ปรีดี พนมยงค์ กับแนวคิดทางการเมืองไทย
posted on 07 Nov 2007 07:34 by worrawatปรีดี พนมยงค์ กับแนวคิดทางการเมืองไทย
บทนำ
ความคิดทางการเมืองนั้นมีความสำคัญมากที่จะใช้ในการศึกษาและอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้อย่างถูกหลักวิธีการ ซึ่งวิธีการศึกษาความคิดทางการเมืองมีอยู่ 2 วิธีการ คือ วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมือง และวิธีศึกษาสำนักปรัชญาทางการเมือง
วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมือง( History of political) เป็นการศึกษาความคิดการเมืองที่ให้ความสำคัญกับ " context" หรือ "บริบท"ซึ่งวิธีการนี้มีความเชื่อพื้นฐานว่าความคิดทางการเมืองที่เชื่อว่าความคิดทางการเมืองเกิดขึ้นลอยๆไม่ได้ แต่จะเกิดขึ้นจากบริบทสิ่งแวดล้อมที่เรานำมาศึกษาเป็นแนวทางที่ศึกษาความคิดของนักคิดโดยมีความเชื่อหรือปรัชญาขั้นพื้นฐานบางอย่างในสังคม ความเชื่อของแนวคิดนี้ เชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้คิดอะไรขึ้นมาลอยๆแต่เกิดขึ้นได้จากการตอบสนองอิทธิพลสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวของคนนั้นๆ เช่น สภาพอากาศ สถานการณ์ทางสังคม/การเมือง การเลี้ยงดูของครอบครัว และการศึกษา เป็นต้น นอกจากนี้ ชุมชนที่นักคิดคนนั้นๆอาศัยอยู่ก็ถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมและอื่นๆมากมายไม่ว่าจะเป็นความเป็นชายหญิง
นักวิชาการเรียกสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ว่า "Context"หรือ "บริบท" เป็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวนักคิดคนนั้นๆเวลาเราจะพูดถึงเงื่อนไขสภาพอากาศเราก็เรียกว่าบริบทสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น นักวิชาการเชื่อว่าประชาธิปไตยใช้ได้ดีกับประเทศที่มีอากาศหนาวล้มเหลวในประเทศทีมีอากาศร้อน หากเป็นภูมิประเทศเรียกว่าบริบททางภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เราก็เรียกบริบททางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เป็นบริบทที่สำคัญ ทั้งของสภาพของนักคิดนั่นเอง
นักวิชาการให้ความสำคัญกับบริบททางประวัติศาสตร์เป็นพิเศษเพราะจะทำให้มีความรู้ความเข้าใจแนวคิดของนักคิกค่อนข้างดี คือ การเน้นสภาพ หรือบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เป็นต้น บริบททางประวัติศาสตร์มีขอบเขตที่กว้างขวางและครอบคลุมมากในสังคมหากกล่าวถึงบริบทก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างแวดล้อมตัวนักคิดตั้งแต่เกิดจนตายซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้มีอิทธิพลหรือความสำคัญเท่าเทียมกันหมด
การก่อเกิดความคิดของนักการเมืองของนักคิดคนนั้นๆ เช่นเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวนักคิดเท่านั้นที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อตัวเขา เช่น ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งบางคนเชื่อว่าการอภิวัฒน์สังคมไทยเป็นผลมาจากนายปรีดีไปใช้ชีวิตเรียนต่อที่ฝรั่งเศสซึ่งนำแนวคิดมาใช้ในสังคมไทยค่อนข้างมากซึ่งสะท้อนผ่านงานเขียน คือ รัฐธรรมนูญสยามฉบับแรก
เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรพิจารณาบริบททุกอย่างของนักคิกนั้นๆการศึกษาแนวทางนี้เรียกว่า การวิเคราะห์เชิงบริบท คือ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของนักคิด เช่น ฐานะครอบครัว วิเคราะห์ว่าใครมีอิทธิพลต่อตัวเขากลัวก่อให้เกิดผลอะไร
การวิเคราะห์เชิงบริบท ( Contextual analysis) หรือบางคนเรียกว่าการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ (historical analysis) สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาความคิดทางการเมืองของแนวทางนี้เปรียบเสมือนกับการเล่นจิ๊กซอว์ ซึ่งเป็นการชิ้นส่วนต่างๆมาประติดประต่อกันโดยจัดเรียงกันให้มีความสำคัญเป็นสิ่งที่จะนำมาต่อกันให้ถูกต้องกลายเป็นรูปภาพที่แท้จริง
นักวิชาการเชื่อว่าการที่เราไม่สามารถเข้าใจและไม่สามารถอธิบายความคิดของนักคิดนั้นๆได้อย่างถูกต้องหากเราไม่มีความรู้ความเข้าใจในบริบททางประวัติศาสตร์ที่นักคิดอาศัยอยู่หรือมีชีวิตอยู่ บริบททางประวัติศาสตร์มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการก่อเกิดความคิดทางการเมืองได้
นอกจากนี้ยังมีความสำคัญควบคู่กับบริบท คือ ตัวบท "Text" เป็นความคิดของนักคิดที่ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบต่างๆเช่น คำพูด หนังสือ แม้แต่ภาพวาด เป็นต้น
เพราะฉะนั้น การศึกษาความคิดทางการเมือง คือ ความเชื่อพื้นฐานว่า มนุษย์ไม่ได้คิดอะไรขึ้นมาลอยๆแต่เป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมของนักคิด "Context" เป็นการศึกษาแนวทางในการอธิบายความคิดของนักคิดคนนั้นๆในขณะเดียวกัน "text" ตัวบทก็มีความสำคัญเท่าๆกันกับ"context"/บริบท
วิธีการศึกษาสำนักทางปรัชญาทางการเมืองนั้น เป็นเรื่องของการศึกษาความคิดทางการเมืองที่ไม่ให้ความสำคัญกับ "Text"หรือ "ตัวบท"โดยการศึกษานี้จะมากับการตีความเป็นสำคัญ
ชีวประวัติ ปรีดี พนมยงค์
ปรีดี พนมยงค์ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2443 ถือกำเนิดในเรือนแพหน้าวัดพนมยงค์ อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อนายเสียง เป็นคนเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว ซึ่งมีบรรพบุรุษข้างปู่สัมพันธ์กับพระเจ้าตากสิน มารดาชื่อนางจันทน์ สืบเชื้อสายมาจากพระนมแห่งกษัตริย์พระองค์หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อ "ประยงค์" ซึ่งเป็นผู้สร้างวัดห่างจาก กำแพงพระราชวังด้านตะวันตกชื่อ วัดนมยงค์ หรือ "พนมยงค์" เมื่อครั้งมีการประกาศพระราช บัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ.2456 ครอบครัวนี้จึงได้ใช้นามสกุลว่า "พนมยงค์"
ปรีดี พนมยงค์ สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ โรงเรียนวัดศาลาปูน อำเภอกรุงเก่า ได้เข้าศึกษาต่อชั้น มัธยมเตรียมที่โรงเรียนสวนกุหลาบ แล้วก็ออกมา ช่วยบิดาทำนาอีกหนึ่งปี จากนั้นจึง เข้าศึกษาที่โรงเรียน กฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2460 จึง สอบไล่วิชากฎหมาย ชั้นเนติบัณฑิตได้ เมื่ออายุเพียง 19 ปี ต่อมาเมื่ออายุ 20 ได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา เนื่องจากกระทรวงยุติธรรมพอใจในผลสอบ จึงให้ทุนนายปรีดีไปเรียนต่อกฎหมาย ที่ประเทศ ฝรั่งเศส เข้าเรียนชั้นปริญญาตรีทางกฎหมาย ที่ มหาวิทยาลัย ก็อง (Univesite de Caen)"
ในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2463 ปรีดีได้ร่วมกับ นักเรียนไทยในยุโรป (ยกเว้นอังกฤษ) ก่อตั้งสมาคม "สามัคคยานุเคราะห์สมาคม" โดยปรีดีได้รับเลือกเป็น เลขาธิการสมาคม ต่อมาได้รับเลือกให้เป็นสภานายก สมาคมในปี พ.ศ.2468 -2469 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2496 ปรีดี พนมยงค์ ได้ร่วมกับเพื่อนอีก 6 คน คือ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี, ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ(หลวงพิบูลสงคราม) นักศึกษา วิชาทหารปืนใหญ่, ร.ต. ทัศนัย มิตรภักดี นักศึกษาวิชาการ ทหารม้า, นายตั้ว ลพนุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ ระดับปริญญาเอกในสวิตเซอร์แลนด์, หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ช่วยเลขานุการทูตประจำกรุงปารีส และนายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ
