วีรพงษ์ วรวัตร 48011310237 Po ปกติ

วิทยาลัยการเมืองการปกครอง

เสนอ อ.ดร.วินัย ผลเจริญ และ อ.สุมาลีมีจั่น 

เพศกับการเมือง : วาทกรรมกับการถูกจำกัดพื้นที่ของผู้หญิง

      ในบทความเรื่องนี้เราจะมาทำการศึกษาถึงบทบาทของวาทกรรม (Discourse) ที่มีผลกระทบต่อ บทบาท หน้าที่ รวมไปถึงการกำหนดพื้นที่ทางสังคมให้แก่ผู้หญิงในสังคมปัจจุบัน ซึ่งวาทกรรมนั้นมีผลกระทบอย่างสำคัญยิ่งต่อ บทบาทความเป็นเพศ / บทบาททางเพศ (sex role) ของทั้งเพศหญิงและเพศชายในสังคมทำให้มีผลต่อการคาดหวังต่อความเป็นเพศดังกล่าวจากสังคม ซึ่งเรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่ควรศึกษาเพราะ บทบาทของวาทกรรมที่มีผลกระทบต่อการดำเนินของวิถีทางเพศ (Sexuality) ของแต่ละเพศในสังคมนั้นมีอยู่อย่างมาก และครอบคลุมในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งในที่นี้นั้นผู้จัดทำจะศึกษาผลกระทบของวาทกรรมในเรื่องของการจำกัดพื้นที่ของผู้หญิงในสังคมไทย หากเราทำการศึกษาในเรื่องหรือประเด็นดังกล่าวนี้แล้วอาจทำให้เราสามารถรับรู้ถึงผลกระทบของวาทกรรมที่มีผลกระทบต่อ การดำเนินบทบาททางเพศในสังคมไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังอาจทำให้เราทราบถึงการมีบทบาท หรือการมีอำนาจในฐานะที่เป็นผู้กำหนดวาทกรรมในสังคมไทยของผู้หญิงได้ การศึกษาในเรื่องนี้ผู้ทำการศึกษาได้เล็งเห็นประเด็นที่ว่า วาทกรรมเป็นสิ่งที่กำหนดตำแหน่งแห่งที่ของผู้หญิงในสังคมไทย ผ่านระบบการศึกษา สถาบันทางสังคมต่าง ๆ ทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันของรัฐต่าง ๆ รวมทั้งผ่านการขัดเกลาทางสังคม ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละยุคแต่ละสมัยที่เป็นไปตามความต้องการของ ชนชั้นหลัก / เพศที่เป็นเพศหลักในการกำหนดวาทกรรมแก่สังคมในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งในเบื้องต้นนี้ควรจะมาทำความเข้าใจกับคำว่าวาทกรรมก่อนว่ามีความหมาย / ลักษณะเป็นเช่นไร ซึ่งคำว่า วาทกรรม หรือ Discourse นี้หมายถึง ชุดของความหมายที่เป็นระบบ ซึ่งปรากฏทั้งในรูปแบบของข้อความ ภาพ สัญลักษณ์ แบบแผนปฏิบัติ วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม อัตลักษณ์ (Identity) ที่มีการสื่อสารเพื่อให้เกิดความหมายคุณค่า กฎเกณฑ์ เงื่อนไข ซึ่งมีผลต่อการควบคุมสังคม สถาบันและปัจเจกบุคคลว่า อะไรควรนำเสนอ / สื่อความ อะไรควรเชื่อ / ปฏิบัติตาม รวมทั้ง มีผลกระทบต่อการสร้างชุดของความจริงขึ้นในสังคมในช่างเวลาเฉพาะด้วย (วาสินี พิพิธกุล และ กิติ กันภัย, 2546 : 19) จากคำนิยามของคำว่าวาทกรรมที่กล่าวมาข้างต้นนั้น คงพอจะชี้ให้เราเห็นได้ว่าบทบาทของวาทกรรมต่อสิ่งต่าง ๆ ในสังคมมีอยู่อย่างกว้าขวาง และครอบคลุมต่อการแสดงออกของมนุษย์ได้ในหลาย ๆ ทางด้วยเช่นกัน ซึ่งในประเด็นของการกำหนดพื้นที่ทางสังคมของผู้หญิงนั้นวาทกรรมก็ได้มีบทบาทสำคัญในการมีอิทธิพล (Colonized) เหนือการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เป็นพื้นที่ในความหมายเชิงนามธรรมและความหมายเชิงรูปธรรม ต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้นทำให้ผู้จัดทำได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาในประเด็นดังกล่าวนี้ เพื่อนำเสนอถึงอำนาจของวาทกรรมในสังคมไทยเป็นหลัก และเป็นวาทกรรมที่กำหนดซึ่งพื้นที่ทางสังคมของผู้หญิงในสังคมไทย ผ่านบทความเรื่อง วาทกรรมกับการถูกจำกัดพื้นที่ของผู้หญิง นี้นั่นเอง

