บทที่ 1 บทนำ

posted on 17 Nov 2007 14:18 by worrawat
บทที่ 1 บทนำ1.1 ความสำคัญของปัญหา
               เราอาจกล่าวได้ว่าวรรณกรรมนั้นเป็นผลผลิตหนึ่งในผลผลิตที่เกิดจาการสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย และวรรณกรรมเองก็เป็นหนึ่งในผลผลิตที่สำคัญของมนุษย์ เพราะเนื้อหาสาระของวรรณกรรมนั้นนอกจากที่จะสะท้อนระบบการคิด แนวความคิด และแนวทางปฏิบัติของคนในสังคมอย่างชัดเจนแล้ว ยังสะท้อนถึงอุดมการณ์  ความเชื่อหรือแม้กระทั่งวิถีการดำรงชีวิตที่ยึดถือเป็นบรรทัดฐานของสังคมในยุคสมัยนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย กล่าวได้ว่าวรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า วาทกรรม (Discourses)[1] ซึ่งวรรณกรรมก็เสมือนกับเป็นภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ในอีกแง่มุมหนึ่งที่ส่งผลและมีอิทธิพลต่อระบบความคิดความเชื่อ อุดมการณ์ ค่านิยม แบบแผนปฏิบัติต่อกันของมนุษย์ในสังคม จนกระทั่งก่อให้เกิดสถาบันทางสังคม หรือการรวมกลุ่มกันของคนในสังคมขึ้นมาได้ แม้กระทั่งการสร้างองค์ความรู้หนึ่ง ๆ ขึ้นมาในสังคมในแต่ละช่วงเวลาเฉพาะของสังคมมนุษย์ และสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยที่ต่างกันออกไปดังกล่าวนั้นเราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การกำหนดองค์ความรู้ดังกล่าวนั้นไม่ส่งผลต่อการดำเนินไปซึ่งวิถีชีวิตของปัจเจกชนในสังคม ทั้งในแง่ของบทบาทและสถานภาพของปัจเจกชนที่แตกต่างกันในเรื่องของชนชั้นทางสังคม และแม้จะในชนชั้นทางสังคมที่เท่าเทียมกันก็ตามแต่ ก็ยังมีความแตกต่างกันในระหว่างปัจเจกบุคคลที่อยู่ในชนชั้นนั้น ๆ ในเรื่องของความแตกต่างระหว่างบทบาทและสถานภาพทางเพศระหว่างเพศชายกับเพศหญิงอีกด้วย
               หากเรามองในภาพรวมแล้วทุก ๆ สังคมในโลกล้วนแล้วแต่แบ่งแยกความเป็นเพศหลัก ๆ ออกเป็นสองเพศที่เป็นกระแสหลักคือ เพศชาย และเพศหญิง โดยเป็นการยึดหลักเกณฑ์การแบ่งตามคุณสมบัติทางธรรมชาติหรือที่เรียกว่า เพศสรีระ (Sex) โดยที่พิจารณาถึงความแตกต่างทางด้านสรีระร่างกายที่แตกต่างกันเป็นตัวแบ่งแยก เช่น อวัยวะ ยีนส์ ฮอร์โมน เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งคุณสมบัติทางธรรมชาตินี้เองที่นำมาสู่การแบ่งเพศโดยใช้หลักเกณฑ์ทางสังคมหรือที่เรียกว่า เพศสภาพ (Gender) คือการกำหนดให้แต่ละเพศมีบทบาทและสถานภาพในสังคมที่แตกต่างกันไป เช่น เพศชายจะถูกคาดหวังจากสังคมว่าต้องมีความเป็นผู้นำ ต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษ ต้องมีความอดทนเข้มแข็งไม่อ่อนแออย่างง่าย ๆ ต่อเรื่อง/อุปสรรคต่าง ๆ สำหรับเพศหญิงก็จะถูกคาดหวังจากสังคมว่าต้องมีความเป็นกุลสตรี มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือน เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งตามกรอบการมองของนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี (Feminism) มองการแบ่ง การจำแนกแยกแยะเพศออกเป็นเพศทางสังคมนี้ว่าเป็นการแบ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม เพราะว่าความแตกต่างทางธรรมชาติที่เป็นสิ่งที่ติดตัวเราทุกคนมาตั้งแต่กำเนิดนั้น กลับกลายไปสู่การเป็นสิ่งที่มากำหนดแนวความคิด แนวทางปฏิบัติ บทบาท สถานภาพ และกำหนดความคาดหวังจากสังคมที่มีต่อการแสดงออกซึ่งบทบาท สถานภาพของแต่ละเพศ (ปราณี วงษ์เทศ, 2534 : 24) ต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานั้นเป็นความแตกต่างกันที่เหนือกว่าความแตกต่างที่เป็นลักษณะของชีวะวิทยาเพียงเท่านั้น แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังเป็นผลพวงมาจากการสร้างองค์ความรู้บางอย่างขึ้นมาในสังคมเพื่อจัดการ ควบคุม กำหนด ให้บางสิ่งบางอย่างดำเนินไปตามความต้องการของผู้ที่กำหนดความรู้ ความเชื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องนั้น ๆ ขึ้นมา ซึ่งผู้ศึกษาจะพยายามศึกษาทำความเข้าใจว่าความแตกต่างในเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นว่ามีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสิ่งที่เราเรียกว่า วาทกรรม นี้หรือไม่อย่างไร