ประชุม ครั้งแรกในการก่อตั้งคณะราษฎร ที่หอพัก Rue du summerard ในกรุงปารีส เพื่อตกลงที่จะทำการเปลี่ยน แปลงการปกครองจากกษัตริย์เหนือกฎหมาย มาเป็น การปกครองที่มีกษัตริย์ใต้กฎหมาย โดยใช้วิธีการยึดอำนาจโดยฉับพลันและจับกุมบุคคลสำคัญไว้เป็นตัว ประกัน ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ใช้สำเร็จมาแล้วในการปฏิวัติ ฝรั่งเศสและรัสเซีย อีกทั้งเป็นการป้องกันมิให้ประเทศ มหาอำนาจอังกฤษและฝรั่งเศสถือโอกาสยกกำลังทหาร เข้ามายึดสยามขณะที่เกิดความไม่สงบภายในประเทศ
ที่ประชุมตกลงกันว่า เมื่อกลับประเทศแล้วหากการก่อการครั้งนี้ล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ ให้นายแนบ พหลโยธิน ซึ่งมีฐานะดีกว่าเพื่อนเป็นผู้ดูแลครอบครัวของเพื่อนที่ติดคุกหรือตาย
ต่อมาได้มีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อการเพิ่มขึ้น คือ ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน (หลวงสินธุ-สงครามชัย)
นายควง อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ ดร.ประจวบ บุนนาค ม.ล.อุดม สนิทวงศ์ นายบรรจง ศรีจรูญ และได้ชักชวน พ.อ.พระยา ทรงสุรเดช อดีตนักเรียน เยอรมันซึ่งอยู่ในระหว่างการไปดูงานที่ฝรั่งเศสให้เข้า ร่วมด้วย
ปี พ.ศ.2469 นายปรีดีได้รับ ปริญญาดุษฎีบัณฑิต ทางกฎหมาย(Docteur en Droit) และสอบไล่ ได้ประกาศ นียบัตรทางการศึกษา ชั้นสูงใน ทางเศรษฐกิจ (Dipl?me d' Economie Politique ) จากมหาวิทยาลัยปารีส เมื่ออายุได้ 26 ปี ในปี พ.ศ.2470 นายปรีดีได้เดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นคนไทยคนแรกที่จบดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยปารีส นายปรีดีได้เข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรม ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงประดิษฐ์มนูธรรม และยังได้เป็นผู้สอนในโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ในเวลาว่างก็ได้เปิดการอบรม ทบทวนวิชากฎหมายให้แก่นักเรียนกฎหมายที่บ้านถนนสีลมโดยไม่คิดค่าสอน ทำให้ได้เผยแพร่อุดมการณ์และได้ ลูกศิษย์เช่น นายซิม วีระไวทยะ นายสงวน ตุลารักษ์ นายดิเรก ชัยนามมาเข้าร่วมเป็นกำลังในคณะราษฎรด้วย ในส่วนของคณะราษฎรแต่ละสายก็ได้แยกย้ายกันหาสมาชิกที่จะเข้าร่วมก่อการปฏิวัติ ซึ่งภายหลังการปฏิวัติแล้ว ปรากฏว่ามีสมาชิกทั้งสิ้น 115 คน มากกว่าครึ่งมีอายุน้อยกว่า 30 ปี
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 คณะราษฎรได้ทำการยึดอำนาจ การปกครองแผ่นดินอย่างรวดเร็ว โดยลวงทหารจากกรมกองต่างๆให้มา ชุมนุมพร้อมหน้ากันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าและถือโอกาสประกาศ เปลี่ยนแปลง การปกครองทันที กำลังอีกส่วนหนึ่งไปเชิญพระบรม วงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์มาเป็นตัวประกัน นายปรีดี เป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน หลังจากยึดอำนาจในกรุงเทพฯได้แล้ว คณะผู้ก่อการได้ส่งนาย ทหารเรือเป็นตัวแทนไปกราบบังคมทูลพระบาท สมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จแปรพระราชฐานอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ให้ทรงทราบ และพระองค์ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน สยาม พ.ศ.2475 ที่ร่างโดยนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลัก และมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภาย ใต้รัฐธรรมนูญ ของประเทศ
วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 เริ่มมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของสยาม โดยมีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นอนุกรรมการร่าง และต่อมาได้มี พ.ร.บ.การเลือกตั้งฉบับแรกออกมาด้วย ริเริ่มให้สตรีมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งและ สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรได้เท่าเทียมผู้ชาย (นับว่าก้าวหน้ากว่าประเทศฝรั่งเศสซึ่งเพิ่งเปิดโอกาสให้สตรีมี สิทธิ์เช่นนี้ได้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง) นายปรีดีได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ในรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี
ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2476 นายปรีดี พนมยงค์ได้เสนอ "เค้าโครงเศรษฐกิจ" เพื่อให้พิจารณาใช้เป็นหลักสำหรับนโยบาย เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีลักษณะเป็นสหกรณ์เต็มรูปแบบ แต่ไม่ทำลาย กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของ เอกชน โดยให้รัฐซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมด้วยพันธบัตร มีดอกเบี้ยประจำปี ให้การประกันแก่ราษฎรตั้งแต่เกิดจนตาย ว่าเมื่อราษฎรผู้ใดไม่สามารถ ทำงานได้หรือทำงานไม่ได้เพราะเจ็บป่วยหรือชราหรืออ่อนอายุก็จะได้รับความอุปการะ เลี้ยงดูจากรัฐบาล แต่แนวความคิดดังกล่าว ฝ่ายพระยามโนปกรณ์ นายกรัฐมนตรีและขุนนางต่างๆ ไม่เห็นด้วยเนื่องจาก ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งเจ้าและขุนนาง ยังกุมอำนาจอยู่ เมื่อนำเข้าสู่สภาแล้วเสียงส่วนใหญ่ไม่ เห็นด้วย
นายปรีดีจึงได้ลาออก จากตำแหน่ง รัฐบาลร่วมกับทหารบางกลุ่มทำการยึดอำนาจปิดสภาและออก พ.ร.บ. ว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2476 ออกแถลงการณ์ประณามนายปรีดีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ นายปรีดีจึงถูกเนรเทศออกนอก ประเทศไปพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2476 ต่อมาในวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2476 พ.อ.พระยาพหลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าเข้าทำการรัฐประหารยึดอำนาจ และได้รับแต่ตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี แทนรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา
สภาผู้แทนได้ตั้งกรรมาธิการสอบสวนกรณี นายปรีดีถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ผลการสอบสวนได้ข้อสรุปว่า นายปรีดีเป็นผู้บริสุทธิ์ ในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2477 และต่อมาได้นายปรีดีได้ กลับมาเมืองไทยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2477 นายปรีดีได้ทำการร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2476 มีเนื้อหาสำคัญคือ การกระจายอำนาจการปกครองเป็น ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ดำเนินการสถาปนาคณะกรรมการ กฤษฎีกา เพื่อทำหน้าที่ร่างกฎหมาย เป็นที่ปรึกษากฎหมายแผ่นดิน ผลักดันให้คณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่ ศาลปกครองซึ่งมีหน้าที่พิจารณาข้อพิพาทระหว่างราษฎรกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และทำให้ราษฎรสามารถตรวจสอบ ฝ่ายปกครองได้แต่ทำไม่สำเร็จ ประเทศไทยมามีศาลปกครองก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไป 67 ปี
วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2477 นายปรีดีได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และได้มีพิธีสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองที่ อาคารโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ในปีแรกที่มี การเปิดสอนมีผู้สมัครเข้าเรียนถึง 7,094 คน และในปีแรกนี้ผลิตบัณฑิตที่โอนมาจากโรงเรียนกฎหมายเดิม 19 คน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2478 นายปรีดีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลพระยาพหล พยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี
ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนายปรีดีและคณะได้ออกเดินทางด้วยเรือไปประเทศอิตาลี พบกับมุโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์ของอิตาลี เข้าพบนายปิแอร์ ลาวาล นายกรัฐมนตรี ฝรั่งเศส เพื่อเจรจายกเลิกสัญญา ที่ไม่เป็นธรรม ต่อจากนั้นเดินทางไปประเทศเยอรมนี พบตัวแทนของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เพื่อเปิดความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจ เดินทางไปอังกฤษ เพื่อเจรจากู้เงินกับเซอร์ แซมมวล ฮอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผลการเจรจา เจ้าหนี้ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่กู้มา เมื่อ พ.ศ.2467 จำนวน 2,340,300 ปอนด์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปีเหลือเพียง ร้อยละ 4 ต่อปี จากนั้นได้เดินทางไป ประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าพบนายคอร์เดล ฮัลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เรื่องการแก้ไขสนธิสัญญา แล้วเดินทางต่อมาที่ประเทศญี่ปุ่น เข้าพบ จักรพรรดิฮิโรฮิโต และเขาพบนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเพื่อขอให้ยกเลิกสัญญา ที่ไม่เป็นธรรม
เมื่อเดินทางกลับ มาเมืองไทยนายปรีดีได้ย้ายที่ทำงานมาที่ กระทรวงการต่างประเทศ และดำเนินการทางการทูตเจรจาขอยกเลิกสัญญา ที่ไม่เป็นธรรม กับสิบสองประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม สวีเดน เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ อังกฤษ สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและเยอรมนี จนสามารถยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคที่รัฐบาลสยาม สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำไว้กับ ประเทศต่างๆในนามสนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์และการเดินเรือได้สำเร็จ จนได้รับเอกราชทาง ศาลและเอกราชทางเศรษฐกิจกลับคืนมา พร้อมกันนั้นได้ลงนามสนธิสัญญาใหม่ที่ใช้หลัก "ดุลยภาพแห่งอำนาจ" เพื่อให้สยามได้เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์และมีสิทธิเสมอภาค กับต่างชาติ
เดือนธันวาคม พ.ศ.2481 นายปรีดี พนมยงค์ ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในคณะ รัฐมนตรี พ.อ.หลวงพิบูลสงคราม นายปรีดีคาดว่าอาจจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในไม่ช้า เงินปอนด์ที่สยามประเทศ ใช้เป็นทุนสำรองเงินตราอาจจะลด ค่าลงได้ จึงตัดสินใจเปลี่ยนการเก็บรักษาเงินทุนสำรองเป็นทองคำแท่งแทนเงินปอนด์ โดยนำเงินปอนด์ที่เป็นทุนสำรอง จำนวนหนึ่งไปซื้อทองคำแท่งหนัก 273,815 ออนซ์ (ราคาออนซ์ละ 35 เหรียญสหรัฐ อเมริกา) และนำมาเก็บไว้ที่ห้อง นิรภัยกระทรวงการคลัง ทำให้ค่าเงินบาทมีความเสถียรภาพมาก และได้วางรากฐาน จัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้น ( มีพิธีเปิดธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2485 ซึ่งมีพลตรีเภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ) วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2482 รัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม ประกาศยกเลิกนามประเทศว่า สยาม (Siam) ให้เปลี่ยนเป็นประเทศไทย (Thailand) และประกาศเลิกใช้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ให้เปลี่ยนมาใช้ วันที่ 1 มกราคม ของทุกปีแทน ( ดังนั้นนับตั้งแต่วนที่ 1 มกราคม พ.ศ.2483ในปฏิทินเก่า จึงให้ถือว่าเป็น วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2484)
วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นยกทัพขึ้นบกเข้ามาในประเทศไทยทางอ่าวไทย พร้อมกันหกแห่ง รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามได้ตกลงยอมแพ้และได้เซ็นสัญญาเป็นพัทธมิตรกับญี่ปุ่น ที่หน้าวัด พระแก้วมรกต เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2484 ต่อมานายปรีดีถูกทหารญี่ปุ่นกดดันให้จอมพลป. พิบูลสงครามปลด นายปรีดีให้พ้นจากตำแหน่งในคณะรัฐบาล ในเวลาต่อมานายปรีดีได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2485 รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามได้ประกาศสงคราม กับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ฝ่ายอังกฤษประกาศสงครามตอบ แต่สหรัฐอเมริกาไม่ได้ประกาศ สงครามด้วย โดยถือว่าไทยถูกญี่ปุ่นรุกราน แต่นายปรีดี ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ได้ลงนามในประกาศสงครามดังกล่าว และได้ดำเนินการจัดตั้ง ขบวนการ เสรีไทยในทางลับ มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าขบวนการ ภายใต้รหัสลับ "รูธ" ประสานงานลับกับฝ่ายสัมพันธมิตร ดำเนินการ ต่อต้านญี่ปุ่นและ เจรจาให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าใจว่าการประกาศสงครามของจอมพลป. ไม่ถูกต้องตาม กฎหมาย ต่อมาในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2487 สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้นายปรีดี ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ แต่ผู้เดียว
วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2488 หลังจากเครื่องบินสหรัฐอเมริกาไปทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและ นางาซากิ ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไข ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2488 นายปรีดีในฐานะ ผู้สำเร็จราชการ ก็ประกาศสันติภาพ มีสาระสำคัญว่า การประกาศสงครามของจอมพลป. พิบูลสงครามต่อสหรัฐอเมริกา และอังกฤษเป็นโมฆะ มีผลทำให้ประเทศไทยไม่ต้องถูกปลดอาวุธกลายเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม สัมพันธมิตรรับรอง เอกราชอธิปไตยของไทย รับรองคุณูปการของเสรีไทยและรับรองฐานะผู้นำขบวนการเสรีไทย
วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2488 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จนิวัติพระนคร ในครั้งนี้ได้ทรงบรรลุ นิติภาวะแล้ว นายปรีดี พนมยงค์จึงพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2488 มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้าฯยกย่องให้นายปรีดีในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส มีหน้าที่ให้คำปรึกษาราชการ
วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2489 นายปรีดี พนมยงค์ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ครั้งที่1) และได้มีการประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนั้น
วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2489 นายปรีดี พนมยงค์ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ครั้งที่2) แต่ต่อมาใน วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้เสนอขอ ความเห็น ชอบจากรัฐสภา ให้อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์ ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2489 นายปรีดีได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ครั้งที่3) และได้ถูกใส่ร้ายป้ายสีกรณีสวรรณคต รัชการที่ 9 วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 คณะรัฐประหารนำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจการปกครองประเทศ นายปรีดี พนมยงค์ต้องลี้ภัยการเมืองไปประเทศสิงคโปร์