      ซึ่งบทความเรื่อง วาทกรรมกับการถูกจำกัดพื้นที่ของผู้หญิง นี้มีความเกี่ยวเนื่องกับประเด็นเรื่องเพศคือ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึง การมีบทบาของวาทกรรมต่อการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ที่ผู้หญิงควรอยู่ในพื้นที่ทางสังคม แต่ละแห่งตามความต้องการของวาทกรรม หรือ ความต้องการของกลุ่มคนที่เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดวาทกรรมในสังคม ด้วยเหตุดังกล่าวนั้น เมื่อตำแหน่งแห่งที่ที่ผู้หญิงควรอยู่ถูกกำหนดโดยวาทกรรมดังกล่าวนั้นแล้วส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงขึ้นในสังคม หรือเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นในสังคมระหว่าง เพศที่เป็นเพศที่กำหนดวาทกรรมกับเพศที่เป็นเพศที่ถูกวาทกรรมกำหนด กล่าวคือหากมีการกำหนดพื้นที่ทางสังคมที่เหลื่อมล้ำกันก็จะส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในด้านต่าง ๆ ได้ และหากการกำหนดพื้นที่ทางสังคม หรือกำหนดวาทกรรมดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจจากอำนาจของเพศใดเพศหนึ่งแล้วนั้น แน่นอนว่าการกำหนด / การสร้างวาทกรรมดังกล่าวจะต้องเกิดความไม่เท่าเทียมกันอย่างแน่นอน ซึ่งหน่วยย่อย หรือส่วนที่แสดงออกส่วนหนึ่งของวาทกรรมนั้นแสดงออกมาในรูปแบบของ วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่