               ในความเป็นจริงเราคงเคยพบเห็นหรือคงเคยตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นผลที่มาจากอิทธิพลของวาทกรรมในรูปแบบของภาคปฏิบัติการณ์ของวาทกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ต่อการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงกันระหว่างเพศชาย หญิง เช่น ทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงบุตร ทำไมผู้ชายต้องมีสถานภาพหรือฐานะที่เปรียบเสมือนช้างท้าวหน้าคือต้องเป็นฝ่ายที่หาเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก ทำไมเวลาที่เราขึ้นโดยสารรถประจำทางผู้ชายต้องลุกให้ผู้หญิงนั่งถ้าที่นั่งเต็มทั้งที่เราก็ต้องจ่ายค่าโดยสารเท่า ๆ กัน ทำไมเวลาที่บ้านเรือนรกหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานบ้านงานเรือนบกพร่องเราจึงต้องมุ่งประเด็นในการลงโทษหรือลงความผิดต่อผู้หญิงเป็นหลักและมักจะมองว่าผู้หญิงที่บกพร่องเรื่องงานบ้านงานเรือนเป็นผู้หญิงที่ไม่เพียบพร้อมหรือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ต่าง ๆ เหล่านี้ที่กล่าวมา อาจเคยเป็นประเด็นคำถามของเราต่อบทบาทและสถานภาพที่เราต้องทำตามโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ที่มากำหนดการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพของเราแม้แต่ในอิริยาบถส่วนตัวของเรา และเป็นตัวกำหนดความคิด ความคาดหวังของสังคมต่อการดำเนินบทบาทและสถานภาพของเราในด้านต่าง ๆ นั่นเอง
         ในการศึกษานี้ผู้ศึกษาจึงต้องการที่จะตั้งคำถามต่ออิทธิพลของสิ่งเหล่านั้นที่มาควบคุมต่อการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพทางเพศของเราดังที่กล่าวมา ในการศึกษานี้มองว่าวาทกรรมในรูปแบบของวรรณกรรมรูปแบบต่าง ๆ ในอีสาน ก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดกฎเกณฑ์การดำเนินไปซึ่งวิถีทางเพศรวมทั้งการมีสถานภาพทางเพศของชาย หญิง ที่เหมือน เท่าเทียม หรือที่แตกต่างกันได้ด้วยนั่นเอง ซึ่งได้มุ่งที่จะวิเคราะห์ในส่วนของวาทกรรมอีสานเป็นหลัก จากเอกสารที่เป็นสิ่งที่ถูกปลูกสร้างขึ้นเป็นเสมือนองค์ความรู้และสื่อในการนำเสนอองค์ความรู้ต่าง ๆ ดังกล่าวแก่สังคมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และมีระดับในการทำความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไปอีก แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นบางทีก็แทรกอยู่ในวิถีชีวิตของเรา แทรกอยู่ในขบวนการขัดเกลาทางสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา คำสอน ความเชื่อ ค่านิยม ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะเป็นสิ่งที่มาบีบบังคับให้ปัจเจกบุคคลนั้นต้องกระทำตามโดยทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว และเป็นเสมือนบรรทัดฐานทางสังคมในแต่ละสังคมและในแต่ละช่วงเวลาเฉพาะอีกด้วย กล่าวคือ องค์ความรู้ ความเชื่อ ในเรื่องหนึ่งนั้นแม้จะเป็นจริงในยุคสมัยหนึ่งสมัยใดแต่ก็หาใช่ว่าจะมีความจีรังยั่งยืนกลายเป็นความเชื่อ ความรู้ที่เป็นกระแสหลักทุกยุคทุกสมัยได้ เช่น