทกรรมของตน เพื่อการได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งจากตัวอย่างดังกล่าวนั้น ทำให้จอมพลสฤษดิ์ ธนรัตน์สามารถใช้อำนาจในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมหาศาลผ่านสิ่งที่รองรับอยู่ก็คือ วาทกรรมประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่เป็นระบบพ่อขุนอุปถัมภ์นั่นเอง การที่จอมพลสลฤษสามารถใช้อำนาจต่าง ๆ ได้อย่างเผด็จการ และมหาศาลนั้น เปรียบได้กับการที่สามารถพูดถึง เขียนถึง เกี่ยวกับความหมายต่าง ๆ ต่อวาทกรรมดังกล่าวได้อย่างน่าเชื่อถือ และมีเหตุ มีผล ทีสำคัญคือสามารถเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมนั่นเอง ดังนั้นการนิยามประชาธิปไตย การสร้างความเป็นสถาบันให้แก่ประชาธิปไตยนั้นไม่สามารถกำเนิดขึ้นได้โดยการขาดการอธิบายที่ต่อเนื่องในกระบวนการทางประวัติศาสตร์ และที่สำคัญนั้นสำนักคิดทั้งสองสำนักคิดได้วางอยู่บนพื้นฐาน อุดมการณ์ทางการเมือง ความต้องการที่แตกต่างกัน ทำให้การนิยาม / อธิบายสิ่งต่าง ๆ ในประเด็นต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอยู่นั่นเอง ในบทความชิ้นนี้นั้นจะขอกล่าวถึง / ยกมากล่าวเป็นประเด็น ๆ และเพียงบางประเด็นที่พอจะทำให้เห็นถึงข้อแตกต่าง หรือการเผชิญหน้า ของทั้งสองกระแสดังต่อไปนี้
ประเด็นแรกนั้นจะกล่าวถึงความคิดของทั้งสองกระแสต่อ ความเชื่อหรือการให้เหตุผล ความจริง ต่อประเด็นที่ว่า "มีความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยหรือสิ่งที่จะสามารถเรียกได้ว่ามีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในสังคมไทยก่อนปี พ.ศ.๒๔๗๕ หรือไม่ " ซึ่งแน่นอนว่าในการอธิบายของทั้งสองกระแสในประเด็นนี้นั้นมีความแตกต่างกันอยู่ค่อนข้างชัดเจนเลยที่เดียว กล่าวคือ การตอบคำถามหรือการให้เหตุผล / ความจริงต่อประเด็นดังกล่าวนี้ของกระแสแรกนั้นคือ สำนักประเพณี ได้ให้ความหมาย / ตอบคำถามต่อประเด็นดังกล่าวนี้ว่า ก่อนพ.ศ. ๒๔๗๕ นั้นไทยมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว การอธิบายต่อการตอบนี้ของสำนักประเพณีมีอยู่ว่า สำนักประเพณีนั้นเชื่อว่าสิ่ง / หลักการที่แสดงออกถึงสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ คือ พัฒนาการทางการเมืองในช่วง ร.๔ จนถึง พ.ศ.๒๔๗๕ มีการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยตามแนวคิดทางพุทธศาสนาที่ว่า "เอนกนิกรสโมสรสมมติ" เป็นแนวคิดที่เชื่อว่ากษัตริย์ขึ้นครองราชย์โดยความเห็นชอบจากชุมชนการเมืองเป็นผู้ที่อยู่เหนือราษฎรเพียงคนเดียว ขณะที่ทุกคนในสังคมการเมืองดังกล่าวนอกจากกษัตริย์แล้วมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น มีก็แต่เพียงการแบ่งงานกันทำก็เพียงเท่านั้น และทุก ๆ ฝ่ายทำงานที่ประสานสอดคล้องกลมกลืนกัน เพื่อความสงบสุขของสังคมการเมือง / ชาติ เป็นหลัก ซึ่งชาติในที่นั้นมีความเกี่ยวเนื่องอย่างยิ่งกับ กษัตริย์ กล่าวคือ ชาติจะอยู่ไม่ได้หากขาดกษัตริย์ การให้ความสำคัญกับแนวคิด / คติ ที่เรียกว่าอเนกนิกรสโมสรสมมติดังกล่าวนี้ เป็นการรักษาความต่อเนื่องในทางอุดมการณ์ความคิดระบอบเก่า ส่วนสำนักตะวันตกนั้นได้ตอบคำถาม / ให้เหตุผล / ความจริงต่อประเด็นดังกล่าวนี้ ว่า ก่อน พ.ศ.๒๔๗๕ ในสังคมไทยนั้นไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยแต่อย่างใด ในกระแสดังกล่าวนี้นั้นมีการเรียกระบอบการปกครองก่อน พ.ศ.๒๔๗๕ ว่า สังคมราชูปถัมภ์บ้าง สังคมศักดินาบ้าง เหล่านี้เป็นต้น เหตุผลที่กระแสดังกล่าวนี้ไม่ยอมรับระบอบการปกครองก่อน พ.ศ.๒๔๗๕ ว่ามีความเป็นประชาธิปไตยนั้นก็เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วง ร.๔ - พ.ศ.๒๔๗๕ นั้นเป็นเพียงการปรับตัวของสถาบันทางการเมือง ที่มีลักษณะเฉพาะไม่ได้มีความเป็น / ลักษณะของประชาธิปไตยแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับเกิดการพัฒนาการของระบอบการปกครองที่รวมศูนย์อำนาจการปกครองเข้าสู่ส่วนกลางโดยการเกิด รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแทน เพราะหลักการดังกล่าวนั้นไม่ได้นำมาซึ่งการกระจายอำนาจการปกครองที่เป็นสาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามความคิดของสำนักตะวันตกนั่นเอง