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ดำเนินการ "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์" หรือ "กบฏ วังหลวง" เพื่อยึดอำนาจแต่ ไม่ประสบความสำเร็จ นาย ปรีดี พนมยงค์ได้ลี้ภัย การเมืองที่ประเทศสาธารณ ประชาชนจีน ในระหว่าง ปี พ.ศ.2592 - 2513 และได้ ลี้ภัยการเมืองต่อที่ประเทศ ฝรั่งเศส ระหว่างปี พ.ศ.2513 – 2526
วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2526 นายปรีดี พนมยงค์อสัญกรรมที่บ้านพักชานกรุงปารีส ต่อมาในปี พ.ศ.2543 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศบรรจุชื่อ นายปรีดี พนมยงค์ ไว้ใน ประวัติบุคคลสำคัญของโลก ปี ค.ศ.2000-2001
พื้นฐานความคิดของ ปรีดี พนมยงค์บนบริบทสังคมไทบ
เราอาจถือได้ว่าบุคคลที่มีส่วนในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบการปกครองแบบรัฐสภา ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งนั้นบุคคลที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างยิ่งคือ ปรีดี พนมยงค์ นอกจากมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น ปรีดี ยังถือว่าเป็นนักคิดที่สร้างแนวคิดแปลกใหม่แก่สังคมไทย และมีผลต่อการพัฒนารูปแบบการปกครอง การคิด รวมทั้งการอธิบายสังคมไทยอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งก่อนที่เราจะลงในรายระเอียดถึงความคิด หรือ แนวคิดของ ปรีดี พนมยงค์ ต่อแนวคิดทางการเมืองไทยนั้นก่อนอื่นเราจะมาทำความเข้าใจภูมิหลังของ ปรีดี พนมยงค์ ก่อน เพื่อทำความเข้าใจ และเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ บริบท (Context) แวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางการเมืองของปรีดี พนมยงค์ ในประเด็นต่อ ๆ ไปที่จะกล่าวถึง
นายปรีดี พนมยงค์ ถือกำเนิดในวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443 ในเรือนแพหน้าวัดพนมยงค์ อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มารดาชื่อนางลูกจันทร์ บิดาชื่อนายเสียง เป็นจีนแต้จิ๋ว เชื้อสายทางปู่นับเนื่องเกี่ยวข้องกับพระเจ้าตากสิน ทางย่านั้นสืบเชื้อสายจากพระนมของกษัตริย์อยุธยาที่ชื่อว่า ประยงค์ ซึ่งเป็นผู้สร้างวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ข้างกำแพงพระราชวัง ต่อมาเรียกกันว่า วัดพระนมยงค์ หรือ วัดพนมยงค์นั่นเอง ครั้นเมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัตินามสกุลในปี พ.ศ. 2456 จึงได้ใช้ พนมยงค์ เป็นนามสกุลของตระกูล
สำหรับนายเสียงบิดานายปรีดีนั้นภายหลังแต่งงานกับนางลูกจันทน์แล้ว มีผู้แนะนำให้สมัครรับราชการเพราะมีพื้นฐานความรู้ทางหนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาบาลีพอสมควร สามารถแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนได้ และมีฝีมือในศิลปะดนตรีไทย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ กล่าวได้ว่านายเสียงเป็นปัญญาชนนายทุนน้อยคนหนึ่งในยุคนั้น แต่นายเสียง ชอบชีวิตอิสระ รักการผจญภัย ไม่นิยมทำอาชีพค้าขายเจริญรอยตามบรรพบุรุษและไม่สนใจสมัครรับราชการ แรกทีเดียวนั้นนายเสียงได้ไปทำป่าไม้ในบริเวณพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี ซึ่งขณะนั้นมีไข้ป่าชุกชุม แต่เมื่อผจญกับโรคภัยไม่ไหว นายเสียงจึงจำต้องเลิกล้มกิจการป่าไม้ด้วยการขาดทุนเป็นอันมาก ต่อมานายเสียงกับนางลูกจันทน์ภรรยาได้ไปทำนาที่ตำบลท่าหลวง จังหวัดสระบุรี แต่เนื่องจากฝนแล้งติด ๆ กันสองปี การทำนาไม่ได้ผล ต้องเป็นลูกหนี้ผู้อื่น จึงเลิกการทำนาในพื้นที่นั้น
แม้จะประสบความล้มเหลวนายเสียงก็ไม่ย่อท้อ ไม่ล้มเลิกอาชีพชาวนา ได้ไปหักร้างถางพงที่ว่างเปล่าในท้องที่ซึ่งปัจจุบันคืออำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในสมัยนั้นท้องที่บริเวณดังกล่าวมีช้างป่าจำนวนมาก นายเสียงต้องผจญกับช้างที่มารบกวนกินต้นข้าว ประกอบกับการทำนาไม่ได้ผล เพราะฝนแล้งบ้าง หรือบางปีมีน้ำท่วมมากบ้าง อีกทั้งมีเพลี้ยชุกชุมทำลายต้นข้าวเสียหาย เมื่อผลผลิตไม่ดี นายเสียงก็ไม่มีรายได้จากการขายข้าว มิหนำซ้ำ ต่อมาบริษัทขุดคลองคูนาสยามซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลทำการขุดคลอง ได้ขุดคลองมาถึงบริเวณที่ดินของนายเสียง และเรียกเก็บ "ค่ากรอกนา" หรือค่าขุดคลองจากนายเสียงในอัตราไร่ละ 4 บาท นายเสียงไม่มีเงินพอจึงจำเป็นต้องกู้ยืมเงินผู้อื่นมาจ่ายให้บริษัท ทำให้นายเสียงซึ่งมีหนี้สินอยู่ก่อนแล้วกลับมีหนี้สินท่วมท้นมากขึ้น ฐานะของนายเสียงได้เปลี่ยนจากนายทุนน้อยในเมืองมาเป็นชาวนาผู้มีทุนน้อยในชนบท มีความเป็นอยู่อย่างอัตคัดขัดสนเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งโครงการชลประทานป่าสักใต้ของรัฐบาลได้ขยายไปถึงบริเวณที่นาของนายเสียงจึงทำให้ผลผลิตข้าวดีขึ้น ช่วยพยุงให้นายเสียงกลับฟื้นเป็นชาวนา "ผู้มีอันจะกิน" ในเวลาต่อมา
นายปรีดีเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก พอเริ่มจำความได้ก็ได้รับรู้และได้รับผลกระทบจากความผันผวนในชีวิตของบิดามารดาซึ่งประสบชะตากรรมอย่างชาวนาทั่วไปในชนบทภาคกลางสมัยนั้น การถือกำเนิดในครอบครัวชาวนานี้เอง เป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคมเบื้องแรกที่ฟูมฟักให้นายปรีดีมีจิตสำนึกเห็นอกเห็นใจคนยากจน และอาจกล่าวได้ว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้น หรือ แรงผลักดันที่สำคัญที่ก่อให้เกิด แผนพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ สมุดปกเหลือง ที่ถูกมองว่ามีความเป็นคอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมานั่นเอง ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้นั้น จะได้กล่าวลงในรายละเอียดในหัวข้อต่อไปข้างหน้าเพื่อทำความเข้าใจถึงแนวคิดทางการเมืองไทยของปรีดีอย่างเข้าใจนั่นเอง
ช่วงวัยเด็ก ที่จะเริ่มต้น หรือเป็นช่วงต่อ หรือ ส่งผ่านเข้าสู่วัยของการศึกษาของปรีดี พนมยงค์ ช่วงนั้นสยามกำลังอยู่ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน กล่าวคือ ลัทธิล่าอาณานิคมกำลังคืบคลานเข้ามารอบด้าน สยามได้สูญเสียเอกราชทางการค้าจากการถูกบังคับเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริง สูญเสียดินแดนบางส่วน ตลอดจนสิทธิสภาพนอกอาณาเขต อาชีพชาวนานั้นประกอบไปด้วยความยากจนและถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างยิ่ง ได้เรียนโรงเรียนมัธยมในกรุงเก่านั้นเอง เห็นเพื่อนชาวจีนตัดหางเปียทิ้ง และได้รับคำอธิบายว่าที่เมืองจีนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองแบบสาธารณรัฐ เมื่อปี พ.ศ. 2454 การตัดหางเปียเป็นสัญลักษณ์ของการมีอิสรภาพ และมีอนารยะทัดเทียมชาวตะวันตก ครูที่โรงเรียนก็เล่าเพิ่มเติมว่า ในโลกนี้ เหลือเพียง จีน รัสเซีย และสยาม เท่านั้น ที่มีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ และล้วนแต่เป็นประเทศล้าหลัง
แต่ขณะนั้นระบอบนี้ในจีนได้ถูกล้มล้างไปแล้ว หลังจากจบมัธยมหก ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบหกเดือน ก่อนจะกลับมาช่วยที่บ้านทำนาเป็นเวลาหนึ่งปี และกลับไปเรียนในโรงเรียนกฎหมาย ของกระทรวงยุติธรรม ระหว่างนั้นมีเหตุการณ์กบฏ ร.ศ. 103 (พ.ศ. 2460) ที่นายทหารกลุ่มหนึ่งเตรียมยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ความลับรั่วไหล จึงถูกจับเสียก่อน ถัดมาอีกปีก็มีเหตุการณ์กลุ่มบอลเชวิคได้ยึดอำนาจจากพระเจ้าซาร์ในรัสเซีย ระหว่างที่ศึกษาวิชากฎหมายอยู่นี้ นายปรีดีพบว่ากฎหมายหลายฉบับที่ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสิทธิเสรีภาพนอกอาณาเขต ที่ให้สิทธิชาวต่างชาติเหนือชาวสยาม หรือกฎหมายที่ปฏิบัติกับเจ้าและไพร่แตกต่างกัน พร้อมกันนั้นก็ได้ศึกษา ติดตามความเป็นไปเกี่ยวกับบ้านเมือง และตั้งปณิธานว่าจะก่อตั้งระบอบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศให้ได้ แม้ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม
ในปีพ.ศ. 2462 จึงสอบไล่ได้เนติบัณฑิต แต่เนื่องจากอายุยังน้อย คือ 19 ปี จึงยังไม่ได้เป็นผู้พิพากษา ปีรุ่งขึ้นจึงได้เป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา และสอบชิงทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ปารีสในยุคนั้นอบอวลไปด้วยแนวคิดทฤษฎีการเมืองแบบใหม่ นักปฏิวัติหรือนักคิดทั้งหลายล้วนเคยมาใช้ชีวิตอยู่ในปารีสช่วงหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นมาร์กซ์ เลนิน เองเกลส์ เติ้งเสี่ยวผิง โจวเอินไหล โฮจิมินห์ เป็นต้น นายปรีดีศึกษาจนจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยปารีส ในปี พ.ศ. 2469 และสอบได้ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงด้านเศรษฐกิจ
จากภูมิหลังด้านการศึกษาของปรีดี พนมยงค์ ที่กล่าวมาแล้วนั้นชี้ให้เราเห็นถึงความสามารถ และความพยายามในการศึกษาของปรีดี พนมยงค์ เป็นอย่างมาก แต่ที่เหนือกว่านั้นแล้ว สิ่งที่เกิดหรือเป็นผลจากการศึกษาดังกล่าวก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบคิดของปรีดี พนมยงค์ เอง กล่าวคือ ทำให้เขาสามารถมีความคิดที่กว้างขวางรอบด้านขึ้นทั้งยังเป็นสถานที่ หรือ สังคม ที่หล่อหลอมให้ปรีดี พนมยงค์ มีแนวคิดริเริ่มในเรื่องการเปลี่ยนแปลง เพื่อความก้าวหน้า หรือเพื่อสิ่งที่ดีกว่า จะเห็นได้จากเริ่มมีการประชุมกันในฝรั่งเศสเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมการเพื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกล่าวนี้ ซึ่งในรายระเอียดนั้นผู้เขียนจะได้กล่าวต่อไปในรายระเอียดในหัวข้อที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือ เหตุการณ์ 2475 ต่อไปนั่นเอง
ความคิดพื้นฐานด้านสังคม หรือ รูปแบบของสังคมในอุดมคติของ ปรีดี พนมยงค์ นั้นอาจถือได้ว่าเป็นแนวคิดที่ยึดติด หรือ ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเรื่อง โลกพระศรีอาริย์ เป็นอย่างมากกล่าวคือ สังคมพุทธในสยามให้ความสำคัญกับโลกพระศรีอาริย์มาก แม้ว่าจะเป็นโลกอุดมคติแบบจินตนาการก็ตาม สมัยก่อนเวลาพระภิกษุจะแสดงพระธรรมเทศนาทุกครั้ง ท่านจะต้องบอกศักราชว่าอีกกี่ปีจึงจะเข้าสู่ยุคศาสนาพระศรีอาริย์ชาวพุทธเมื่อทำบุญก็ตั้งปรารถนาให้ได้พบโลกพระศรีอาริย์ แม้เวลาสาบานในโรงศาล แต่ก่อนก็ยังกล่าวว่าถ้าให้การตามความเป็นจริงแล้วก็จะพบศาสนาพระศรีอาริย์ และในกฎหมายตราสามดวงของรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ยังบัญญัติให้ชาวสยามทุกคนบำเพ็ญศีล เพื่อจะได้เห็นพระศรีอาริย์
อย่างไรก็ตาม โลกพระศรีอาริย์ที่ชาวพุทธสยามทั่วไปเข้าใจกันนั้น คือโลกอุดมคติที่รออยู่ในชาติหน้าเมื่อพุทธศาสนายุกาลผ่านไปแล้ว 500 ปี แต่สำหรับปรีดี พนมยงค์นั้น โลกพระศรีอาริย์นั้นเป็นสังคมอุดมคติที่มนุษย์สามารถบรรลุถึงได้ในยุคปัจจุบันด้วยสติปัญญาและความเพียรพยายามของมนุษย์เอง
ความทรงจำ หรือ ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกพระศรีอาริย์ของปรีดี พนมยงค์นั้นมีอยู่ว่า "นับตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กมีความจำได้ก็ได้ยินพระภิกษุสงฆ์และผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าให้ฟังและอ้างถึงบ่อย ๆ ว่ามี ‘พุทธทำนาย’ ไว้ว่า ในปลายพุทธศาสนายุกาล มนุษยชาติจะเข้าสู่มิคสัญญีเพราะศีลธรรมเสื่อมทรามลง จึงมีแต่การรบราฆ่าฟันและเบียดเบียนกัน สิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น... ไฟบรรลัยกัลป์จะล้างโลกที่โสมม ครั้นแล้วยุคใหม่คือ ‘ยุคศรีอารยเมตไตรย’ ก็จะอุบัติขึ้นในยุคใหม่มนุษยชาติจะอยู่ร่วมกันด้วยความเมตตาปราณีระหว่างกัน บุคคลจะเสมอเหมือนกัน... ความสะดวกสบายในการคมนาคมและความอุดมสมบูรณ์ของชีวะปัจจัยก็หลั่งไหลเหลือคณานับประดุจว่ามีต้นกัลปพฤกษ์ทุกมุมเมือง ซึ่งมนุษย์อาจถือเอาได้ตามความต้องการ" (ปรีดี พนมยงค์ ความเป็นอนิจจังของสังคม) ไม่อาจละเลยได้ว่าจินตนาการโลกพระศรีอาริย์ซึ่งเป็นยูโทเปียแบบพุทธ นั้นได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ปรีดีกล้าเอาชีวิตเข้าแลกทำการเปลี่ยนแปลงสังคมเก่าไปสู่สังคมใหม่ที่ผู้คนมีความเท่าเทียมกันทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเสมือนโลกพระศรีอาริย์ที่สามารถเข้าถึงได้ในพุทธศตวรรษนี้ แรงบันดาลใจในวัยเด็กดังกล่าว แสดงออกอย่างชัดเจนในตอนท้ายของ "คำประกาศของคณะราษฎร" ฉบับที่ 1 ซึ่งแถลงในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ว่า "สิ่งที่ราษฎรทุกคนพึงปรารถนา คือ ความสุข ความเจริญอย่างประเสริฐ ซึ่งเรียกกันเป็นศัพท์ว่า ศรีอาริยะ นั้นก็จะพึงบังเกิดแก่ราษฎรถ้วนหน้า" นั่นเอง
อันที่จริงแล้ว โลกพระศรีอาริย์ คือภาพสัญลักษณ์ของสังคมอุดมคติ ที่นายปรีดีใฝ่ฝันตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งได้แปรมาเป็นรูปธรรมตามที่เสนอไว้อย่างเป็นวิชาการใน เค้าโครงการเศรษฐกิจ (หรือสมุดปกเหลือง) เมื่อเดือนมีนาคม 2476 ซึ่งเป็นร่างแผนการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกของไทย ได้กล่าวถึงอุดมการณ์เชิงสัญลักษณ์โลกพระศรีอาริย์อีกครั้งในตอนท้ายสมุดปกเหลือง เพื่อย้ำเตือนเพื่อน "ผู้ก่อการ" ต้องมิให้หลงลืมสัญญาประชาคม ที่จะนำราษฎรไปสู่ความสุขสมบูรณ์นั่นเอง
นอกจากนี้แล้วความคิดเกี่ยวกับโลกพระศรีอาริย์ ของปรีดี พนมยงค์นี้นั้นยังได้ส่งผลต่อแนวคิดเกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ด้วย กล่าวคือ แม้ว่าหากเราพิจารณาในเบื้องต้นนั้นจะเห็นได้ว่า แนวทางเศรษฐกิจสังคมที่ปรีดี พนมยงค์ เสนอไว้ในสมุดปกเหลือง จะเป็นสังคมนิยมแนวตะวันตกแต่ก็อาศัยหลักธรรมแห่งการอยู่ร่วมกันของชาวพุทธเป็นพื้นฐาน อันได้แก่หลัก สาราณียธรรม ซึ่งประกอบด้วย ความเมตตาเอื้ออาทรต่อกัน และหลักสาธารณโภคี คือการเฉลี่ยแบ่งปันเศรษฐทรัพย์และโภคทรัพย์ให้ได้ใช้สอยภายในชุมชนอย่างเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตามในรายระเอียดนั้นขอให้ท่านผู้ศึกษาได้ศึกษาในรายระเอียดในหัวข้อดังกล่าวนี้ ที่จะกล่าวต่อไปในหัวข้อที่เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ หรือ ที่เกี่ยวกับเค้าโครงเศรษฐกิจ / สมุดปกเหลือง ในหัวข้อต่อไป
สิ่งที่กล่าวมาดังกล่าวนี้นั้นอาจกล่าวให้เห็นถึงบริบท (Context) ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดการเปลี่ยนแปลง และความคิดทางการเมืองด้านอื่น ๆ ของปรีดี พนมยงค์ ได้พอเข้าใจ และทราบถึงสาเหตุความคิดของปรีดี พนมยงค์ ได้บ้างพอสมควร นอกจากนั้นแล้วคงพอให้สามารถรู้ถึงสิ่งที่เป็นเป้าหมายของความคิดของปรีดี พนมยงค์ได้อย่างถูกต้องแม่นตรง เพื่อการหลุดพ้นจากกรอบการตีความของรัฐไทยที่ผิดพลาดต่อแนวคิดต่าง ๆ ของปรีดี พนมยงค์ ที่เป็นบุคคลที่ก่อคุณประโยชน์อย่างมากมายหลายด้านต่อสังคมไทย รวมทั้งได้สร้างแนวคิดที่มีประโยชน์หลายอย่าง หลายแนวทางในสังคมไทย ซึ่งในรายระเอียดต่าง ๆ นั้นดังจะได้กล่าวลงในรายระเอียดต่อไปข้างหน้านั้นนั่นเอง
กำเนิดอุดมการณ์เพื่อสังคมของปรีดี พนมยงค์
หากพิจารณาบริบทความคิดความเชื่อในสังคมไทย ซึ่งนับถือศาสนาพุทธก็จะเห็นความเชื่อมต่อกันได้ไม่อยากเช่นกัน ในเรื่องของความเมตตากรุณาระหว่างของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความคิดในการอนุเคราะห์กันนั้นเป็นเพียงความคิดตะวันตกฝ่ายเดียว หากประเด็นหน้าสนใจอยู่ที่ว่า การปฏิวัติทางสังคมและการเมืองในยุคสมัยใหม่ในตะวันตกได้ประสานและนำเอาความคิดทางจริยธรรมและศาสนาเข้ามาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของความคิดทางการเมืองและสังคม รวมทั้งทางกฎหมายด้วยอย่างมีพลังและความเป็นจริง