ในสังคมตะวันตกยุคหนึ่งผู้หญิงผิวขาวเป็นผู้หญิงที่ดูแล้วผิวสวย แต่ในปัจจุบันผู้หญิงที่ผิวสวยกลับเป็นผู้หญิงที่มีผิวสีแทนนิดนิดผสมอยู่ด้วย เราจะเห็นสิ่งที่ตามมาจากการสร้างองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ก็คือมีการสร้างเครื่องอาบแดด มีการท่องเที่ยวตามชายหาดเพื่ออาบแดด ซึ่งจะเป็นการที่จะสามารถทำให้ผู้หญิงมีผิวสีแทนได้ ดังที่กล่าวมานั้นเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องผิวพรรณของผู้หญิงที่เรียกว่าเป็นผิวที่มีความสวยงาม จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคแต่ละสมัย และน่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น ซึ่งในการศึกษาในหัวข้อดังกล่าวนี้นั้นผู้ศึกษาจะวิเคราะห์ถึงเนื้อหาของสิ่งที่เป็นภาคปฏิบัติการของวาทกรรมในสังคมอีสาน เพื่อที่จะทราบและแยกแยะองค์ประกอบ แยกแยะความสัมพันธ์ ในวาทกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นเพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างวาทกรรมเหล่านนั้นกับการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพของเพศชาย หญิง ที่ปรากฏและดำรงอยู่ในสังคมอีสานและที่ฝังแฝงอยู่ในวาทกรรมในรูปแบบของวรรณกรรมอีสานในรูปแบบต่าง ๆ ที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย ดังที่จะนำมาศึกษาในหัวข้อการศึกษาดังกล่าวนี้
                แต่อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาในหัวข้อ วาทกรรมกับบทบาทและสถานภาพชาย หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานนี้นั้น ในการศึกษาที่จะสามารถกล่าวถึงหรือเอ่ยถึงวรรณกรรมที่เป็นวรรณกรรมของท้องถิ่นอีสานได้ครบถ้วนนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้ใช้ระยะเวลาในการเก็บรวบรวม วิเคราะห์และรวมทั้งตีความหมายของข้อมูลอย่างมากพอสมควร เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าวรรณกรรมอีสานนั้นมีอยู่มากมาย และมีรูปแบบ รวมทั้งแตกต่างกันทั้งในระดับของความยากง่ายในการทำความเข้าใจ และแตกต่างกันในเรื่องของรูปแบบในการเขียน/บันทึกและถ่ายทอดด้วย กล่าวยกตัวอย่างในข้างต้นนี้เช่น บุญประเพณีต่าง ๆ ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ คลอง - กะลำ ผญา กลอนลำ นิทาน นิยาย ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น วรรณกรรมที่ได้กล่าวยกตัวอย่างมาในข้างต้นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีการสื่อสารเพื่อให้เกิดความหมาย คุณค่า กฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขขึ้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่าง ๆ เหล่านั้นส่งอิทธิพลต่อการควบคุมสังคม สถาบันและปัจเจกบุคคลว่า อะไรควรนำเสนอ/สื่อความ อะไรควรเชื่อ/ปฏิบัติตาม รวมทั้ง มีผลกระทบต่อการสร้างชุดของความรู้หรือความจริงขึ้นในสังคมในช่างเวลาเฉพาะด้วย ทั้งยังมีอำนาจในการเก็บกด/ปิดกั้น ไม่ให้แสดงบทบาทที่แตกต่างไปจากวาทกรรมกระแสหลักด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งหากเราต้องการศึกษาผลกระทบที่เกิดจากอำนาจของวาทกรรมที่มีต่อเรื่องสถานภาพและบทบาทของเพศชาย หญิงแล้ว สิ่งที่กล่าวยกตัวอย่างมาในข้างต้นนั้นในแต่ละสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่น่าศึกษา และเป็นเรื่องที่จะสามารถนำเราเข้าสู่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสถานภาพและบทบาทของเพศชาย หญิงที่เป็นผลมาจากบทบาทของวาทกรรมเหล่านั้นในสังคมได้ด้วย แต่เนื่องจากผู้ศึกษามีเวลาในการศึกษาค่อนข้างที่จะจำกัด