      วาทกรรมใช้ในการแสดงออกของวาทกรรมเอง ในการเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินวิถีทางเพศของเพศแต่ละเพศในสังคม หากเราจะกล่าวให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนในประเด็นนี้นั้น ก่อนอื่นจะขอกล่าวยกตัวอย่าง ที่จะนำมากล่าวให้เห็นถึงการแสดงออกของวาทกรรมต่อการกำหนดพื้นที่ของแต่ละเพศในสังคมไทยดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ วาทกรรมแรกนั้นคือ ความเชื่อ / ค่านิยม ของคนไทยที่ถูกปลูกฝังหรือเรียกว่าผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบการศึกษา การอบรมในครอบครัว เกี่ยวกับบทบาทความเป็นหญิงในสังคมไทย คือวาทกรรมที่ว่า "แม่ศรีเรือน" ซึ่งวาทกรรมแม่ศรีเรือนนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากแนวคิดหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในสังคมไทยคือเรื่องของ "อุดมการณ์เหย้าเรือน" หรือ "อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน" (domestic ideology) เป็นแนวคิดที่ใช้มากในสังคมชนชั้นสูงโดยเฉพาะกับผู้หญิงในสมัยวิคตอเรียของสังคมยุโรป หรือกับผู้หญิงชั้นสูงในราชสำนักจีนที่ต้องมัดเท้าให้มีขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า "เท้ากลีบดอกบัว" ทำให้ไม่สามารถเดินไปไหนได้สะดวก การจำกัดอยู่กับ มโนทัศน์เรื่องความบริสุทธิ์ ให้ความสำคัญกับการรักนวลสงวนตัว พร้อมกับการเกิดขึ้นของระบบผัวเดียวเมียเดียว ผู้หญิงเริ่มถูกกำหนด บทบาทหน้าที่ให้เป็นเพียงเมีย และแม่บ้านที่คอยดูแลรับใช้สามี การเลี้ยงลูกกลายเป็นภาระหน้าที่ตามธรรมชาติของเพศหญิง เริ่มถูกจำกัดอิสรภาพจากพื้นที่ภายนอกบ้าน และหากผู้หญิงอยู่ในฐานะสูงเท่าใดบรรทัดฐานและวิธีปฏิบัติ (ทางเพศ) ก็จะเข้มงวดกวดขันมากขึ้น (จรีย์วรรณ จันทร์แดง และคณะ. 2550) และแม้ว่าวาทกรรม / อุดมการณ์ดังกล่าวอาจจะดูเหมือนว่าจะละเลยความสำคัญลงไปบ้างแต่อุดมการณ์ดังกล่าวนี้นั้นก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการกำหนดพื้นที่ของผู้หญิงอยู่เช่นเคย กล่าวคือ เมื่อผู้หญิงถูกปลูกฝังด้วย วาทกรรมแม่ศรีเรือน นี้แล้วนั้นจะส่งผลให้วาทกรรมดังกล่าวกลายเป็นกลไกการผูกพันไว้ด้วยอุดมการณ์ดังกล่าวนี้ ซึ่งผ่านระบบการอบรมบ่มเพาะอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้อุดมการณ์เหล่านี้ซึมเข้าไปในความคิดของผู้หญิง (กาญจนา แก้วเทพ, 2544 : 85) จะทำให้การกำหนดขอบเขตพื้นที่ของผู้หญิงนั้นเกิดจากสำนึกจากตัวผู้หญิงเองกล่าวคือ เมื่อผู้หญิงมีอุดมการณ์ที่ว่าตนเองต้องดูแลสามี ดูแลลูก และทำงานบ้าน ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จำกัดพื้นที่ของผู้หญิงให้อยู่ในบ้านเป็นส่วนใหญ่ ทำให้วาทกรรมดังกล่าวนี้มีผลอย่างสำคัญในการจัดการกับการกำหนดขอบเขตพื้นที่ทางสังคมของผู้หญิง โดยที่หากผู้หญิงขาดตกบกพร่องในหน้าที่ในการดูแลบุคคลในครอบครัว การดูแลความเรียบร้อยต่าง ๆ ภายในบ้านแล้วนั้น อุดมการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้หญิงรู้สึกผิดเอง ทั้งยังส่งผลให้สังคมมองผู้หญิงคนนั้นว่าไม่มีความเป็นหญิงที่เพียงพอ หรือ เพียบพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วในสังคมไทยของเรา วาทกรรมต่อมาที่จะนำมากล่าวยกตัวอย่างนั้น เป็นวาทกรรมที่เกี่ยวกับ ความเป็นแม่ แม้ว่าวาทกรรมดังกล่าวนี้จะฝังแฝงอยู่ในวาทกรรมแม่ศรีเรือนแล้วก็ตาม แต่ผู้จัดทำต้องการนำเสนอถึงอุดมการณ์ความเป็นแม่กับการถูกจำกัดพื้นที่ของเพศหญิงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อุดมการณ์ความเป็นแม่นี้นั้นแม้จะไม่มีคำนิยามที่เหมือนกันตายตัวในทุก ๆ สังคมแต่โดยหลัก ๆ แล้วนั้นความเป็น "แม่" ภาพตัวแทนที่เรานึกถึงก็มักจะเป็นภาพของผู้หญิงที่ใจดี เอื้ออาทร มีความรักให้ลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข พร้อมจะเสียสละและทำทุกอย่างเพื่อความสุขของลูก "แม่" และวาทกรรมเกี่ยวกับการเป็นแม่เป็นหัวข้อสำคัญและเป็นประเด็นในการวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงกันในหมู่นักสตรีนิยม ไม่ว่าจะในประเด็นของคำจำกัดความ (definition) หรือคุณค่า (Value) ก็ตาม (บุษกร กาศมณี. 