นายวีรพงษ์ วรวัตร 48011310237 [Po] ระบบปกติ

วิทยาลัยการเมืองการปกครอง

เสนอ อ.มณีรัตน์ มิตรปราสาทวาทกรรมปลายทางการพัฒนา

ประวัติศาสตร์แห่งการพัฒนา

      อาจกล่าวได้ว่ายุคของการพัฒนานั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการนิยามพื้นที่บางพื้นที่ว่าเป็น "บริเวณด้อยพัฒนา" ซึ่งยุคขอการพัฒนานั้นก็ได้เริ่มขึ้นภายหลังยุคล่าอาณานิคม ในยุคนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรป อเมริกา กับส่วนอื่น ๆ ของโลก ถูกกำหนดโดยสมมุติฐานบางอย่างเกี่ยวกับเวลา พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ และผู้กระทำทางสังคม

      ภายใต้แนวคิดเรื่องการพัฒนานี้ผูกติดอยู่กับความเชื่อในแนวคิดเชิงเส้นตรง กล่าวคือ เชื่อว่าเวลาในจินตภาพนั้นเป็นเส้นตรงคือมีเพียงการก้าวไปข้างหน้าและการถอยหลังเท่านั้น ส่งผลให้แนวคิดการพัฒนานั้น ผู้คนที่หลากหลายจะมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีผู้นำทาง และโดยมีการหลอมรวมประวัติศาสตร์รวมทั้งช่วงเวลาที่หลากหลายเป็นหนึ่งเดียว ในที่สุดแล้วสภาพทางเศรษฐกิจกลายมาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการชี้วัดการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ การพัฒนาในยุคของ Truman นั้นได้หลอมรวมเอาภาระหน้าที่สองอย่างคือ เศรษฐกิจและการสร้างสังคมอารยะเข้าด้วยกัน ระดับของอารยธรรมของประเทศวัดได้โดยระดับของความเจริญของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัดตำแหน่งของการพัฒนาของแต่ละประเทศบนถนนแห่งการพัฒนา

      การพัฒนามีนัยยะแห่งการมีอำนาจเหนือกว่า และมาพร้อม ๆ กับการเมืองเรื่องพื้นที่ กล่าวคือ การพัฒนาสะท้อนให้เห็นประเทศที่ทรงอำนาจกับประเทศที่ด้อยอำนาจ ประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่ด้อยพัฒนา ซึ่งการกำหนดตำแหน่งผู้นำ / ผู้ตามดังกล่าวนี้คือการกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาไปในตัวนั่นเอง เมื่อมีการจำแนกดังกล่าวทำให้เกิดการมองว่าประเทศด้อยพัฒนานั้นเปรียบเสมือนปัญหาที่ต้องการการแก้ไข บ่อยครั้งที่นิยามของการพัฒนามักจะมีคำตอบอยู่ด้วย การแก้ไขปัญหาของประเทศด้อยพัฒนาจึงถูกตีความว่าเป็นการกระทำเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้การตีความในด้านอื่น ๆ ถูกละเลย นอกจากนั้นแล้วประเทศด้อยพัฒนายังถูกครอบงำด้วยความรีบเร่งที่ต้องไล่ตามให้ทัน ซึ่งสัญญาในปลายทางของการเร่งรีบนั้นก็คือ ในท้ายที่สุดแล้วทุกสังคมจะสามารถปิดช่องว่างแห่งความร่ำรวยและสามารถแบ่งปันผลิตผลแห่งอารยธรรมอุตสาหกรรมกันได้

      หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจ การพัฒนากลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการครอบงำทางความคิดของสหรัฐฯ โดยที่มีเสรีภาพเป็นเครื่องบังหน้า อ้างว่าการพัฒนาสูงสดอยู่ที่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ แนวคิดดังกล่าวนี้อาจถือได้ว่าเป็น จักรวรรดินิยมต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม ซึ่งการเน้นเสรีภาพและการรื้ออาณานิคมดังกล่าวนี้ก็ก่อให้เกิดรัฐชาติสมัยใหม่ขึ้นมาอย่างมากมาย ซึ่งผู้นำของรัฐชาติใหม่นี้ได้สวมภาพลักษณ์ที่หยิบยื่นให้โดยประเทศที่พัฒนาแล้ว และเห็นว่าสิ่งสำคัญที่ต้องทำคือ การต่อสู้กับความด้อยพัฒนา ซึ่งเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วนั้นตนจะไล่ทันประเทศที่พัฒนาแล้วและได้ศักดิ์ศรีที่เสียไปจาการตกเป็นอาณานิคมกลับคืนมา นอกจากนั้นแล้วประเทศที่ร่ำรวยก็มีส่วนในการผลักดันให้การพัฒนากลายเป็นโครงการระดับโลก ซึงก่อให้เกิดสัญญาประชาคมของความร่วมมือระหว่างซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ กล่าวคือ เชื่อว่าการจะรักษาสันติภาพไว้ได้ก็ด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจเท่านั้น ความคาดหวังแห่งการพัฒนาจึงเป็นทั้งความต้องการครอบงำของซีกโลกเหนือ และเป็นทั้งความต้องการถูกปลดปล่อยของซีกโลกใต้นั่นเอง

      ในช่วงต่อมาสองทศวรรษหลังสงคราม การพัฒนายังคงเกี่ยวข้องอยู่กับความเจริญทางเศรษฐกิจ หรือไม่ก็กระบวนการมุ่งสู่อุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามเมื่อ ค.ศ. 1970 แนวคิดการพัฒนาก็เริ่มถูกท้าทาย เมือความสนใจมุ่งไปที่คนจนแล้วกลับทำให้เห็นถึงความล้มเหลวของความเจริญในการกระจายรายได้ ส่งผลให้สาระของการพัฒนาจึงขยายขอบกว้างขึ้นเป็นความเจริญที่มาพร้อม ๆ กันกับการกระจายรายได้ การขยายขอบเขตของการพัฒนาทำให้แนวคิดกลายเป็นสิ่งที่กว้างขวางเกินไป แต่ก็มีผลดีคือมีความยืดหยุ่นทางกรเมืองมากขึ้นกล่าวคือมีการถกเถียงกันระหว่างการที่จะเน้นที่การเพิ่มขึ้นของ GNP หรือจะเน้นที่คุณภาพของสังคมและสิ่งแวดล้อม

      ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นมีรัฐชาติที่เกิดขึ้นมาใหม่จำนวนมาก ในระยะแรกรัฐเหล่านั้นไร้สิทธิ์ไร้เสียงเวทีนานาชาติ จนมีการนำมาซึ่งการรวมกลุ่มของหาย ๆ ประเทศดังกล่าว เพื่อเป็นการเพิ่มอำนาจในการต่อรองให้แก่ตนเอง มองว่าอุปสรรคของการพัฒนานั้นเป็นผลมาจากการค้าระหว่างประเทศ การรวมกลุ่มดังกล่าวนี้เป็นทั้งการรวมกลุ่มเพื่อที่จะขอการยอมรับ และอำนาจที่เท่าเทียมซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในระดับรัฐ แต่ความไม่เท่าเทียมกันในรัฐกลับถูกละเลย

      ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ความหวังแห่งการพัฒนาถูกกระทบเป็นครั้งที่สอง เมื่อขีดจำกัดของความเจริญในแง่ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความยั่งยืน นำมาซึ่งการปรับเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาอีกครั้งหนึ่งทำให้ การพัฒนา กลายมาเป็น การพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวคือ การพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนยุคปัจจุบันโดยไม่บั่นทอนความสามารถที่จะตอบสนองความต้องการของคนรุ่นต่อ ๆ ไป

มรดกของการพัฒนา

      การพัฒนานั้นมีแนวโน้มที่จะเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ เมื่อความหวังจากหลัก 3 ประการตีบตันลงคือ ความวังว่าการพัฒนาเศรษฐกิจจะแผ่ขยายครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ของโลก ความหวังมนุษยชาติจะมีการพัฒนามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และความหวังว่าการพัฒนาจะดำเนินต่อเนื่องตลอดไป