ทั้งความรู้และความสามารถของผู้ศึกษาเองยังไม่อาจสามารถที่จะกระทำการได้ถึงเพียงนั้น ในหัวข้อการศึกษาดังกล่าวนี้ ผู้ศึกษาจึงจะขอกล่าวถึงหรือวิเคราะห์ถึงวรรณกรรมบางอย่างซึ่งจะได้นำมาวิเคราะห์เฉพาะสิ่งที่ผู้ศึกษาคิดว่าน่าจะจำเป็นและสามารถทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เป็นตัวประกอบสร้างบทบาทและสถานภาพชาย หญิงที่ดำเนินอยู่ในสังคมอีสาน และเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษามองว่าเพียงพอที่จะสามารถวิเคราะห์ให้เห็นถึงต้นตอของการประกอบสร้างหรืออุดมการณ์ความคิด ความรู้ที่อยู่เบื้องหลังเท่านั้น ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในหัวข้อของการศึกษาและวิเคราะห์ต่อไป
        หากเรากล่าวถึงวัฒนธรรมอีสาน หรือความเป็นอีสานแล้วนั้นเราอาจจะต้องศึกษาอย่างมากในการที่จะสามารถอธิบายถึงกำเนิดของวัฒนธรรมของอีสานในด้านต่าง ๆ ได้ เพราะคนที่ถือว่าเป็นคนอีสานพวกแรกนั้นมีชีวิตเร่ร่อนอยู่ในดินแดนอีสานมากว่า 5,000 ปีมาแล้ว เพราะหลังจากนั้นมีหลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่าคนเหล่านี้ปลูกเรือนอยู่เป็นที่ รู้จักปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ และเริ่มมีประเพณีการฝังศพของคนตาย แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะสามารถชี้ชัดได้ว่า คนอีสานกลุ่มดังกล่าวนี้เป็นคนกลุ่มไหน หรือเป็นกลุ่มคนเผ่าพันธุ์ใด (สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2543 : 14) แต่เราก็อาจกล่าวเหมารวมได้ว่าวัฒนธรรมของคนอีสานนั้นมีมาอย่างยาวนาน ประเพณีอีสานและพิธีกรรมตามประเพณีของชาวอีสานที่เรียกว่า ฮีตสิบสองคลองสิบสี่นั้นเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับทั้งความเชื่อในอำนาจนอกเหนือธรรมชาติและพุทธศาสนาเถรวาท มีทั้งพิธีกรรมอันเป็นประเพณีที่เป็นสิ่งปฏิบัติและจารีตที่ยึดถือสืบต่อกันมา  และในแง่วรรณกรรมที่เป็นตำนาน นิทาน ผญา เหล่านี้เป็นต้น ที่เป็นสิ่งที่เกิดจากการสรรสร้างของปราชญ์ชาวอีสาน ที่มีทั้งวรรณกรรมพื้นบ้าน วรรณกรรมประเภทตำนาน วรรณกรรมทางศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนาเฉพาะพุทธศาสนาเถรวาท รูปแบบวรรณกรรมอีสานโดยส่วนใหญ่เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ[2](ชลิต ชัยครรชิต. 2544 : 73 - 125) จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าวรรณกรรมอีสานนั้นมีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน และผลที่เกิดกับบทบาททางเพศและสถานภาพทางเพศชาย หญิงที่แตกต่างกัน หรือเหมือนกันดังที่จะได้วิเคราะห์ต่อไปในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ผ่านวรรณกรรมอีสานในหัวข้อการศึกษานี้ต่อไป
             แต่หากเราจะได้กล่าวถึงต้นสายปลายเหตุของความคิด ความสนใจในการที่จะศึกษาในหัวข้อดังกล่าวนี้แล้ว กล่าวได้ว่า ผู้ศึกษานั้นได้รับอิทธิพลมาจาก การเขียนศึกษาและเขียนรายงานในหัวข้อ สตรีนิยม (Feminism) : แนวคิดว่าด้วยวาทกรรมกับการถูกจำกัดพื้นที่ของผู้หญิง ในรายวิชาทฤษฎีการเมืองและสังคม (1301401) ในภาคเรียนที่ 1/2550 ที่เสนอต่อ อาจารย์ ดร.