ประเด็นที่สอง คือการตอบคำถามที่ว่า "รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๗๕ มีฐานะ และที่มาอย่างไร" ซึ่งการตอบคำถามต่อประเด็นดังกล่าวนี้ก็พบความแตกต่างได้อย่างชัดเจนระหว่างแนวทางการตอบคำถามดังกล่าวของทั้งสองกระแส และสะท้อนให้เห็นอะไรบ่างอย่าง คือ สะท้อนให้เห็นหลักการที่แตกต่างกันของบุคคลทั้งสองฝ่ายอย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ สำนักประเพณี ได้ตอบคำถาม / อธิบายต่อประเด็นดังกล่าวนี้ในแง่ที่ว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๗๕ สถานะที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญนั้นเกิดจากการ "พระราชทาน" และจากการมองดังกล่าวผสมกับความคิดของสำนักประเพณีเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยที่กล่าวมาแล้วในประเด็นแรกนั้นทำให้สำนักคิดดังกล่าวโจมตี การเปลี่ยนแปลง พ.ศ.๒๔๗๕ ของคณะราษฎรเสมอว่าชิงสุกก่อนห่าม มองว่าการ จำกัด อำนาจของกษัตริย์เป็นสิ่งที่เลวร้าย และที่สำคัญนั้นสำนักคิดประเพณีมองการเปลี่ยนแปลง พ.ศ.๒๔๗๕ ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบอบ กษัตริย์องค์เดียว เป็นระบอบ กษัตริย์หลายองค์ นำมาสู่การแก่งแย่งอำนาจกันเองหลัง พ.ศ.๒๔๗๕ ซึ่งมองว่านั่นเป็นธรรมชาติ / ผลกรรมของการกระทำผิดประเพณีการปกครอง สำนักดังกล่าวนี้ยังเชื่อว่าหากรัฐธรรมนูญเกิดจากความตั้งจมอบให้ของกษัตริย์ จะทำให้รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการณ์ดังกล่าวนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ด้วยผู้ปกครองที่มีคุณภาพ และวิจารณ์ข้อบกพร่องของการเปลี่ยนแปลง พ.ศ.๒๔๗๕ ว่าเป็นการนำเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตกเข้ามาสวมให้กับไทยซึ่งเป็นสิ่งที่เข้ากันไม่ได้ตามความคิดของสำนักประเพณีนั่นเอง ส่วนสำนักคิดตะวันตกอธิบายฐานะ และที่มาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๗๕แตกต่างออกไปกล่าวคือ มองว่าฐานะของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๗๕ อยู่เหนืออำนาจทั้งปวง กล่าวคือเป็นแบบแผน / บรรทัดฐานในการปกครองประเทศ นอกจากนั้นแล้ว รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๗๕ ยังเกิดจากการปฏิวัตติของประชาชน กล่าวคือรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๗๕ เกิดจากการสถาปนาจากประชาชน และที่สำคัญคือฐานะของกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ในเรื่องของรูปแบบการปกครองนั้นสำนักคิดตะวันตกเองก็ไม่ได้มีการลอกแบบแนวคิด / ถอดแบบมาจากตะวันตกทั้งหมด เพราะในหลักการบางอย่างนั้นก็มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเพื่อความเหมาะสมเช่นเดียวกันนั่นเอง
ประเด็นสุดท้าย การตอบคำถามต่อประเด็นที่ว่า "การเมืองไทยหลังจากปี พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นยุคมืดหรือยุคสว่าง และเป็นความวุ่นวายหรือเป็นสิ่งที่มีระเบียบกติกาอีกชนิดหนึ่ง" จากการตอบคำถามในสองประเด็นที่กล่าวมาแล้วข้างต้นของทั้งสองสำนัก ส่งผลสืบเนื่องต่อการมอง การเมืองไทยหลังปี พ.ศ.๒๔๗๕ ของทั้งสองสำนักที่แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ สำนักประเพณีมองการเมืองไทยหลังจากปี พ.ศ.๒๔๗๕ ว่าเป็น "ยุคมืด" ตามความเชื่อพื้นฐานของสำนักคิดดังกล่าวนี้ที่เชื่อว่า หากมีการจำกัดอำนาจกษัตริย์จะนำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมืองติดตามมาเป็นวัฏจักร เพราะเหตุใดสำนักประเพณีนิยมจึงกล่าวเช่นนั้น สาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อกระบวนการอธิบายดังกล่าวของสำนักประเพณีคือ มีข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ที่สนับสนุนข้อคิดเห็นดังกล่าวนี้ค่อนข้างมากเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วการสร้างวาทกรรมว่าด้วยประชาธิปไตยของไทยนั้นยังคงแสดงออก ผ่านพระราชกระแส พระบรมราโชวาท และจากการจำกัดอำนาจของกษัตริย์ จากพระราชกระแส ฯลฯ รวมทั้งความเชื่อที่ว่าก่อน พ.ศ.๒๔๗๕ ไทยมีความเป็นประชาธิปไตยที่เพียบพร้อมอยู่แล้วนั้นทำให้สำนักคิดดังกล่าวนั้นมองยุคการปกครองหลัง พ.ศ.๒๔๗๕ ว่าเป็นยุคมืดนั่นเอง ส่วนการตอบคำถามต่อประเด็นดังกล่าวในสำนักคิดตะวันตก เป็นการตอบคำถามที่ตรงข้ามกันกับสำนักประเพณี กล่าวคือ สำนักตะวันตกมองว่า การเมืองไทยหลัง พ.ศ.๒๔๗๕ เป็น "ยุคสว่าง / ยุคแห่งความหวัง" แม้ว่าจะมีปัญหาบางอย่างและอาจมีบางอย่างที่บิดเบี้ยวไปบ้าง สำนักตะวันตกนี้เป็นสำนักที่เชื่อในหลักสากล และแลเห็นข้อบกพร่องในสงคมไทยมากกว่าจะแลเห็นข้อดีที่จะต้องรักษาไว้ และสำนักคิดดังกล่าวนี้โดยรวมแล้วมีความพอใจกับผลที่เกิดขึ้นหลังจากการก่อการเปลี่ยนแปลง เพราะถือว่าอย่างน้อยแม้จะมีปัญหาบางอย่างอยู่บ้างแต่ในปัญหาเหล่านั้นก็มีสิ่งที่เรียกว่าหลักการสากลฝังแฝงอยู่พร้อม ๆ กัน
จากประเด็นต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น คงพอที่จะทำให้เห็นถึงความพยายามในการเผชิญหน้าระหว่างวาทกรรมเกี่ยวกับการเมือง / ประชาธิปไตยในสังคมไทย ในเรื่องการสืบทอดหรือความต่อเนื่องของวาทกรรมทั้งสองกระแสในสังคมนั้นก็มีการสืบทอดมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน อำนาจของวาทกรรมทั้งสองนั้นมีการเปลี่ยนแปลง ผลัดเปลี่ยนมือกันเสมอ ๆ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน การเผชิญหน้าของ ๒ กระแสดังกล่าวนี้ก็ยังคงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ถึงอย่างไรก็ตามการที่วาทกรรมทั้งสามารถสืบเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบันได้นั้นกล่าวได้ว่าทั้งสองแนวคิดดังกล่าวล้วนมี พันธมิตรอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน และนี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาท อำนาจของวาทกรรมต่อการกำหนดความหมาย และการใช้ประโยชน์จากประชาธิปไตยในสงคมไทย วาทกกรมชุดต่อไปที่จะนำมากล่าวถึงนั้นก็คือ