      และภายหลังห้าสิบปีของการพัฒนา ความหวังว่าจะเกิดความยุติธรรมขึ้นในโลกก็เลือนหายไป เกิดช่องว่างทางรายได้ระหว่างประเทศซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน กล่าวได้ว่าความคาดหวังที่จะไล่ทันประเทศที่ร่ำรวยนั้นลดลงด้วยการทำลายดุลยภาพของโลก และในประเทศเองก็ตามก็มีช่องว่างทางรายได้ที่เหลื่อมล้ำกันระหว่างคนจนกับคนรวยด้วยเช่นกัน ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นไม่เพียงพอที่จะบรรเทาปัญหาความยากจน แต่สิ่งที่สำคัญพอ ๆ กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจคือ สิทธิในที่ดิน ความกลมเกลียวของชุมชน และการจัดตั้งองค์กรของตนเอง แต่บ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้ถูกทำลายโดยขบวนการขวยขวายหาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เกิดการแบ่งแยกขั้ว และเอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มเดียว กล่าวคือ การเติบโตโดยปราศจากการกระจายอำนาจทำให้การพัฒนาประสบความล้มเหลวในการกระจายรายได้ เพราะรายได้ / มูลค่าส่วนเกินส่วนใหญ่ตกไปอยู่กับผู้ที่รวยอยู่แล้ว

      การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการพัฒนาในช่วงหลังของศตวรรษที่ 20 เป็นการแยกโลกสมัยใหม่ออกจากโลกในอดีตอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังเป็นการสิ้นสุดของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมที่มีมาหลายพันปี กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำมาสู่นโยบายการพัฒนาได้ชักพาสังคมเกษตรไปสู่ยุคอุตสาหกรรมเมือง โดยพยายามแทนที่คนที่ยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติด้วยคนที่ยึดถือความเป็นสมัยใหม่ ทำให้เกิดความไม่ลงตัวของวัฒนธรรม กล่าวคือ ขณะที่คนที่ยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติหมดสิ้นไปแล้ว แต่ก็กลับไม่มีนสมัยใหม่ เพราะคนส่วนใหญ่ในโลกได้กลายเป็นคนไร้แผ่นดิน ถูกผลักใสให้ออกจากธรรมเนียม และยังถูกกีดกันจากความทันสมัยอีกด้วย

      การแยกโลกสมัยใหม่ออกจากโลกอดีตดังกล่าวนั้นส่งผลต่อการมองวัฒนธรรมท้องถิ่น / วิถีการดำรงชีพแบบเดิมว่าเป็น อุปสรรคต่อการพัฒนา ซึ่งได้หันความสนใจไปให้ความสำคัญแก่เศรษฐกิจแบบบูรณาการระดับชาติ และการพัฒนานั้นมักจะมองข้ามความซับซ้อนหลากหลายของสังคมที่ไม่ได้มุ่งเน้นเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งของนั้นขึ้นมามีความสำคัญแทนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่อบุคคล การปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้นั้นอาจกล่าวได้ว่าส่งผลทั้งในด้านดี คือ ส่งผลให้หลายภูมิภาคและหลายชนชั้นเข้าสู่โลกอันทันสมัยที่มีเสรีภาพและความสะดวกสบาย ส่งผลเสียคือ ทำให้ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนต้องแปลกแยกจากวัฒนธรรมของตน

      สภาพที่เลวร้ายของธรรมชาติก็เป็นผลอย่างหนึ่งที่เกิดจากการพัฒนากล่าวคือ ข้อสัญญาที่ว่าการพัฒนาจะต่อเนื่องไปตลอดนั้นได้สูญสลายลง อันเป็นผลมาจากการพัฒนาทำให้สภาพของทรัพยากรธรรมชาตินั้นกลายเป็นของที่หายาก ซึ่งการที่จะนำทุกประเทศไปสู่มาตรฐานการครองชีพของประเทศที่มั่งคั่งอยู่ในปัจจุบันนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้โลกถึง 5 ใบเพื่อที่จะรองรับทรัพยากรปัจจัยการผลิตต่าง ๆ นอกจากปัญหาทางด้านทรัพยากรดังกล่าวนี้แล้ว ยังมีปัญหาของการดูดดึงมูลค่าส่วนเกินของคนร่ำรวย / ประเทศที่ร่ำรวยส่วนน้อยของประเทศ / โลก ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นพวก มนุษย์นักบริโภค (omnivores) เป็นกลุ่มที่สามารถตักตวงเอาทรัพยากรทางสิ่งแวดล้อมไว้ได้หมดเพื่อประโยชน์ของตัวเอง โดยผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้บุคคลกลุ่มอื่น ๆ ในบริบทของโลก ประเทศอุตสาหรรมสูบเอามรดกจากธรรมชาติอย่างไม่บันยะบันยัง ในบรรดาประเทศต่าง ๆ ชนชั้นบริโภคมักทิ้งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการบริโภคนั้นให้เป็นภาระแก่กลุ่มคนที่ด้อยโอกาส โดยรวมแล้วความเสื่อมโทรมของธรรมชาติเกิดจากสองสิ่งที่ขัดกัน สิ่งแรกคือ ความสำเร็จและการครอบครอง อีกสิ่งหนึ่งคือ การเกิดขึ้นของชายขอบและการไร้อำนาจต่อรอง