2546) แต่จากนิยามต่าง ๆ ดังกล่าวมานั้นทำให้บทบาทความเป็นแม่นั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสังคมไทย กล่าวคือความเป็นแม่นั้นถูกคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเลี้ยงดูลูกได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คือการให้เวลาในการอบรมเลี้ยงดูบุตร ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวนี้เป็นหน้าที่ของผู้หญิง และหน้าที่ดังกล่าวนี้เองที่เป็นสิ่งที่ผูกพันตัวผู้หญิงให้จำกัดพื้นที่ของตนให้อยู่ในบ้าน ซึ่งแม้ว่าในสมัยปัจจุบันนี้จะมีผู้หญิงบางคนที่ออกไปทำงานนอกบ้าน แต่ทว่าผู้หญิงเหล่านั้นก็ยังคงมีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูบุตรเป็นสำคัญเช่นเดิม และในที่สุดแล้วภาระของความเป็นแม่นั้นก็จะต้องมาก่อนภาระด้านอื่น ๆ เสมอสำหรับพวกเธอ และสำหรับความคาดหวังต่อผู้หญิงเหล่านั้นจากสังคม ทำให้ชีวิตของผู้หญิงหลาย ๆ คน มาส่ามารถประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน ไปพร้อม ๆ กับความสำเร็จในชีวิตครอบครัวได้ในขณะเดียวกัน วาทกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาของผู้หญิง ทั้งในเรื่องของความเท่าเทียม และในเรื่องของโอกาสในการออกสู่โลกภายนอก (บ้าน) ซึ่งจากการครอบงำของวาทกรรมดังกล่าวนั้นได้แสดงให้เห็นว่า การถูกจำกัดพื้นที่ของผู้หญิงนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับวาทกรรมเป็นสำคัญ และวาทกรรมที่เป็นตัวมากำหนดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นั้น เพศหญิงเองไม่ได้เป็นผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดวาทกรรมดังกล่าวเพื่อนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานแก่ตนเองแต่อย่างใด หากแต่การกำหนดวาทกรรมดังกล่าวนั้นถูกกำหนดโดยเพศที่เป็นเพศหลักในสังคม นั่นก็คือเพศชาย ทำให้การทำงานของวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นเป็นการทำงานเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำของผู้ชาย และส่งเสริมต่อความเป็นผู้นำของผู้ชาย เช่น ผู้ชายเป็นช้างท้าวหน้า ผู้หญิงเป็นช้างท้าวหลัง เป็นต้น วาทกรรมหรือค่านิยมเหล่านี้ล้วนแต่ถูกสร้างมากำหนดสถานะความเป็นเพศที่บ่งบอกถึงสถานะที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคม โดยที่สถานะของผู้ชายคือผู้นำ ผู้หาเลี้ยงครอบครัว ( ภรรยา และบุตร ) แต่สถานะของผู้หญิงนั้นคือ ผู้สนับสนุนผู้ที่คอยอยู่เบื้องหลัง ดูแล เอาใจใส่ต่อทั้งผู้นำครอบครัว และครอบครัว ทำให้หน้าที่ของผู้หญิงนั้นคือการทำครอบครัวให้มีความสงบสุข ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวนี้ของผู้หญิงนั้นก็คือการดูแลทุกสิ่งทุกอย่างภายในบ้าน ซึ่งโดยเฉพาะในสังคมไทยเราแล้วนั้น ถือว่างานบ้านเป็นงานที่สำคัญที่จะบ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ กล่าวคือหากผู้หญิงเพียบพร้อมในงานบ้านงานเรือนผู้หญิงคนนั้นก็จะถูกยอมรับจากสังคมว่าเป็น "กุลสตรี" แต่หากหญิงใดที่ไม่มีความเพียบพร้อมในงานบ้านงานเรือนดังกล่าวนี้แล้วก็จะถูกลดคุณค่าความเป็นผู้หญิงลงจากสังคมโดยการมองว่าผู้หญิงคนนั้น ไม่มีความเป็นกุลสตรี ทำให้เกิดความรู้สึกผิดกับตนเองเกิดขึ้นในตัวผู้หญิงเองดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ทำให้เมื่อผู้หญิงต้องการหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นผู้หญิงจึงต้องจำกัดตนเองให้อยู่ในบ้าน เพื่อทำงานบ้าน การเอาใจใส่ต่อคนในครอบครัว เพื่อการได้รับการยอมรับจากสังคมนั่นเอง

      จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ได้พยายามแสดงให้เห็นถึงการกำหนด / จำกัด พื้นที่ของผู้หญิงที่เกิดขึ้นจากวาทกรรม ซึ่งหากเราจะทำการวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวโดยใช้แนวคิด ทฤษฎีของรายวิชา เพศกับการเมืองเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์แล้วนั้น เราก็อาจจะสามารถวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวนี้ได้ในหลาย ๆ ประเด็น ในประเด็นแรกนั้นคือการแสดงออกซึ่งวาทกรรม ซึ่งอำนาจของวาทกรรมนั้นมีอยู่ 2 กลุ่มอำนาจที่สำคัญ ๆ คือ อำนาจในการเก็บกดปิดกั้น (Subjugate) อำนาจดังกล่าวนี้เป็นอำนาจที่ทำให้ผู้หญิงที่อยู่ภายใต้อุดมการณ์ต่าง ๆ ที่ถูกปลูกฝังผ่านการขัดเกลาทางสังคมต่าง ๆ จากสังคมที่เกี่ยวข้องกับความเป็นหญิงเช่น แม่ศรีเรือน อุดมการณ์ความเป็นแม่ รวมทั้งความเชื่อค่านิยม หรือแม้แต่คำพังเพย / สุภาษิตโบราณต่าง ๆ อุดมการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อพื้นที่ทางสังคมของผู้หญิงทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งส่งผลต่อการแสดง อัตลักษณ์ของผู้หญิงทั่วไปด้วยเช่นกัน อำนาจของวาทกรรมอีกอย่างหนึ่งก็คือ อำนาจในการแทนที่หรือเรือนหาย (Dispiace) เมื่อผู้หญิงนั้นอยู่ภายใต้อุดมการณ์ดังกล่าวนั้นแล้ว การกระทำใดที่ขัดต่อ ความเป็นแม่ศรีเรือน ความเป็นแม่ กุลสตรี ของผู้หญิงก็จะถูกแทนที่ด้วยพฤติกรรมที่สังคมยอมรับ นั่นเป็นการกดดันของวาทกรรมที่มีต่อการแสดงออกของตัวตนทางเพศของเพศหญิง ดังกล่าวนั้นส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมให้พื้นที่ทางสังคมของผู้หญิงถูกจำกัดลง กล่าวคือ เมื่อผู้หญิงต้องแสดงบทบาทของ แม่ศรีเรือน หรือ บทบาทของความเป็นแม่ที่ดีแล้วนั่นหมายความว่าผู้หญิงจะต้องฝังตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวนั้นให้ดีที่สุด เพราะงานดังกล่าวนั้นเป็นงานที่จำกัดอยู่ในครอบครัว / บ้าน ประเด็นต่อมาที่จะนำมาวิเคราะห์คือ หากเรามองผ่านแนวคิดสตรีนิยม (Feminism) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้เป็นแนวคิดที่เป็นการวิเคราะห์เรื่องความเป็นรองของผู้หญิง โดยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหาทางที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพดังกล่าว เป็นทั้งระบบคิด และ เป็นทั้งขบวนการทางสังคมที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสังคม บนหลักที่ว่าผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง ซึ่งในสตรีนิยมสายเสรีนิยมนั้นมุ่งเน้นถึงความเสมอภาคระหว่างชายหญิงทั้งในทางกฎหมายและปัจเจกนิยมที่มีเหตุผล (กุลลินี มุทธากลิน และ วรารัก เฉลิมพันธุ์ศักดิ์. 2548 : 227) หากเรามองถึงความไม่เสมอภาคที่เกิดจากวาทกรรมดังกล่าวนั้นเราจะเห็นได้ว่า วาทกรรมที่ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคเหล่านี้ล้วนสร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างเพศชายหญิงขึ้นในสังคม ทำให้เกิดการกดขี่ทางเพศในรูปแบบต่าง ๆ ที่สำคัญคือ วาทกรรมดังกล่าวนั้นกักขังผู้หญิงให้อยู่ในโลกแคบภายในครอบครัว ด้วยอุดมการณ์ต่าง ๆ ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วนั่นเอง ประเด็นต่อมาที่จะนำมาวิเคราะห์คือเรื่อง ระบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) การกำหนดวาทกรรมต่าง ๆ ในสังคม โดยเฉพาะในสังคมไทยเรานั้นมีความเกี่ยวข้อง หรือตกอยู่ภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่ อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) หรือระบบชายเป็นใหญ่นี้ หมายถึง ระบบของโครงสร้างสังคมและแนวการปฏิบัติที่ผู้ชายมีความเหนือกว่า กดขี่และเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นระบบที่ผู้ชายมีความเหนือกว่าผู้หญิงในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ การเมือง หรือวัฒนธรรม กลุ่มแนวคิดนี้จะให้ความสนใจต่อสถานะที่เป็นรองของผู้หญิงและมองว่าความเป็นรองที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากความต้องการเหนือกว่าของผู้ชาย และอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่นี้พยายามสร้างความชอบธรรมต่อความเหนือกว่าของผู้ชาย (ผู้ชายเข้มแข็งกว่า ฉลาดกว่า มีเหตุผลมากกว่า คิดอะไรที่ลึกซึ้งได้มากกว่า ฯลฯ) และทำให้ความเหนือกว่านี้ดำรงอยู่ในความเชื่อของคนในสังคม (วารุนี ภูริสนสิทธิ์. 2550 ) การดำรงอยู่ของความเชื่อที่ว่าผู้ชายมีความเหนือกว่าในสังคมนี้ ได้แสดงออกมาในรูปของวาทกรรมที่มีส่วนในการจำกัด / กำหนด พื้นที่ของผู้หญิงส่วนหนึ่ง อุดมการณ์ดังกล่าวทำให้บทบาทของเพศหญิงลดต่ำลงในสังคมที่มีความเชื่อในระบบชายเป็นใหญ่นั่นเอง ประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้นคงพอที่จะทำให้เราสามารถเห็นถึงบทบาทที่วาทกรรมมีต่อการกำหนดพื้นที่ของเพศหญิงได้อย่างเพียงพอ