วินัย ผลเจริญ ซึ่งในบทความดังกล่าวนั้นผู้ศึกษาได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับมิติในเรื่องของ เวลา (Time) และ สถานที่ (Space/Place) ของเพศชายหญิงที่แตกต่างกันอันเป็นผลมาจากวาทกรรมในสังคมไทย ซึ่งในบทความชิ้นดังกล่าวนั้นผู้ศึกษาได้พยายามเสนอถึงบทบาทของวาทกรรมที่มีผลต่อการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของเพศชาย หญิง เป็นประเด็นทางเพศที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเพศในสังคม ที่บางครั้งเราอาจมองข้ามในประเด็นเหล่านั้น ข้อสรุปของผู้ศึกษาในบทความดังกล่าวที่ว่า วาทกรรมมีผลอย่างสำคัญต่อการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ในการแสดงบทบาท และรวมไปถึงการดำรงอยู่ซึ่งสถานภาพทางเพศที่แตกต่างกันของเพศชาย หญิงนั้น เป็นสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นต้นเรื่องที่ทำให้ผู้ศึกษาต้องการที่จะหาความรู้ และทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับอำนาจ/อิทธิพลของวาทกรรมที่มีผลต่อการกำหนดบทบาทและสถานภาพทางเพศของชายหญิงในสังคมอีสาน อันเกิดจากอิทธิพลของวาทกรรมท้องถิ่นอีสานที่มีบทบาทต่อการดำเนินไปของเพศวิถี (Sexuality) ของแต่ละเพศ ในด้านต่าง ๆ มาอย่างยาวนานดังที่ได้กล่าวมา ซึ่งผู้ศึกษาต้องการทำความเข้าใจและอธิบายถึงอำนาจของวาทกรรมท้องถิ่นอีสานในการส่งอิทธิพลดังกล่าวเพื่อที่จะสามารถอธิบายสภาพการเป็นไปของสิ่งที่วาทกรรมดังกล่าวนั้นต้องการ และต้องการที่จะวิเคราะห์ถึงอุดมการณ์ต่าง ๆ ที่ฝังแฝงอยู่ภายในวาทกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวเหล่านั้น เพื่อที่จะสามารถรับรู้ถึงสภาพของสถานภาพและบทบาทของเพศชาย หญิง ที่อยู่ภายใต้วาทกรรมเหล่านั้นนั่นเอง
              ดังนั้น การศึกษาในหัวข้อ วาทกรรมกับบทบาทและสถานภาพชาย หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานดังกล่าวนี้ผู้ศึกษาจึงต้องการที่จะศึกษาถึงอิทธิพลของวาทกรรมอีสานที่ส่งผลต่อการดำเนินไปของบทบาทและสถานภาพทางเพศในสังคมอีสานว่ามีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันเพียงใด เท่าใด ศึกษาถึงเนื้อหาของวรรณกรรมต่าง ๆ ที่จะนำมาวิเคราะห์เพื่อที่จะสามารถทำให้เราทราบถึงสิ่งที่เป็นส่วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันกับเรื่องบทบาทและสถานภาพทางเพศของชาย หญิง และนอกจากนั้นแล้วยังจะได้ทำการณ์วิเคราะห์ถึงสิ่งที่สาเหตุของสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าว หรือสิ่งที่เป็นผลมาจากความเชื่อ หรืออุดมการณ์ใดที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดหรือวาทกรรมเหล่านั้น เพื่อที่จะอธิบายถึงสิ่งที่เป็นสาเหตุหรืออุดมการณ์เบื้องหลังความคิดเหล่านั้น และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ความรู้ดังกล่าวนั้นกับผลขององค์ความรู้นั้นคือวาทกรรมในรูปแบบของวรรณกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ในอีสาน และอิทธิพลที่เกิดจากผลขององค์ความรู้นั้น ๆ ต่อบทบาทและสถานภาพชาย หญิงในสังคมด้วยนั่นเอง 
1.2 วัตถุประสงค์ในการศึกษา                     
    1.2.1 ต้องการศึกษาเนื้อหาของวรรณกรรมอีสานเกี่ยวกับสถานภาพและบทบาทของชาย - หญิง        
  1.2.2. เพื่อศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของวรรณกรรมอีสานที่ส่งผลต่อการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพทางเพศชาย หญิง
 1.3 จุดมุ่งหมาย              
  1.3.1 เพื่อทราบถึงเนื้อหาของวรรณกรรมอีสานที่เกี่ยวสถานภาพและบทบาทชาย - หญิง        
 1.3.2. เพื่อทราบถึงอิทธิพลที่เกิดจากวาทกรรมที่มีต่อบทบาทและสถานภาพชาย - หญิง 
1.4 ทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัย
                1.4.1 แนวคิดทฤษฎี
                                แนวคิดว่าด้วยเรื่อง วาทกรรม (Discourse) และแนวการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) ของ มิเชลล์ ฟูโกต์ (Michel Foucault)
 1.5 กรอบแนวคิด