การเปลี่ยนแปลง

      แนวคิดการพัฒนานั้นมุ่งเน้นที่การเปลี่ยนแปลงรัฐชาติจากสังคมเกษตรสู่สังคมอุตสาหกรรม ในยุคโลกาภิวัตน์ ความเป็นสมัยใหม่ก็เปลี่ยนแปลงตำแหน่งไป วาระปัจจุบันถูกครอบงำโดยการปรับเปลี่ยนอำนาจจากรัฐชาติสู่ตลาดข้ามชาติ และจากโครงสร้างด้านอุตสาหรรมสู่โครงสร้างด้านข้อมูลข่าวสาร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ไม่ไดทำลายความมุ่งหวังแห่งการพัฒนา แต่ความหวังดังกล่าวนั้นกลับยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ทั้งความหวังที่จะมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของคนยากจน และความหวังของคนชั้นสูงในซีกโลกใต้ที่จะก้าวเข้ามายืนหยัดเทียมเท่าซีกโลกเหนือ

      โลกาภิวัตน์เริ่มเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนา การพัฒนาจะไม่ได้เน้นที่หน่วยของการพัฒนาที่เป็นรัฐชาติ / เศรษฐกิจของรัฐชาติอีกต่อไป แต่จะมุ่งแทรกเข้าไปในระบบตลาดโลก เมื่อรัฐชาติลดความสำคัญลง แนวคิดของการพัฒนาทำให้เป็นเรื่องแปลกในยุคโลกาภิวัตน์ โลกทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับเวลามากกว่าสถานที่ได้ถูกปรับเปลี่ยนโดยสำนึกที่เกี่ยวเนื่องกับแนวคิดเรื่องโลกาภิวัตน์ แต่ความพรั่งพร้อมของพหุลักษณ์ คือ วามแตกต่างในทุกพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ พื้นที่กลายมามีความสำคัญเหนือเวลา เหมือน ถนนแห่งความก้าวหน้าถูกแทนที่ด้วย ความเชื่อมโยงทางเครือข่าย

      นอกจากนั้นแล้วโลกาภิวัตน์ก็ยังมีแนวโน้มจะลดทอนความเป็นปึกแผ่นในสังคมทั้งระดับประเทศและระหว่างประเทศ สัญญาประชาคมซึ่งเป็นหัวใจของการแบ่งสรรและกระจายทรัพยากรของรัฐเริ่มคลายตัวลง ในขณะที่คนชั้นสูงในสังคมพยามไล่กวดทันกับซีกโลกเหนือ ก็กลับละเลยความรู้สึกรับผิดชอบต่อผู้ด้อยโอกาสในสังคมตนไปพร้อม ๆ กันด้วย และในรัฐบาลมีแนวโน้มจะเป็นพันธมิตรกับพลังอำนาจระดับโลกและเมินเฉยต่อพลเมืองส่วนใหญ่ที่อยู่นอกวงจรระดับโลกนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้รัฐบาลมองว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศตนที่ไม่มีศักยภาพในการแข่งขันนั้นเป็นภาระมากกว่าเป็นประโยชน์ ผลคือ เกิดการแยกส่วนระหว่างชนชั้นกลางที่พยามจะไล่กวดให้ทันกระแสโลก กับประชากรส่วนใหญ่ของสังคม ขณะที่โลกาภิวัตน์รื้อสิ่งกีดกั้นระหว่างชาติ แต่กลับสร้างสิ่งกีดกั้นภายในชาตินั้นเอง ดังนั้นแล้ว ถ้าจะมีเส้นบ่งแยกโลกในยุคโลกาภิวัตน์ จะไม่ใช่เส้นแบ่งระหว่างซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ แต่เป็นเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นกลางของโลกกับประชาชนส่วนใหญ่ของสังคมถูกกันออกไป ซึ่งการแบ่งแยกที่สำคัญในปัจจุบันเป็นการแบ่งแยกระหว่างคนรวยระดับโลก และคนยากจนในท้องถิ่น ไม่ได้แบ่งแยกประเทศแต่ละประเทศ / แต่ละกลุ่มพื้นที่ออกจากัน แต่แบ่งแยกคนในประเทศ / สังคมแต่ละสังคมออกจากกัน