หากมองในแนวคิดหรืออุดมการณ์ของปรีดี พนมยงค์ตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้ายมีอยู่มากมาย แต่ลักษณะเด่นของความคิดทางการเมืองในช่วงแรกของปรีดี พนมยงค์ได้แก่ การค้นพบบุคคลหรือปัจเจกชนในสังคม อันนำไปสู่การเสนอมโนทัศน์ใหม่ทางการเมืองต่อมา ด้วยการให้สำคัญกับราษฎรในฐานะที่เป็นมนุษย์ เทียบเคียงเสมือนกับชนชั้นสูงในเรื่องกฎหมายแห่งสิทธิและเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย พื้นฐานของความเป็นบุคคลสมัยใหม่ในวงวาทกรรมทางการเมืองของปรีดีนั้น ไม่ได้มาจากคุณสมบัติภายในของปัจเจกบุคคล มากเท่ากับเป็นการยอมรับและมอบให้กฎหมายสมัยใหม่พอเข้าใจได้ว่าเป็นเพราะสยามมาได้มีพัฒนาการของปรัชญาความคิดทางมนุษยนิยมที่สามารถกระทั้งแม้หักล้างความศักดิ์สิทธิและความชอบธรรมเหนืออำนาจธรรมชาติ เช่นพระเจ้า เทวดา หรือ อวตารของเทพในโลกมนุษย์ลงไปได้ ตรงข้ามผู้นำและนักคิดการเมืองเช่นปรีดี สามารถสร้างความต่อเนื่องการปกครองแบบใหม่กับสายสยามเก่าได้ ด้วยอาศัยระบบและความคิดทางกฎหมายทำหน้าที่เป็นทั้งกรอบควบคุมการปฏิบัติและพื้นฐานทางความคิดการเมืองของระบบประชาธิปไตยในระยะผ่านที่สำคัญยิ่ง
ความคิดของปรีดี ก่อนปฏิวัติ 2475 ไม่ได้เข้าไปในวงวนของอำนาจรัฐ แม้จะมีตำแหน่งหน้าที่ในกระทรวงยุติธรรม แต่ยังถือว่าอยู่ห่างไกลศูนย์กลางอำนาจ
แนวคิดทางการเมืองและสังคมของท่านค่อนข้างโน้มเอียงไปในทางราษฎรและฝ่ายที่เสียเปรียบ เรียกว่ามีจุดยืนที่เป็นความยุติธรรมของคนชั้นล่างตั้งแต่ต้น ตัวอย่าง การรับเป็นทนายความให้กับ นายลิ่มซุ่มหงวน ในคดี "พลาติสัย" พ.ศ.2463 คณะนั้นปรีดีกำลังเรียนกฎหมายอยู่ อายุเพียง 19 ปี และยังไม่เคยว่าความคดีมาก่อนเลย คดีพลาติสัยมีอยู่ว่า เรือโป๊ะของนายลิ่มหงวน จำเลยถูกพายุพัดไปโดนพลับพลา สถานที่ของรัฐบาลซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเสียหายไปเป็นราคา 600 บาท การสู้คดีนั้นในศาลชั้นต้นอัยการโจทก์เป็นผู้ชนะ หลังจากที่ปรีดีได้ยกข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งศาลอุธรณ์และศาลฎีกาก็พิจารณาเห็นต้องกันให้ฝ่ายจำเลยเป็นผู้ชนะคดีไปในที่สุด ข้อกฎหมายอันสำคัญที่ปรีดีใช้ในการอุธรณ์และสร้างความยุติธรรมขึ้นมาได้แก่ หลักคิดเรื่อง "ภัยนอกอำนาจ" ซึ่งท่านได้มาจากกฎหมายตราสามดวง อันเป็นกฎหมายเก่ามาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คดีพลาติสัยให้แง่คิดแก่ประวัติความคิดทางการเมืองได้เหมือนแสดงให้เห็นว่าก่อนก่อนที่จะมีการร่างและประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในปี พ.ศ.2470 นั้นในทางความคิดทางสังคมยังไม่มีสภาวะที่เรียกว่า "เหตุสุวิสัย" อันเป็น "เหตุใดๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี ไม่มีใครจะอาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลต้องประสบฤาใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควร
ปมเงื่อนไขที่เป็นปัญหาในกรณีนี้ได้แก่ บุคคลหรือปัจเจกบุคคลในสังคมที่มีความรับผิดชอบและมีความเป็นเหตุผลในการกระทำของตน ยังไม่มีดำรงอยู่ในสังคมสยาม คนเช่นนี้จะมีได้ก็ต้องมีความเป็นอิสระและมีเสรีภาพในตัวเอง มโนทัศน์เรื่องปัจเจกธรรม (individuality) จึงยังไม่เกิดขึ้นมา สภาพในทางชีวิตทางสังคมของราษฎรไทยยังจำกัดและขึ้นอยู่กับภาวการณ์ภายนอกตัวเองอย่างมาก ซึ่งก็สอดคล้องกับระบบอุปถัมภ์และพึ่งพาในระบบศักดินาเป็นอย่างดี แนวคิดภัยนอกอำนาจดังกล่าวเป็นวิธีคิดและให้เหตุผลอย่างใหม่ ตรงที่ว่าให้น้ำหนักและความสนใจไปที่บุคคลเป็นสำคัญขณะที่แนวคิดและตัวบทกฎหมายเก่าของไทยนั้น ก็มีสิ่งที่เรียกว่า ภัย 4ประการหรือในศัพท์ของปรีดีว่า"ภัยนอกอำนาจ" อันได้แก่ ราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย
ปรีดีอธิบายในคำอธิบายประมวลแพ่งและพาณิชย์อย่างดีว่าเป็นสิ่งที่บุคคลไม่อาจป้องกันให้เกิดขึ้นได้แม้จะได้ระมัดระวังป้องกันแล้วก็ตาม
อาจารย์ปรีชา สุวรรณทัตอธิบายว่า "คำ พลาติสัย เป็นคำกฎหมายเก่าก่อนที่จะบัญญัติศัพท์ คำว่า เหตุสุดวิสัย ขึ้นในมาตรา ๘ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ มาจากคำภาษาฝรั่งเศส Force majeure หรือ Cas fortuity ซึ่งเป็นคำที่ใช้อยู่ในกฎหมายฝรั่งเศสและมีความหมายกว้างถึงทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุแห่งธรรมชาติ ( fait de la nature ) การกระทำของรัฐ (fait du prince) หรือเกิดจาการกระทำของบุคคลที่สาม ( faitd’un tiers ) ความสำคัญขึ้นอยู่ที่ว่าไม่มีใครอาจป้องกันได้ จึงจะปลดเปลื้องจากความรับผิด(la force majeure est exoneratoire)"
คำว่า "พลาติสัย" มีความหมายว่า "มีกำลังยิ่ง"ซึ่งสอดคล้องกับความคิดทางการเมืองไทยเดิม ที่อธิบายการปกครองและความสัมพันธ์ระหว่างคนในรัฐด้วยจุดยืนและทรรศนะของผู้ปกครองเป็นสำคัญ เพราะจุดหมายของรัฐพุทธทัศน์นั้นอยู่ที่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสุขของส่วนรวม โดยวางอยู่บนเงื่อนไขของคุณสมบัติของผู้ปกครองเท่านั้น หลักการของการปกครองสำคัญจึงแสดงออกที่ธรรมของผู้ปกครอง ไม่ใช่ที่กำลังหรืออำนาจอะไรของราษฎรผู้อยู่ใต้การปกครอง ส่วนหลังนี้ต่างหากที่ต้องถูกควบคุมและสั่งสอนโดยผู้ปกครองอยู่เป็นนิตย์ อุดมการณ์รัฐและสังคมดังกล่าวจึงไม่อาจรองรับมโนทัศน์นอกอำนาจได้
เข้าใจว่าศัพท์ "ภัยนอกอำนาจ" จะเป็นคำประดิษฐ์ขึ้นใหม่ของปรีดีเองหรือมีใช้อยู่ในสมัยนั้นก็ได้ จุดเด่นของปรีดีคือการที่ท่านนำเอาวลีนี้ไปอิงกับหลักคิดในกฎหมายตราสามดวง สร้างความต่อเนื่องกับกฎหมายเก่าขึ้นมา แม้ "ภัยนอกอำนาจ" ที่ว่านี้หมายถึงนอกอำนาจของบุคคล ซึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาบุคคลยังไม่มีฐานะอันเป็นอิสระของตัวเองได้
เป็นการสร้างความต่อเนื่องระดับหนึ่งของแนวความคิดทางกฎหมายไทยจากกฎหมายเก่าสู่กฎหมายสมัยใหม่ ซึ่งการสร้างเอกภาพและความต่อเนื่องให้กับระเบียบสังคมใหม่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง จะเป็นลักษณะเด่นในความคิดทางการเมืองและสังคมของปรีดี พนมยงค์
พิจารณาในด้านประวัติภูมิปัญญาของสังคมไทย ความสำคัญของการเกิดมโนทัศน์ "ภัยนอกอำนาจ" คือการที่ส่วนหนึ่งของสังคมสยามขณะนั้น เริ่มตระหนักและรู้สึกถึงความสำคัญของบุคคลหรือปัจเจกบุคคลไม่ใช่เพียงการเป็นมนุษย์ และดำรงชีวิตอย่างมีศีลธรรมตามคำสั่งสอนในศาสนาที่แต่ละคนเชื่อถือ และปฏิบัติตนยึดถือคำสั่งของรัฐเป็นสรณะ จนทำให้การพัฒนาของบุคคลไม่อาจเกิดขึ้นมาได้นอกระบบราชการ เป็นภาวะของการทำให้คนต้องพึ่งพิงและอาศัยผู้เป็นใหญ่อยู่ร่ำไป ในขณะที่ผู้เป็นใหญ่ก็จำต้องหาและสร้างสมอำนาจบารมีให้มากขึ้นไปเรื่อยเพื่อช่วยเหลือแจกจ่ายให้กับผู้อยู่ใต้การปกครองและดูแลอุปถัมภ์ตลอดเวลา หากแต่เป็นความพยายามที่จะยกระดับให้คนข้างล่างได้มีโอกาสบรรลุเป้าหมายของระบบการเมืองและเศรษฐกิจสังคมได้ด้วย โดยไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับและร้องขออย่างไม่มีบทบาทและฐานะที่เป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองบ้างเลย
ข้อคิดอีกประการหนึ่งคือ การนำเอามโนทัศน์ภัยนอกอำนาจมาใช้ในกฎหมายไทยนั้นเป็นการควบคุมและกำกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เนื่องจากปัจเจกบุคคลเองก็เป็นผลิตผลและผู้ดำรงรักษาระบบทุนนิยมสมัยใหม่