วาทกรรมกับการพัฒนา
วาทกรรมกับการพัฒนา การพัฒนา (development) และความดอยพัฒนา (underdevelopment) เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยประเทศมหาอำนาจตะวันตกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่ และในความหมายของวาทกรรมการพัฒนานี้เองไม่ได้หยุดนิ่ง ตายตัว หรือมีความคงที่ในรูปแบบ หรือว่าภาคปฏิบัติการที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ตรงกันข้ามความหมายของสิ่งที่เราเรียกว่าการพัฒนาดังกล่าวนั้นกลับมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือมีวิวัฒนาการที่ค่อนข้างทันต่อยุค เหตุการณ์พอสมควร ซึ่งวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาดังกล่าวนี้มีอำนาจในการแบ่งแยกระหว่างประเทศพัฒนา กับประเทศที่ด้อยพัฒนา วาทกรรมดังกล่าวมีส่วนในการกดทับประเทศที่ด้อยพัฒนาให้เกิดความรู้สึกที่ด้อยค่า หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือวาทกรรมดังกล่าวนั้นสร้างความคิดที่มากดดันให้ประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าด้อยพัฒนาดังกล่าวนั้น แสวงหาความเจริญ หรือสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา การแสดงออกดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นการแสดงออกของภาคปฏิบัติของวาทกรรมดังกล่าวนั่นเอง ซึ่งวาทกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาในสังคมไทยนั้นก็ได้มีวาทกรรมอยู่ ๒ กระแส กระแสแรกคือกระแสที่เป็นกระแสหลักคือ "วาทกรรมการพัฒนาที่ยึดตามแนวทางของประเทศตะวันตก" ซึ่งเป็นแนวคิด / เป็นสิ่งที่เข้าครอบงำความคิด / วิธีคิดในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งยังเป็นเครื่องมือของชาติมหาอำนาจตะวันตกในการเข้ามาเข้ามาครอบงำวิธีคิด อีกทั้งยังเอื้อต่อการเข้ามาหาประโยชน์ในด้านต่าง ๆ จากประเทศด้อยพัฒนา ประเทศโลกที่สาม รวมทั้งไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งจะได้กล่าวในรายระเอียดต่อไปภายหน้า กระแสที่สองที่เป็นกระแสรองคือ "วาทกรรมการพัฒนาของสำนักวัฒนธรรมชุมชน" เป็นวาทกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับชนบท / ชุมชนในการพัฒนา ซึ่งมองว่าการพัฒนาที่ยึดตามแนวทางของชาติตะวันตกนั้นในที่สุดแล้ว ส่งผลกระทบต่อชุมชน / ชนบทในประเทศ สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ ในกระแสของวาทกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาทั้งสองกระแสที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะได้กล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป แต่ก่อนอื่นในการวิเคราะห์วาทกรรมการพัฒนานั้นจะพิจารณาในฐานะที่เป็นวาทกรรมมากกว่าในฐานะที่เป็นเรื่องของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางวิทยาการ หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งการวิเคราะห์การพัฒนาในฐานะที่เป็นวาทกรรม ช่วยให้เราสามารถปะทะกับการพัฒนาและสิ่งที่เรียกว่า การพัฒนาได้โดยตรง กล่าวคือสามารถวิเคราะห์การพัฒนาได้อย่างลึก และรอบด้านนั่นเอง ในส่วนแรกนี้จะกล่าววาทกรรมกับการพัฒนาที่เป็นวาทกรรมกระแสหลักเสียก่อน คือ
วาทกรรมการพัฒนาที่ยึดตามแนวทางของประเทศตะวันตก เป็นวาทกรรมที่มีลักษณะที่ถูกพัฒนาและ เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ วาทกรรมดังกล่าวนี้นั้นอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าเป็นสิ่งที่เข้ามามีอิทธิพล บทบาท ในการครอบงำทางความคิดต่อคนในประเทศไทยเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างยาวนานมาแล้ว กล่าวคือ ตั้งแต่การเริ่มแพร่เข้ามาของแนวคิดเรื่องการพัฒนา และหากจะกล่าวถึงแง่ด้านของการเข้ามามีอิทธิพลของวาทกรรมกระแสหลังนี้ต่อความคิดของคนไทยว่าเข้ามาในรูปแบบใดบ้าง ต่อคำถามดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่า การพัฒนากลายเป็นความรู้ และความจริง ผ่านกลยุทธ์ในการจัดระเบียบต่าง ๆ เช่นผ่านการทำให้เป็นแขนงวิชา (discipline) ต่าง ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ยกตัวอย่างเช่น แขนงวิชาพัฒนาชุมชน ที่มีเปิดสอนในระดับมหาวิทยาลัย เช่นในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นต้น นอกจากแขนงวิชาดังกล่าวนี้แล้วยังมีแขนงวิชาอื่น ๆ อีกเช่น เอเชียอาคเนย์ศึกษา ไทยคดีศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งสาขา / แขนงวิชาเหล่านี้นั้นเป็นวิชาที่ เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในสังคม นอกจากนั้นแล้วบทบาทของวาทกรรมดังกล่าวนี้นั้นก็ยังเข้ามามีบทบาทในการเข้ามาของประเทศตะวันตก เมื่อการพัฒนาได้ลดคุณค่าพลเมืองในประเทศที่ด้อยพัฒนา ให้กลายเป็นเพียง ประชากร (population) และ ทรัพยากร (human resources) โดยที่วาทกรรมการพัฒนาแบบตะวันตกนั้นได้ลดคุณค่าของพลเมืองในประเทศด้อยพัฒนา ว่า ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีศักยภาพ กลายเป็นตัวที่มาคอยขัดขวางการพัฒนา ทำให้จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา เมื่อทั้งสภาพโดยรวมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ลงลึกไปถึงประชากรในประเทศขาดการพัฒนาตามแนวทางที่ถูกต้องทำให้ประเทศตะวันตกผู้เป็นตัวตั้งต้นในการสร้างวาทกรรมดังกล่าวนั้นขึ้นเป็นสถาบันดังกล่าวนี้แล้ว มีความชอบธรรมในการนำเข้าการพัฒนา แนวคิดการพัฒนาตามรูปแบบของตนแก่ประเทศที่ด้อยพัฒนาต่าง ๆ ทั้งแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังเช่นกรณีระยะเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจของไทยที่เริ่มต้นในช่วงยุคสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนรัตน์ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๗๔ เป็นต้นมาทีมีชาวต่างชาติ (ชาวตะวันตก) เข้ามามีส่วนในการกำหนด / สร้างแผนการพัฒนาดังกล่าว แน่นอนว่าแผนพัฒนาดังกล่าวนั้นต้องเป็นสิ่งที่เป็นไปตามแบบอย่างของชาติตะวันตก และอาจจะเอื้อต่อการเข้ามาควบคุม / เข้ามามีบทบาทของชาติตะวันตกต่อการพัฒนาตามแนวทางดังกล่าวได้ นอกจากการพัฒนาด้านเศรษฐกิจตามแนวทางดังกล่าวนี้แล้ว การที่ประชากรในประเทศด้อยพัฒนาถูกลดคุณค่า / ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาด้านต่าง ๆ ในสังคมนั้น ทำให้เกิดวิธีการ / แขนงวิชาที่เรียกว่า กรพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยมีการก่อตั้งสถาบันประชากรศาสตร์ และสถาบันทรัพยากรมนุษย์ขึ้น เพื่อทำการควบคุม / จัดระเบียบผ่านเทคนิค / วิธีการี่เรียกว่า การฝึกอบรม (training) ในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ประชากรในประเทศที่ด้อยพัฒนาที่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ให้กลายมาเป็นทรัพยากรที่เอื้อต่อกาพัฒนาในด้านต่าง ๆ ในอีกแง่ด้านหนึ่งนั้นการฝึกอบรมดังกล่าวก็เป็นการถ่ายทอดเทคนิควิทยาการต่าง ๆ จากประเทศตะวันตกสูประเทศ ด้อยพัฒนา สิ่งเหล่านี้นั้นหากจะมองในแง่มุมหนึ่งแล้ว นับเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่ไม่พัฒนา / ด้อยพัฒนา จากการที่ยึดประเทศตะวันตกเป็นศูนย์กลาง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การยึดถือตามหลักการที่ประเทศตะวันตกนั้นสร้างขึ้นเป็นสำคัญ เมื่อการพัฒนาเป็นไปในรูปแบบต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้นทำให้ในฐานะของวาทกรรมแล้วการพัฒนา ก็เป็นเพียงเทคนิค วิทยาการของอำนาจแบบหนึ่ง ที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตกคิดค้นขึ้นมาใช้เพื่อเพิ่มการปกครอง / ควบคุม / จัดระเบียบ ประเทศด้อยพัฒนา เพียงแต่วิธีการดังกล่าวนี้นั้นแยบยลและแนบเนียนกว่าเทคนิควิทยาการของอำนาจในอดีตซึ่งใช้แต่กำลังบังคับในรูปของการล่าอาณานิคม นอกจากนั้นแล้วจากการสร้างความเป็นเจ้าของวาทกรรมของประเทศตะวันตกดังกล่าวนี้ทำให้ ภาคปฏิบัติการของวาทกรรมการพัฒนาดังกล่าวที่กีดกัน ปิดกั้น ประเทศด้อยพัฒนา หรือ ประเทศโลกที่สาม ออกจากกระบวนการสร้างความรู้ และความจริง ว่าด้วยการพัฒนา ความรู้ วัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน วัฒนธรรมชุมชน เหล่านี้นั้นถูกมองว่าเป็นความไม่มีเหตุผล และไม่มีความเป็นไปตามแนวทางวิทยาศาสตร์ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว วาทกรรมที่เกิดจากผลผลิตของชุมชน / ชนบท จะดำรงอยู่ / ถือกำเนิดขึ้นในสังคม ถือกำเนิดขึ้นเพื่อมาท้าทายวาทกรรมกระแสหลักของชาติตะวันตกนี้ได้อย่างไร ต่อการตอบคำถามนี้นั้นต้องกล่าวถึงอำนาจของ รัฐ ของประเทศด้อยพัฒนา จะเห็นว่าอำนาจดังกล่าวนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยจรรโลง ส่งเสริมวาทกรรมการพัฒนาตามแนวทางกระแสหลัก ทำให้รัฐกลายเป็นความเหนือกว่าคนในสังคม การท้าทาย การต่อต้าน วาทกรรมกระแสหลักจากกลุ่มคน / จากวาทกรรมกระแสรองนั้นจะนำไปสู่การตอบโต้จากรัฐของประเทศด้อยพัฒนาเอง และจากประเทศพัฒนาแล้วในที่สุด