      เมื่อโลกาภิวัตน์ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของเศรษฐกิจข้ามชาติ มองในเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจข้ามชาติ มองในเรื่องการขยายตัวของตลาดโลก ทำให้สังคมโลกหันมาส่งเสริมวามั่นคง ซึ่งเกิดมาจากความขัดแย้งระหว่างแนวคิดในการพัฒนาจากบนลงล่างและเน้นความเจริญเติบโตกับแนวคิดการพัฒนาจากรากหญ้า และเน้นการแก้ไขความยากจน ซึ่งความมั่นคงกลายเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากแนวคิดการพัฒนา หลังจากความเชื่อในความเจริญจางหายไป

ความหวังข้างหน้า

      การเรียกร้องหาความยุติธรรมนั้นไม่สามารถจะประนีประนอมได้กับความเจริญเติบโตที่เน้นในเชิงวัตถุ ทำให้การแสวงหาความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็น การกระจายโอกาส การยอมรับความเป็นอื่น เหล่านี้เป็นต้น ต้องแยกออกจากการดำเนินงานพัฒนา

      จากข้อจำกัดในด้านทรัพยากร ภาพอนาคตของความยั่งยืนนั้นเป็นภาพที่ซีกโลกเหนือมีการหดสั้นลงในแง่การใช้ทรัพยากรกล่าวคือมีการลดปริมาณในการใช้ทรัพยากรลง แต่ในซีกโลกใต้กลับมีการเพิ่มจำนวนการใช้ขึ้น ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นวิถีของการบรรจบกันก็ได้

      ในอนาคตนั้น เรื่องของความยุติธรรมนั้นจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของคนร่ำรวยมากกว่าการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของคนยากจน โดยที่ใช้แผนกลยุทธ์ คือ ความพยายามที่จะแยกผลผลิตทางเศรษฐกิจออกจากการไหลเวียนของทรัพยากร และความพยายามในการแยกคุณภาพชีวิตออกจากผลผลิตทางเศรษฐกิจ ซึ่งคำว่าคุณภาพชีวิตนั้นไม่ได้หมายความเฉพาะ กำลังซื้อ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องตัวเงินเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเงินด้วย การมองว่าทรัพยากรไม่ใช่ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร มุมมองเช่นนี้ เป็นการมุ่งที่ศิลปะของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยการไม่ต้องพึ่งทรัพยากรอย่างมากมาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจที่ไม่เลืองทรัพยากรต้องมีกลยุทธ์ 2 อย่างคือ การสร้างวิถีใหม่ และการทำให้จุดหมายมีความพอเหมาะพอดี

      การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศซีกโลกใต้นั้นจำเป็นที่จะต้องก้าวผ่านขั้นตอน วิธีการต่าง ๆ ที่ซีกโลกเหนือใช้เป็นแนวทางในการพัฒนามา เพื่อเป็นการมองการไกลไปถึงยุคที่พลังงานฟอสซิลนั้นหมดลง หรือ ต้องมองผ่านการผลิตที่ยึดการใช้พลังงานเหล่านั้นเป็นหลักไป ซึ่งจะต้องคิดหาทรัพยากรที่แตกต่างไปจากซีกโลกเหนือ

      การพัฒนาการจัดระเบียบสังคมของแต่ละชุมชนเป็นไปเพื่อการจัดระเบียบการถือครองทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยทั้งเป็นการรักษาดุลยภาพการใช้กับการอนุรักษ์ สิทธิตามหลักประชาธิปไตย และการใช้ทรัพยากรมนการผลิตนั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกเมื่อกล่าวถึงมนุษย์ในระบบนิเวศ ทำให้สิทธิตามหลักประชาธิปไตยและการได้รับสิทธิในทรัพยากรเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างเศรษฐกิจที่คำนึงถึงทรัพยากรและการสร้างมลพิษ

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ตาตีบ อ้วน

#1 By สดใส (203.151.46.130) on 2008-04-25 14:15

ฉัน รัก เธอ

#2 By สดใส (203.151.46.130) on 2008-04-25 14:17