สรุป

      ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นผู้จัดทำได้พยายามเสนอถึงบทบาทของวาทกรรมที่มีต่อการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของเพศหญิง เป็นประเด็นทางเพศที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเพศในสังคม ที่บางครั้งเราอาจมองข้ามในประเด็นดังกล่าว ซึ่งวาทกรรมที่ได้กล่าวยกตัวอย่างมานั้นยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวาทกรรมที่เป็นตัวกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของเพศหญิงในสังคมไทย ซึ่งวาทกรรมเหล่านี้นั้นได้มีส่วนในการจำกัดพื้นที่ของเพศหญิงในการดำรงวิถีทางเพศ ทั้งยังเป็นตัวจำกัดการแสดงตัวตนทางเพศของเพศหญิงในเวทีสาธารณะ อุดมการณ์ ความเชื่อ ค่านิยม รวมทั้งวัฒนธรรมต่าง ๆ หรือแม้แต่ระบบการศึกษา ล้วนเป็นแหล่งที่วาทกรรมดังกล่าวนี้ฝังแฝงอยู่ภายใน ถูกปลูกฝังผ่านการขัดเกลาทางสังคม จนในที่สุดแล้วนั้นเพศหญิงก็ได้ยอมรับ / นำเอาคำสั่งสอน / ความเชื่อจากวาทกรรมดังกล่าวมาเป็นหน้าที่ที่เพศหญิงจะต้องปฏิบัติเพื่อการที่จะได้รับการยอมรับจากสังคม และการที่จะไม่ถูกลดคุณค่าของความเป็นผู้หญิงลงไปจากสังคม เหล่านี้ที่เป็นผลของอำนาจของวาทกรรมที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในเรื่องต่างของเพศหญิงในหลาย ๆ ด้านด้วยเช่นกัน และนอกจากนี้แล้วสาเหตุที่อุดมการณ์ดังกล่าวนั้นลดคุณค่า หรือทำให้เพศหญิงไม่มีบทบาทมากในสังคมนั้น ผู้จัดทำคิดเห็นว่าเป็นเพราะอุดมการณ์ดังกล่าวนั้นถูกสร้างขึ้นมาภายใต้ ระบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่วาทกรรมต้องการกำหนด / ต้องการแสดงออกนั้นเป็นไปเพื่อเสริมสร้างความเป็นใหญ่ของเพศที่สร้าง / มีอิทธิพล(Colonized) ต่อวาทกรรมดังกล่าว ส่งผลให้วาทกรรมบางอย่างในสังคมไทยนั้นได้มีการจำกัด / ลดทอนบทบาทของเพศหญิงในพื้นที่ทางสังคมให้น้อยลงไปดังที่ได้กล่าวยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้นนั่นเอง