                 ในการศึกษาในหัวข้อศึกษานี้ จะเป็นการศึกษาถึงเนื้อหาและอิทธิพลของวาทกรรมอีสานต่อบทบาทและสถานภาพชาย หญิง โดยอาศัยกรอบคิดการศึกษาต่าง ๆ มาสร้างเป็นสมมติฐานชั่วคราว เพื่อที่จะนำมาสู่การตอบคำถามในการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาในหัวข้อดังกล่าวนี้ โดยที่การสำรวจกรอบคิดทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องแล้ว ผู้ศึกษาจะอาศัยแนวการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) ของ มิเชลล์ ฟูโกต์ มาเป็นแนวทางในการอธิบายเพื่อที่จะทำให้เราเห็นถึงฐานะการเป็นวาทกรรม (Discoursivity) ของวรรณกรรมต่างๆ ในท้องถิ่นอีสานในส่วนที่เราจะนำมาวิเคราะห์เพื่อที่จะแยกแยะและตีความให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างวาทกรรมในรูปของวรรณกรรมอีสานดังกล่าวนั้นกับบทบาทและสถานภาพชาย หญิง ทั้งที่เป็นระบบและกระบวนการในการสร้าง/ผลิต (constitute) เอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance) รวมทั้งการผลิตความหมายเกี่ยวกับความจริงในเรื่องต่างๆ ซึ่งหมายถึงการผลิตชุดของความรู้ กฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติทางสังคม การมีสถาบันทางสังคมและปฏิบัติการทางสังคมที่ต่อเนื่องมาจากความรู้นั้น ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงให้คนนิยามตนเองตามความรู้ที่ถูกผลิตออกมา ในการศึกษาดังกล่าวนี้นั้นผู้ศึกษาจึงจะใช้แนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรมดังกล่าวมาเป็นกรอบในการตีความ ในการวิเคราะห์ถึงเนื้อหาและอิทธิพลของวรรณกรรมที่มีต่อบทบาทและสถานภาพเพศชาย - หญิงในอีสาน
 1.6 สมมติฐาน
          จากการสำรวจแนวคิดทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้นำมาเป็นกรอบในการศึกษาและกำหนดคำถามวิจัยและสมมติฐาน ดังนี้
                1.6.1 เนื้อหาของวรรณกรรมอีสานเกี่ยวกับสถานภาพและบทบาทของชาย หญิงเป็นอย่างไร
                                : เนื้อหาต่าง ๆ ที่เป็นภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรมในวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานนั้นส่งเสริมต่อการมีสถานภาพและบทบาทที่เหนือกว่าของเพศชายมากกว่าเพศหญิง
                1.6.2 อิทธิพลของวรรณกรรมอีสานที่ส่งผลต่อการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพทางเพศชาย หญิงอย่างไร
                                : ในการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพทางเพศของทั้งเพศชายและเพศหญิงนั้นเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์/ได้รับอิทธิพลเป็นอย่างยิ่งจากวาทกรรมในการดำรงชีวิตและในการดำเนินไปของเพศวิถี
                1.6.3 สมมติฐานโดยรวม 
                                : วาทกรรมที่ถ่ายทอดในสังคมอีสานน่าจะตกอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า สังคมชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Society) ทำให้ส่งผลต่อการกำหนดวาทกรรมที่กลายมาเป็นวาทกรรมหลักของสังคมนั้นตกอยู่ภายใต้แนวคิดดังกล่าว ทำให้สถานภาพ และบทบาทของเพศหญิงมีความด้อยกว่าเพศชาย
 1.7 วิธีการศึกษ