วาทกรรมต่อมาคือวาทกรรมการพัฒนาที่เป็นกระแสรอง ในที่นี้คือวาทกรรมกับการพัฒนาของสำนักวัฒนธรรมชุมชน เป็นวาทกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับชนบท / ชุมชนในการพัฒนา ซึ่งมองว่าการพัฒนาที่ยึดตามแนวทางของชาติตะวันตกนั้นในที่สุดแล้ว ส่งผลกระทบต่อชุมชน / ชนบทในประเทศ ในประเด็นแรกวาทกรรมกระแสรองดังกล่าวนี้เห็นว่าการพัฒนาตามแนวทางวาทกรรมกระแสหลัก คือวาทกรรมการที่ยึดตามแนวทางตะวันตกนั้นเป็นการพัฒนาที่เหินห่างจากสังคม ชุมชน กล่าวคือผลจากการพัฒนาตามแนวทางการพัฒนาดังกล่าวนี้นั้น เป็นการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเจริญแก่ระบบเศรษฐกิจ เพียงด้านเดียวเป็นหลัก และเป็นการพัฒนาที่มีความคับแคบ ทำไมจึงมองว่าการพัฒนาตามแนวทางตะวันตกเป็นการพัฒนาที่เป็นแนวทางที่คับแคบ การกล่าวว่าการพัฒนาตามแนวทางของชาติตะวันตกเป็นการพัฒนาที่คับแคบนั้นอาจสืบเนื่องมาจาก การพัฒนากระแสหลักดังกล่าวนั้นเน้นหนักเฉพาะการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ จนบางครั้งอาจละเลยภาคส่วนทางสังคมส่วนอื่น เช่นการให้ความสำคัญกับ คน ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มากกว่าส่วนประกอบหนึ่งในปัจจัยการผลิต หรือเป็นเพียงทรัพยากร ในการผลิต / พัฒนาเท่านั้น นอกจากนั้นการพัฒนาดังกล่าวนี้ยังรับเอาเฉพาะองค์ความรู้ที่เกิด / สร้างขึ้นโดยชาติตะวันตกเอง และปฏิเสธต่อองค์ความรู้เดิมของเหล่าประเทศด้อยพัฒนา รวมทั้งความคิดที่ถูกคิดค้นขึ้นมาจากประเทศกำลังพัฒนา การไม่ยอมรับแนวคิด ประเพณีของท้องถิ่น หรือชุมชนดังกล่าวนั้นเองที่เป็นความคับแคบของแนวคิดดังกล่าวนี้นั่นเอง
จากการพัฒนาที่คับแคบดังกล่าวนั้นนำมาสู่การพัฒนาที่ละเลยต่อชุมชน / ชนบท กล่าวคือการพัฒนาตามแนวคิดกระแสหลักนั้น ถูกมองว่าเป็นการพัฒนาที่ละเลยชุมชน ทำให้ชุมชน / ชนบท เหินห่างทั้งจากกันและกันเอง และจากชุมชนเมือง นอกจากนี้แล้วการพาตามแนวทางตะวันตกดังกล่าวยังก่อให้เกิดผลกระทบท้างทางตรง และทางอ้อมแก่ชุมชนในแง่ที่เป็นการทำลายสภาพแวดล้อมทั้งในธรรมชาติ และในชุมชน / ชนบท การสร้างสิ่งที่อำนวยต่อการพัฒนาต่าง ๆ เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า การตัดถนนผ่านพื้นที่ป่า ฯลฯ เหล่านี้นั้นเกิดผลกระทบต่อชุมชน / ชนบท การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในชนบท ส่งผลต่อการเสียพื้นที่ป่าเป็นอันมาก รวมทั้งพื้นที่ทำกินของคนในชุมชน / ชนบทดังกล่าวนั้นด้วย ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวนั้นเป็นการทำเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ของภาคส่วนที่เป็นส่วนน้อยแต่เป็นภาคส่วนของการปฏิบัติการของวาทกรรมกระแสหลัก นอกจากตัวอย่างดังกล่าวนี้แล้วยังมีสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนากระแสหลักในการลดทอนคุณค่าของสิ่งที่เป็นแบบแผนของชุมชน / ชนบทดั้งเดิม ทำให้สิ่งที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านเดิมถูกกดทับ ปิดกั้นและในที่สุดแล้วอาจทำให้วาทกรรมดังกล่าวเลือนหาย / ลบไป และเกิดการแพร่ของวัฒนธรรมตะวันตกต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตในด้านต่าง ๆ และในประเทศที่มีความอ่อนแอทางด้านการศึกษา เอกลักษณ์ของประเทศของตนก็จะเลือนหายไป และในที่สุดเอกลักษณ์ของชาติตะวันตกก็จะเข้ามาทดแทน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ววาทกรรมกระแสรองดังกล่าวนี้จึงพยามที่จะชี้ให้เห็นจุดเสียของวาทกรรมการพัฒนาตามแนวทางตะวันตกในประเด็นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นเอง นอกจากนี้นั้นแนวทางการ / ทางออกของจากปัญหาดังกล่าวนี้นั้นสำนักคิดวัฒนธรรมชุมชนได้หันกลับมาได้รับความนิยมในสังคมไทยปัจจุบัน ทำไมแนวคิดการพัฒนาสำนักวัฒนธรรมชุมชนดังกล่าวนี้จึงได้รับการยอมรับในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก การที่การพัฒนาตามแนวทางตะวันตกนั้นค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง อันเป็นผลมาจากผลของการพัฒนาดังกล่าวสร้างความแปลกแยก และความเหลื่อมล้ำทางสังคมขึ้นดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วข้างต้น นอกจากนั้นแล้วการนิยมในปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" นั้นก็ได้มีส่วนในการสร้างการเป็นที่ยอมรับของการพัฒนาที่เน้นตัวชุมชนเป็นรากฐานในการพัฒนาตามแนวทางดังกล่าวนี้นั้นให้มีความโดดเด่นขึ้นมาในสังคมได้อย่างมากเช่นกัน กล่าวคือ จากการพัฒนากระแสหลักที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงขึ้นในสังคม ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ คิดหาแนวทางในการลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าวที่เป็นผลมาจากการพัฒนาตามแนวทางตะวันตก และลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากแนวทางการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ด้วย ซึ่งแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นแนวทางที่เน้น / ให้ความสำคัญกับชุมชนและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
จะเห็นได้ว่าแนวคิดทั้งสองแนวคิดที่เกี่ยวกับการพัฒนาข้างต้นนั้นแสดงถึง การครอบงำ และการต่อสู้จากการครองงำของวาทกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนา ทั้งสองกระแส คือทั้งของกระแสการพัฒนาตามแนวทางตะวันตก และของกระแสแนวทางการพัฒนาของสำนักวัฒนธรรมชุมชนดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นนั่นเอง