การเกิดและใช้มโนทัศน์เช่นภัยนอกอำนาจ ในสภาพสังคมที่ราษฎรส่วนใหญ่ยังเป็นชาวนา มีฐานะกึ่งไพร่กึ่งทาส สถาบันทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่เกื้อหนุนความเป็นเสรีชนและเป็นอิสระจากการพึ่งพาไม่ว่าผู้มีอำนาจหรือธรรมชาติก็ตาม ยังล้าหลังหรือไม่ได้พัฒนาขึ้นมา จึงไม่อาจก่อรูปเป็นความจริงทางสังคมขึ้นได้ ความขัดแย้งดังกล่าวมีส่วนทำให้หรือไม่ก็เป็นผลมาจากการที่สถาบันกฎหมายและระบบยุติธรรมไทยขาดการพัฒนาทางปรัชญาที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง
รัฐธรรมนูญกับความคิดทางการเมืองไทยของปรีดี พนมยงค์
รัฐธรรมนูญกับความคิดทางการเมืองของท่านปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ถือได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทยที่กล่าวเช่นนั้น ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากว่าในวันดังกล่าวนั้นได้มีรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นเป็นฉบับแรกของไทย ซึ่งเราก็ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยบุคคลที่ทำการร่างฉบับดังกล่าวนี้ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดบุคคลหนึ่งก็คือ ท่านปรีดี พนมยงค์
จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จะพบว่าสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดประชาธิปไตยของท่านปรีดี โดยเฉพาะความต้องการที่จะเปลี่ยนระบอบการปกครองให้กลายมาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่เป็นระบบรัฐสภา เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของประชาชนอันเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึง การยอมรับความเป็นอำนาจสูงสุดของประชาชน เห็นได้จาบทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 27 มิถุนายน 2475
ขอยกตัวอย่าง เช่น การมีบทบัญญัติให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ซึ่งในระบอบเดิมนั้นอำนาจสูงสุดอยู่ที่บุคคลเพียงคนเดียว นั้นก็คือ พระมหากษัตริย์ โดยระบอบใหม่นี้ได้เปลี่ยนให้อำนาจมาอยู่กับคนหลายคน โดยมีรัฐธรรมนูญอันเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้ากำหนดรูปแบบแห่งการปกครองไม่ให้พระมหากษัตริย์อยู่กับความประสงค์ของพระองค์อีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วหากจะกล่าวว่าท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ก่อการอภิวัติการปกครอง สร้างรัฐธรรมนูญก็คงจะไม่ผิดอะไรมากนัก
นอกจากนี้สิ่งที่สะท้อนแนวคิดประชาธิปไตยของท่านปรีดี พนมยงค์ อย่างดีก็สามารถศึกษาได้จากข้อปฎิญาณตนของคณะราษฎรก่อนที่จะเข้ารับอำนาจภายใต้การเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี โดยปรากฏในรายละเอียด 6 ข้อดังต่อไปนี้
1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ทางศาล ทางเศรษฐกิจของประทศให้มั่นคง
2. จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ คือรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกๆคนทำจะวางเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
3. จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศให้มีการประทุษร้ายต่อกันให้น้อยลงให้มาก
4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน
5. จะต้องให้ราษฎรมีเสรีภาพอย่างเป็นอิสระ
6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
ดังนั้น จะเห็นแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยของท่านปรีดี พนมยงค์ ได้เป็นอย่างดี เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ว่า รัฐธรรมนูญที่คณะราษฎรสร้างขึ้นมานั้น ท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งขึ้นด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราสามารถกล่าวได้ว่าแนวคิดของท่านปรีดี พนมยงค์ที่ปรากฏในร่างเค้าโครงเศรษฐกิจหรือรัฐธรรมนูญก็ดี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสะท้อนที่เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าท่านปรีดีพนมยงค์ มีแนวคิดแบบประชาธิปไตยไม่ใช่เผด็จการหรือคอมมิวนิสต์อย่างที่กล่าวหากันและจากการที่ทำเพื่อประเทศชาติ ตามอุดมการณ์เสรีของท่าน โดยมุ่งหวังเพื่อประโยชน์ของชาติ จึงทำให้ท่านต้องถูกกำจัดจากศัตรูทางสังคมการเมืองไทย และนี้หรือคือคนดีที่ทั้งเมืองไทยไม่ต้องการผู้มีนามว่าปรีดี พนมยงค์
ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจกับความคิดทางการเมืองไทยของปรีดี พนมยงค์
นายปรีดี พนมยงค์ นับเป็นบุคคลสำคัญบุคคลหนึ่งของประเทศไทย เป็นบุคคลที่ทำให้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในพ.ศ. 2475 ในนามคณะราษฎร แลนอกจากนี้ก็ยังกู้ชาติไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นผู้ที่ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั่นเอง
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประเทศไทยได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจซึ่งในขณะนั้นการปกครองประเทศการบริหารประเทศอยู่ที่คณะราษฎรซึ่งยึดอำนาจในขณะนั้น โดยมีพระยาปกรณ์นิติธาดาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อประเทศไทยเจอกับปัญหาทางเศรษฐกิจ คณะราษฎรได้ประชุมอภิปรายถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หนึ่งในนั้นก็ได้มีนายปรีดีเข้าร่วมอภิปรายด้วย และในที่ประชุมทุกคนต่างก็ยอมรับในความรู้ความสามารถทางด้านเศรษฐกิจของนายปรีดี พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้มอบหมายให้นายปรีดีร่างเค้าโครงเศรษฐกิจในการมอบหมายให้นายปรีดีร่างเค้าโครงเศรษฐกิจนั้นก็ได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันหลายหนหลายครั้งโดยนายปรีดีไดเสนอต่อที่ประชุมว่า ในการที่จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไปนั้น จะต้องช่วยเหลือราษฎรในด้านเศรษฐกิจก่อน แต่ราษฎรของเราต้องการให้รัฐบาลเป็นผู้นำซึ่งในที่ประชุมก็ไม่ได้มีใครแสดงการโต้แย้งหรือแสดงความไม่พอใจใดๆในหลักการของนายปรีดี จะเห็นได้ว่าในเจตนารมณ์ของนายปรีดีนั้น ได้มุ่งถึงการบำรุงสุขสมบูรณ์ของราษฎรเป็นสำคัญ ในเนื้อหาสาระของร่างเคาโครงเศรษฐกิจนายปรีดีไดนำแนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ เฟรเดอริค ลิสต์ เป็นหลัก โดยแนวคิดของเฟรเดอริค ลิสต์ เน้นการผลิต การพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ นายปรีดีจึงไดนำแนวคิดนี้มาใส่ลงไปในร่างเค้าโครงเศรษฐกิจและนายปรีดีก็ได้เพิ่มเติมเสนอเรื่ององค์กรของประชาชนระดับพื้นฐานขนานกันไปด้วย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในร่างเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดีที่ได้ร่างขึ้นนั้นเนื้อหาสาระที่ปรากฏชี้ให้เห็นว่านายปรีดีต้องการที่จะให้ประชาชนนั้นพ้นจากความทุกข์ยาก และให้พ้นจากการพึ่งพาต่างชาติ ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจจากระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ทำให้สังคมเอเชียกลายเป็นประเทศชายขอบที่ถูกขูดรีด ถูกดึงเอาทรัพยากรส่งไปยังเมืองที่เป็นเมืองแม่ ซึ่งในประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกันกับประเทศชายขอบอื่นๆ แต่ก็ถือว่าความรุนแรงน้อยกว่าประเทศอื่น ซึ่งมิได้ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่นเพียงแต่ประชากรในประเทศอัตคัดขัดสนนางเศรษฐกิจเท่านั้น หลังจากนั้นนายปรีดีก็ได้นำขึ้นกราบทูลรัชกาลที่ 8 และพระองค์ก็ทรงเห็นด้วยและรับสั่งให้นายปรีดีจัดการเขียนโครงการขึ้น