-------------------------------------------------------------

เอกสารอ้างอิง

กาญจนา แก้วเทพ. "ผู้หญิง ผู้ชาย / ที่บ้าน ที่สาธารณะ" ใน สตรีศึกษา 2 ผู้หญิงกับประเด็นต่าง ๆ . กรุงเทพ : คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, 2544.

กุลลินี มุทธากลิน และ วรารัก เฉลิมพันธุ์ศักดิ์. "แนวคิดสตรีนิยมกับการเมือง" sohk 211 – 256 ในบัณฑิตศึกษา สาขาวิชารัฐศาสตร์ .แนวคิดทางการเมืองและสังคม (Political and Social Concepts) หน่วยที่ 8 – 15. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,2548.

จรีย์วรรณ จันทร์แดง และคณะ. "ความรุนแรงต่อหญิงรักหญิง: ความผิดปกติของจิต หรือทางเลือกที่เสรีของคนรักเพศเดียวกัน" ใน สื่อกับมานุษยวิทยา (หนังสือรวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมนุษยวิทยา ครั้งที่ 1). คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : (http://www.soc.cmu.ac.th/~wsc/lesbian.htm#_ftn5). 2550

บุษกร กาศมณี. "อุดมการณ์ความเป็นแม่ : การศึกษาเปรียบเทียบการประกอบสร้างอุดมการณ์ความเป็นแม่ จาก หนังสือ Mrs. Beeton’s Book of Household Management และการสร้างความเป็นแม่ที่ปรากฏในนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิงของจอมพล ป. พิบูลสงคราม" .(http://www.soc.cmu.ac.th/~wsc/data/Victorian%20Mother%20&%20Thai%20mother-revised%20.doc) 2546.

วารุนี ภูริสนสิทธิ์. "คำอธิบายถึงการเกิดความเป็นเพศหรือความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ" ใน ความเป็นเพศ. มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน :(http://www.geocities.com/midnightuniv/newpage91.htm), 2550.

วาสินี พิพิธกุล และ กิติ กันภัย. "เรื่องเพศในมิติวัฒนธรรมของวัฒนธรรมสังคมและญาณวิทยา"หน้า 7 – 21 ใน งานวิจัยเรื่องเพศกับการสื่อสารในสังคมไทย ระยะที่ 1. กรุงเทพ : สำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2546

Comment

Comment:

Tweet

กำลังค่อยๆไล่อ่านปรับความเข้าใจ ขอบคุณมากนะคะสำหรับเนื้อหาcry

#2 By ผ่านมา (1.10.192.78|1.10.192.78) on 2014-06-08 21:48

ขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วยได้มากเลยนะคะ question

#1 By precis (117.47.78.193) on 2008-09-22 20:48