วาทกรรมกับการพัฒนาที่ได้กล่าวมาแล้วนี้นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ การประกอบสร้างของวาทกรรม จะเห็นได้ว่าขอบข่ายอำนาจในการกำหนดอัตลักษณ์ / ความหมายของสิ่งต่าง ๆ ในสังคมอย่างมาก ทั้งนี้ในประเด็นต่อไปนั้นจะกล่าวถึงบทบาทของวาทกรรมในแง่มุมต่อไปคือ
วาทกรรมทางการแพทย์กับนโยบายการสร้างชาติ
วาทกรรมทางการแพทย์กับนโยบายการสร้างชาติ วาทกรรมทางการแพทย์เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะนำมากล่าวถึงเพื่อแสดงให้เห็นบทบาท อำนาจของวาทกรรมที่ใช้ในการกำหนดความหมาย ความเข้าใจต่อสิ่งทั้งหลายที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับวาทกรรมเหล่านั้น ทั้งยังเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจฝังแฝงอยู่ในวาทกรรมดังกล่าวนี้ นอกจากนั้นแล้วความสัมพันธ์เชิงอำนาจดังกล่าวยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ในสังคมทั้งที่เด่นชัดและทั้งที่ฝังแฝงอยู่ภายใต้การผลิตวาทกรรมดังกล่าวขึ้นมาใช้ในสังคม รวมทั้งวาทกรรมทางการแพทย์เหล่านี้นั้นยังมีความขัดแย้งไม่ลงตัวระหว่างสองแนวคิดที่เป็นสองกระแสอยู่เช่นเดียวกัน กล่าวคือวาทกรรมแรกเป็นวาทกรรมที่พัฒนาและเข้ามามีบทบาทจนกลายเป็นวาทกรรมหลัก / กระแสหลักในสังคมไทยตราบจนถึงปัจจุบัน วาทกรรมดังกล่าวนั้นก็คือวาทกรรมของการแพทย์แผนปัจจุบัน / การแพทย์สมัยใหม่ และวาทกรรมที่เป็นวาทกรรมกระแสรอง วาทกรรมที่ทวนกระแสในสังคมไทยคือวาทกรรมการแพทย์แผนโบราณ / การแพทย์แผนไทย กล่าวถึงการเข้ามาของวาทกรรมที่เป็นวาทกรรมการแพทย์แผนปัจจุบันที่เข้ามาพร้อมกับการเข้ามาของวิทยาการของชาติตะวันตก ซึ่งก่อนการเข้ามาของวาทกรรมการแพทย์แผนปัจจุบันดังกล่าวนั้นวาทกรรมทางการแพทย์ที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นก่อนการเข้ามาของวาทกรรมดังกล่าว วาทกรรมการแพทย์แผนไทยเป็นที่นิยม และได้รับการยอมรับจากผู้คนในสังคมอย่างเป็นวงกว้าง จะกล่าวถึงการเข้ามามีอำนาจครอบงำความคิดของวาทกรรมการแพทย์แผนปัจจุบันต่อสังคมในสถานการณ์ที่การแพทย์แผนไทยกำลังเป็นที่ยอมรับอยู่ในสังคม เบื้องต้นนั้นการดูแลสุขภาพอนามัยเป็นภาระหน้าที่ ของประชาชน และชุมชนเองเป็นสำคัญ เมื่อการพัฒนา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศให้ทันสมัยนั้นก็ได้มีการนำวิทยาการการจัดการด้านต่าง ๆ เข้ามาในสังคม ทั้งยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงบทบาทระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างรัฐกับเมืองที่ถือว่าเป็นเมืองประเทศราชดังกล่าว ก่อนที่เป็นการดำรงความสัมพันธ์แบบหลวม ๆ และไม่ได้มีความสัมพันธ์ต่อกันและกันในฐานะที่มากกว่าเมืองขึ้น กับประเทศที่เป็นเจ้าของเมืองขึ้น ให้กลายมาเป็นการที่ผนวกเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกันและสร้างรัฐชาติขึ้นมาในสังคม ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลุกคืบของจักรวรรดินิยมตะวันตก การเปลี่ยนแปลงสภาพความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้รัฐต้องมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการที่รัฐนั้นจะต้องรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศของตนด้วย และทำให้เกิดความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องแสวงหาเทคโนโลยีการควบคุมและการจัดการพลเมืองของรัฐที่มีประสิทธิภาพกว่าระบบเดิมที่ยกเลิกไป ซึ่ง ความรู้ ทีรัฐผลิตผ่านสถาบันใหม่ ๆ ในสังคม ยกตัวอย่างสถาบันที่เป็นตัวถ่ายทอดความรู้ในอดีตก็ได้แก่ วัด ซึ่งเมื่อรัฐจะกระทำการปรับปรุงระบบการศึกษาดังกล่าวนั้น รัฐในช่วงรัชกาลที่ ๕ จึงทำการปฏิรูปทางสังคมที่สำคัญ ๆ คือ การปฏิรูปการปกครอง การปฏิรูปศาสนา การปฏิรูปการศึกษา สองอย่างหลังนี้มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างยิ่งเกี่ยวกับการสร้างความรู้ วาทกรรมขึ้นในสังคม เพราะทั้งศาสนา และการศึกษานั้นมีส่วนต่อความรู้ในอดีตอย่างมากเลยทีเดียวก็ว่าได้ ซึ่งความรู้ที่ผลิตผ่านสถาบันใหม่ ๆ เหล่านั้นถือว่าเป็นความรู้ที่เป็น เทคโนโลยีแห่งอำนาจที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ในสังคมไทย นอกจากนั้นแล้วความรู้ที่กล่าวมานั้นยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับวาทกรรมทางการแพทย์ทั้งสองกระแสอย่างแยกออกจากกันไม่ได้เลยทีเดียว ซึ่งถือเอาการก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของสังคมไทยนั้นเริ่มต้นอย่างชัดเจนที่สุดในช่วงของหลังการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ทำไมจึงถือเอาช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เพราะการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ นอกจากนั้นแล้วสภาพสังคม หรือบางสิ่งบางอย่างที่ถือกำเนิดในช่วงนั้นก็ยังคงดำรงมาอยู่จนถึงปัจจุบัน เช่น ระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นต้น นอกจากกาสร้างสถาบันต่าง ๆ ในสังคม การเมืองแล้ว การสร้างความรู้สมัยใหม่ เพื่อการสร้างรัฐชาติ แม้ในยุคเริ่มต้นนั้นการแพทย์สมัยใหม่จะยังเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย แต่ด้วยความทีการแพทย์สมัยใหม่ดังกล่าวนั้นประสบความสำเร็จอย่างในการปราบปรามโรคระบาดที่คร่าชีวิตของผู้คนเป้นอย่างมาก ทำให้การแพทย์สมัยใหม่ดังกล่าวนี้เริ่มเป็นที่ยอมรับในสังคมขึ้นมา และส่งผลให้การแพทย์สมัยใหม่ผูกพันกับอำนาจรัฐในที่สุด จนอาจกล่าวได้ว่า การแพทย์ / การาธารณสุขได้กลายเป็นภารกิจหลักของชาติไปในที่สุด