เมื่อนายปรีดีได้ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจเสร็จแล้วก็ได้พิมพ์แจกจ่ายให้หมู่ผู้ก่อการและคณะกรรมการราษฎรอ่านเพื่อขอความคิดเห็นว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งฝ่ายพระยามโนปกรณ์นิติธาดาไม่เห็นด้วย และอ้างว่ารัชกาลที่ 8 ไม่ทรงเห็นด้วย นายปรีดีจึงได้ขอให้มีการประชุม ในการประชุมครั้งนี้ได้มีหม่อมเจ้าสกลวรรณาการ วรวรรณ ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญและมีความรอบรู้ในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งพระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้ขอร้องให้เข้าร่วมประชุมด้วย ในการประชุมครั้งนี้ต่างมีความเห็นไม่ตรงกัน ทำให้คณะราษฎรแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย ซึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็คือ พระยาทรงสุรเดช พระยามโนปกรณ์นิติธาดา และพระยาศรีวิสารวาจา พระยาทรงสุรเดชและผู้ก่อการบางคนมีความเห็นแย้งกับร่างเค้าโครงเศรษฐกิจ และพระยาทรงสุรเดชได้ประชุมกับนายทหารได้กล่าวหานายปรีดีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อที่ประชุมส่วนมากไม่เห็นด้วยตามร่างเค้าโครงเศรษฐกิจนายปรีดีก็ไม่คิดจะดำเนินการต่อไป และนายปรีดีก็ได้ลาออกจากคณะราษฎร
จากการที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดาให้นายปรีดีร่างเค้าโครงเศรษฐกิจและได้กล่าวหาว่านายปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์นั้นเป็นการกำจัดนายปรีดีออกไปจากเส้นทางการเมือง เพราะว่านายปรีดีและคณะผู้ก่อการรู้เท่าทันถึงการที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้ปฏิบัติเพราะตั้งแต่ที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้เป็นประธานคณะกรรมการแล้วได้บริหารแผ่นดินและประพฤติตนไปในทางที่เป็นปฏิปักษ์ และพยายามให้นายปรีดีไปต่างประเทศเพื่อที่จะล้มล้างรัฐธรรมนูญ ใหหลวงพิบูรณ์สงครามย้ายไปอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยพลรบให้พวกที่ก่อการคัดค้านพระยามโนปกรณ์นิติธาดาไปศึกษาต่อต่างประเทศ
จากทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเค้าโครงร่างเศรษฐกิจของนายปรีดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั้นเกิดจากผู้ที่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองและเป็นแผนการที่ทำลายคณะราษฎรให้หมดสิ้นไป เพราะว่าในร่างเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดีได้มีบางข้อบางเรื่องทีทำให้เกิดผลกระทบถึงผลประโยชน์ ผลได้ผลเสีย ของบุคลที่มีอำนาจบางกลุ่ม จึงพยายามคัดค้าน ต่อต้าน ไม่สามารถให้ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจเกิดขึ้น
ท่านปรีดีนั้นถือได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย โดยที่ท่านได้ให้ความสำคัญต่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ ความสมบูรณ์ของราษฎรและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม โดยสะท้อนผ่านความคิดของท่าน ซึ่งพื้นฐานความคิดที่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพทั้งทางการเงินและการคลัง และเมื่อพิจารณาพื้นฐานความคิดของปรีดีแล้วนั้น ทำให้เราได้เห็นได้ว่าท่านปรีดีนั้นได้ให้ความสนใจ และเอาใจใส่กับเรื่องต่างๆมากมายที่จะทำให้ประเทศพัฒนาทัดเทียมกับอารยประเทศ แต่ที่เห็นได้ชัดคงมี 5 ประเด็นสำคัญ คือ
1. เอกราชและอธิปไตยของชาติที่จะไม่ยอมให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ภายใต้อาณัติของต่างชาติ ซึ่งในความรักชาติของบุคคลต่างๆย่อมจะแตกต่างหรือลดหลั่นกันไปตามระดับของความเห็นแก่ตัวและความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของบุคคล ซึ่งบุคคลที่เป็นกลุ่มที่ผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมนั้น ย่อมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของชาติในส่วนรวม แต่ท่านปรีดีกลับมองว่าผู้ใช้แรงงานและชาวนายากจนต่างหากที่มีความรักชาติมากกว่ากลุ่มบุคคลผู้ครองอำนาจเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ไม่เพียงเท่านั้นท่านยังตระหนักถึงเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติสัมพันธ์กัน และการจัดการเศรษฐกิจที่ดีซึ่งก็คือ การขจัดหรือการบรรเทาความทุกข์ยากของราษฎรส่วนใหญ่ การพัฒนาสาธารณูปการ การรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังและการพึ่งพาตนเองโดยไม่ปล่อยให้ต่างชาติเข้ามามีอำนาจแลมีอิทธิพลเหนือการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ ย่อมจะส่งเสริมวามั่นคงในเอกราชและอธิปไตยของชาติ และการพึ่งพาต่างประเทศในขอบเขตอันสมควรซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค ไม่ใช่การพึ่งพาในลักษณะทุนนิยม
2. การฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบท ซึ่งประชาชนที่อยู่ในชนบทที่มีอาชีพเป็นชาวนาที่ยากจนนั้นขาดอำนาจที่จะต่อรองเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจกับบรรดากลุ่มนายทุน รวมทั้งขาดเงินทุน ขาดเทคโนโลยี ดังนั้นจึงถูกนายทุนครอบงำในการผลิตต่างๆเกิดการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของชาวนาไป จึงทำให้ชาวนาคงเป็นชาวนาที่ยากจนอยู่เหมือนเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ท่านปรีดีตระหนักในการที่จะฟื้นฟูความสมดุลทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบท โดยที่ให้ราษฎรรวมตัวกันเป็นสหกรณ์เอนกประสงค์ โดยมุ่งสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจไม่ใช่แบ่งปันผลประโยชน์ หรือที่เรียกว่า ระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์สังคมนิยมนั่นเอง
3. ความเสมอภาคและเสรีภาพในการประกอบเศรษฐกิจของราษฎร โดยไม่ปล่อยให้มีการเอารัดเอาเปรียบกัน
4. การจัดสวัสดิการสังคมเป็นหลักประกันไม่ให้ราษฎรอดอยาก ว่างงาน ไม่มีรายได้ และขาดการดูแลสุขภาพอนามัย โดยท่านปรีดีได้เสนอหลักการและร่างกฎหมายว่าด้วยการประกันสวัสดิการสังคมอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ 2475 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเป็นหลักการที่นานาอารยประเทศยอมรับและถือปฏิบัติสืบต่อกันมานาน
5. และในประเด็นสุดท้ายคือ ท่านปรีดีหีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์และการค้นคว้าวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์เทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และมีความเจริญก้าวหน้า จนกระทั่งสามารถสนองความ องการของเศรษฐกิจและสังคมได้ในทุกเรื่อง เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ทำให้ผลิตภาพในการผลิตของแรงงานเพิ่มมากขึ้น แต่ในทางด้านผลเสียท่านปรีดีก็ไม่ได้ละเลย โดยที่คิดว่าถึงแม้เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์อาจก่อให้เกิดการว่างงานได้เพราะช่วยประหยัดแรงงาน ท่านจึงแนะนำว่า แทนที่จะลดจำนวนคนงานลงอันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้แรงงาน แต่กลับสมควรที่จะลดวันหรือลดชั่วโมงการทำงานลง เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น และมีพลังงานและเวลาสำหรับดูแลครอบครัวและรับใช้กิจการสาธารณะ
สำหรับในบทบาททางเศรษฐกิจและความคิดทางเศรษฐกิจในช่วงที่ท่านปรีดีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น โดยที่ท่านปรีดีใช้เครื่องมือทางการคลังสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติ และสร้างความเป็นธรรมและความสุขสมบูรณ์แก่ราษฎร และสร้างความเสมอภาครวมทั้งประชาธิปไตยแก่มวลชน โดยได้ทำการปรั