ในระยะแรกของการสร้างการขยายขอบข่ายการบริการทางการแพทย์ในสังคมไทย โดยการเริ่มขยาย / เพิ่มจำนวนของโรงพยาบาลนั้นในเบื้องต้นได้เน้นที่การสร้างที่จังหวัดในชายแดนก่อน การสร้างดังกล่าวนั้นเป็นไปตามนโยบาย "อวดธง" ของรัฐบาล นโยบายอวดธงดังกล่าวนี้นั้นมีลักษณะสำคัญอย่างไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับการสาธารณสุข นโยบายดังกล่าวนี้นั้นเป็นการสร้างอำนาจทางการแพทย์ของรัฐไทยควบคู่ไปกับการสถาปนาอำนาจรัฐให้เป็นที่ประจักษ์ และให้ชาวบ้านสยบยอมต่ออำนาจรัฐในท้องถิ่น ต่าง ๆ ทั้งยังเป็นสิ่งที่แสดงว่าอาณาเขตของการดูแลประชากรของรัฐไทยนั้นมีขอบข่ายกว้างขวางเพียงใด ประเด็นแรกที่กล่าวนี้คงพอจะทำให้เริ่มเห็นถึงบทบาทของวาทกรรมทางการแพทย์ในด้านการช่วยเสริมสร้างการสถาปนารัฐชาติสมัยใหม่ขึ้นในสังคมไทยได้บ้าง
หากเรามองวาทกรรมทางการแพทย์ผ่าน รัฐนิยม ของจอมพล ป. นั้นเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ในรัฐนิยมดังกล่าวได้มีการกำหนดเรื่องความต้องการที่จะให้ประชาชนมี อนามัยดี ซึ่งหากเราจะมองการมีอนามัยดรดังกล่าวนี้แล้ว การมอนามัยดีดังกล่าวนั้นเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับ วาทกรรมการแพทย์สมัยใหม่ กล่าวคือ การแพทย์สมัยใหม่นั้นมีอำนาจอย่างยิ่งในการสถาปนาความรู้ ความเชื่อเรื่องสุขภาพร่างกายของประชาชน เช่น วิธีกินอาหารที่เหมาะสม เวลานอนที่เหมาะสม เป็นต้นและเมื่อวาทกรรมดังกล่าวนี้นั้นเป็นที่ยอมรับในสังคม ก็นำไปสู่การปฏิบัติตามของคนในสังคม รัฐไม่ได้ใช้อำนาจในการบังคับให้ประชาชนในประเทศปฏิบัติตามรัฐนิยมดังกล่าวแต่อย่างใด แต่วาทกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งที่เข้าไปมีอิทธิพลต่อการจัดการร่างกายของประชาชน ซึ่งตีความได้ว่ารัฐใช้อำนาจวาทกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่นี้เข้าไปยึดอำนาจอธิปไตยเหนือปัจเจกบุคคล วาทกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่นี้ถูกผลิตขึ้นโดยสถาบันทางการแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ โดยผ่านการให้ความรู้ในด้านสุขศึกษาแก่ประชาชนนั้นเอง
ในประเด็นต่อมาที่สำคัญนั้นคือกรณีการใช้การแพทย์ในการหาประโยชน์ทางการเมืองของญี่ปุ่นการกระทำดังกล่าวนี้กระทำโดยการที่ญี่ปุ่นได้ส่งคณะแพทย์เข้ามาเยี่ยมกิจการทางการแพทย์และการสาธารณสุขของไทยก่อนการยกพลขึ้นบกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในไทยของญี่ปุ่น การใช้การแพทย์เข้ามานำข้อมูลทาภูมิศาสตร์ / ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางการเมือง / การทหารต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ทำให้การแพทย์ที่เป็นวิชาของผู้เชี่ยวชาญที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ถือว่าปลอดจากการเมืองนั้น นำมาสู่การหาประโยชน์ทางการเมืองได้ด้วยเช่นกัน
นอกจากการที่การแพทย์เกี่ยวกับการเมืองในด้านต่าง ๆ ดังกล่าวมาข้างต้นแล้วนั้นการแพทย์ยังถูกใช้ในทางการสร้างชาติ โดยการเพิ่มจำนวนของประชากรภายในประเทศ จนถึงขนาดที่ตั้งกระทรวงสาธารณสุขมาเพื่อส่งเสริมการเพิ่มจำนวนประชากรในประเทศ ตามนโยบายของรัฐ ซึ่งกระทรวงดังกล่าวนี้นั้นในขณะนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเพิ่มจำนวนของประชากรในประเทศให้มากขึ้นเพื่อความมุ่งหมายในการพัฒนาไปเป็นประเทศมหาอำนาจต่อไป นอกจากนั้นยังจัดตั้งองค์กรส่งเสริมการสมรส เพื่อช่วยในการจัดการสมรส และยังมีนโยบายต่าง ๆ ที่ส่งเสริมต่อการสร้างเสริมเพิ่มพูนปริมาณของพลเมือง
นโยบายการเพิ่มพูนจำนวนประชากรของรัฐบาล นโยบายการขยายงานด้านสาธารณสุขโดยการสร้างโรงพยาบาล / สถาบันทางการแพทย์สมัยใหม่อื่นใดก็ตามแต่ ล้วนเป็นไปเพื่อการส่งเสริม / สืบทอด วาทกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ ให้กลายเป็นวาทกรรมหลักในสังคม ที่เหนือกว่านั้นก็คือการสร้างการยอมรับของประชาชนในการนำเอา อำนาอธิปไตย เหนือร่างกายของตนไปขึ้นอยู่กับอำนาจรัฐที่สามารถแทรกแซงเข้ามาควบคุมร่างกายของมนุษย์ โดยการที่ประชาชนนั้นจะพาตัวเองเข้ามาสยบยอมแก่อำนาจของการแพทย์สมัยใหม่ด้วยตนเองโดยที่รัฐนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจรัฐในการบังคับ / ควบคุม ในช่วงการปกครองของจอมพล ป. เป็นระยะเวลาประมาณแค่ ๕ ปีกว่า ๆ นำการเปลี่ยนแปลทางสังคมอย่างใหญ่หลาวงในสังคมไทย ผ่านนโยบายการสร้างชาติ การสถาปนาวาทกรรมการแพทย์สมัยใหม่ทีเป็นวิทยาศาสตร์ ในช่วงเริ่มต้นที่เป็นการสร้างและขยายอำนาจของรัฐในสังคม โดยฝังแฝงไปพร้อม ๆ กับการสร้างความเป็นสถาบันให้แก่ วาทกรรมการแพทย์ดังกล่าวนั่นเอง
จากที่กล่าวมานั้นเป็นการเข้ามามีบทบาทและการพัฒนาของวาทกรรมการแพทย์สมัยใหม่ที่เข้ามามีบทบาท จนกลายเป็นวาทกรรมหลักในสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน และการที่สามารถเบียดวาทกรรมการแพทย์แผนไทยให้ตกขอบไป การที่การแพทย์แผนไทยถูกลดคุณค่าลงนั้น เห็นได้อย่างชัดเจน / เป็นรูปธรรมในบางช่วงสมัย มีการให้ความสำคัญกับการพัฒนาตามแนวทางการแพทย์แผนปัจจุบันจนละเลย / ลดคุณค่าของการแพทย์แผนไทยลง จนถึงขนาดมีการทำลายพืชสมุนไพร ลงไปอย่างมากจนมีพืชสมุนไพรบางชิดที่ถึงกับสูญพันธุ์ลงไป ด้วยเพราะต้องการให้คนหันมายอมรับต่อการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงเท่านั้น จากประเด็นดังกล่าวนี้เองก็เป็นส่วนหนึ่งในการลดคุณค่าของวาทกรรมการแพทย์แผนไทยลงไป และทำให้ส่งเสริมการสร้างความมีบทบาทของวาทกรรมการแพทย์แผนปัจจุบันในสังคมไทยอย่างยาวนานสืบมา และมีพัฒนาการที่ต่อเนื่องจนกลายเป็นสถาบันขึ้นมาในสังคม โดยได้รับการเป็นที่ยอมรับของสังคมอย่างแพร่หลาย ทำให้วาทกรรมการแพทย์แผนไทยนั้นเลือนหายไปจากสังคม มาเป็นช่วงระยะเวลานาน และเมื่อถึงปัจจุบันนี้นั้น วาทกรรมการแพทย์แผนไทยเริ่มกลับมามีบทบาทในวาทกรรมทางการแพทย์อีกครั้งหนึ่ง สาเหตุใด / อะไรที่ทำให้วาทกรรมการแพทย์แผนไทยกลับมาเป็นที่ยอมรับในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง สำหรับสาเหตุที่มีผลต่อการกลับมามีบทบาท / อำนาจของวาทกรรมการแพทย์แผนไทยในสังคมปัจจุบันนั้น กล่าวได้ว่ามีสาเหตุที่สำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้คือ การก้าวเข้ามามีบทบาทในฐานะการแพทย์ทางเลือก กล่าวคือ เมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นประสบปัญหาบางอย่าง คือในการที่จะรักษาอาการบางอย่างนั้นอาจจะต้องใช้ยาบางชนิดที่เป็นอันตราย หรือมีผลข้างเคียง และอาจเกิดอันตรายจากสารเคมีในตัวยา ทั้งจากการใช้ยาเกินขนาด การใช้ยาที่ผิดวิธี หรือการตกค้างของสารเคมี จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นนี้นั้นก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงความนิยมของคนในสังคม ให้หันมาใช้บริการการแพทย์แผนไทย โดยการรักษาโดยสมุนไพรที่มีผลข้างเคียงน้อย / แทบไม่มีเลย นั่นก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่เอื้อต่อการเข้ามามีบทบาทในวาทกรรมการแพทย์ไทยก็ได้เช่นกันนั่นเอง
บทสรุป
วาทกรรม คือ ชุดของความหมายที่เป็นระบบ ซึ่งปรากฏทั้งในรูปของข้อความ ภาพ สัญลักษณ์ แบบแผนปฏิบัติ รวมไปถึงความเชื่อ ค่านิยม อัตลักษณ์ที่มีการสื่อสารเพื่อให้เกิดความหมาย คุณค่า กฎเกณฑ์ เงื่อนไข ซึ่งมีผลต่อการควบคุมสังคม สถาบัน รวมทั้งปัจเจกบุคคลว่า อะไรควรนำเสนอ อะไรควรปฏิบัติตาม อะไรควรเชื่อ ทั้งยังมีผลต่อการสร้างชุดของความจริงขึ้นในสังคมในแต่ละช่วงเวลาเฉพาะด้วย นอกจากอำนาจของวาทกรรมจะมีในแง่ด้านต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น วาทกรรมยังเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจอีกด้วย กล่าวคือ ในบางช่วงเวลา วาทกรรมบางอย่างก็กลายเป็นภาคปฏิบัติการของอำนาจ เป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การใช้อำนาจ สร้างการครอบงำทางความคิด ต่อภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าวาทกรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความชอบธรรม การให้ความหมายแก่สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาในสังคม วาทกรรมเมื่อมีพัฒนาการที่ต่อเนื่อง ทั้งยังได้รับการยอมรับจากสังคมจนกลาย / นำมาซึ่งการสถาปนาเป็นสถาบันต่าง ๆ ขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น การเกิดขึ้นของสถาบันดังกล่าวนี้ก็เพื่ออำนวยต่ออำนาจบางอย่างที่ฝังแฝงอยู่ภายในเบื้องลึกวาทกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวมา
-------------------------------------
อ้างอิง
พิบูลสงคราม ( พ.ศ.๒๔๘๑ – ๒๔๕๗ )" ใน สังคมศาสตร์ฉบับการเมืองเรื่องสุขภาพ การเมืองชาติพันธุ์. ๑๗ (๑) : ๔๕, ๒๕๔๘.
ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. "วาทกรรมกับการพัฒนา" ใน วาทกรรมพัฒนา อำนาจ ความรู้
ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ภาษา, ๒๕๔๗.
นครินทร์ เมตไตรรัตน์. "วาทกรรมการเมืองว่าด้วยประชาธิปไตยของไทย" ใน ความคิด ความรู้ และอำนาจในการปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, ๒๕๔๘.
สำนักพิมพ์ "วิภาษา" นะครับ (ไม่ใช่ "ภาษา")
:)
#1 By bact' (58.136.73.19) on 2008-01-27 18:24