           รูปแบบการศึกษานั้นผู้ศึกษาจะใช้การศึกษาผ่านการทบทวนและวิเคราะห์วรรณกรรม โดยจะใช้วิธีการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงคุณภาพเป็นด้านหลัก ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาที่เรียกว่า การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เป็นงานวิจัยประเภทที่ใช้ข้อมูลจากเอกสาร ซึ่งปกติเป็นข้อมูลทุติยภูมิหรือข้อมูลปฐมภูมิจากแหล่งที่มีผู้เก็บรวบรวมไว้แล้ว และเนื่องด้วยการที่งานวิจัยประเภทนี้จะต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบและความเป็นนักอ่านของนักวิจัยเป็นอย่างมาก โดยจะต้องทำการค้นคว้าจากแหล่งที่มีข้อมูลอยู่แล้ว และพยายามตีกรอบข้อมูลเหล่านั้นให้สอดคล้องตรงประเด็นกับสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการวิจัยของตนให้ได้ เพื่อความเหมาะสมกับขอบเขตของการศึกษาทั้งในมิติเรื่องเวลาและขอบเขตเรื่องพื้นที่แล้วนั้น ผู้ศึกษาจึงจะใช้วิธีการศึกษาที่เป็นเรื่องของวรรณกรรมในท้องถิ่นอีสานที่พอจะสามารถวิเคราะห์ให้สามารถอธิบายและพิสูจน์สมมติฐานได้เพียงพอ                ประกอบไปด้วยการวิเคราะห์ผ่านแนวคิดว่าด้วยเรื่อง วาทกรรม (Discourse) และแนวการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) ของ มิเชลล์ ฟูโกต์จากวรรณกรรมอีสาน ซึ่งในการศึกษานี้จะศึกษาผ่านเอกสารที่เป็นรูปแบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือ ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ อินญานสอนลูก ผญา กะลำ กฎหมายอีสาน เหล่านี้เป็นเอกสารที่ผู้ศึกษาจะใช้นำมาวิเคราะห์เป็นหลัก ซึ่งจะนำมาวิเคราะห์เท่าที่จะสามารถพอทำให้ผู้ศึกษาสามารถที่จะตอบคำถามตามวัตถุประสงค์ และจุดมุ่งหมาย รวมถึงการตรวจสอบสมมติฐานได้อย่างพอสมควรแก่การเข้าใจ 1.8 ขอบเขตของการศึกษา
                ขอบเขตด้านพื้นที่ที่ใช้ในการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้เนื่องจากผู้ศึกษาใช้วิธีการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงคุณภาพเป็นด้านหลัก ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาที่เรียกว่า การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ในการกำหนดขอบเขตด้านพื้นที่นี้ผู้ศึกษาจึงจะตีความคำว่าพื้นที่ในที่นี้ว่าเป็นเอกสารในการนำมาวิเคราะห์แทนการตีความคำว่าพื้นที่ที่หมายถึงตำแหน่งแห่งที่ หรืออาณาบริเวณ ผู้ศึกษาจึงจะจำกัดขอบเขตการศึกษาโดยจะเลือกนำวรรณกรรมที่จะนำมาวิเคราะห์นั้น จะนำมาวิเคราะห์เฉพาะวรรณกรรมอีสานบางอย่างที่ผู้เขียนมองว่ามีความสำคัญเป็นหลัก
                ขอบเขตในเรื่องของเวลา ในการศึกษาในหัวข้อดังกล่าวนี้ผู้ศึกษาจะใช้เวลาในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งตีความภายใต้กรอบแนวคิดเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน เป็นระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา คือ ภาคการศึกษาที่ 2/2550
  1.9 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
                1.9.1 มีองค์ความและมีความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของวรรณกรรมอีสานต่อบทบาทและสถานภาพทางเพศชาย หญิง ได้อย่างเข้าใจและทราบถึงสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ที่สะท้อนผ่านและฝังแฝงอยู่ในเนื้อหาของวรรณกรรมเหล่านั้นด้วย
                1.9.2 สามารถเข้าใจและรับรู้ถึงอิทธิพลรวมทั้งอำนาจของวาทกรรมที่มีต่อการดำเนินไปซึ่งบทบาททางเพศชายและหญิง ทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกัน ทั้งที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันและไม่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอิทธิพลที่เกิดจากวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน
 1.10 คำจำกัดความ   
             1.10.1 สถานภาพ (Status) หมายถึง ฐานะหรือเกียรติภูมิของบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมนับถือจากสาธารณชน หรือหมายถึงสิทธิหน้าที่บทบาทของบุคคล สถานภาพทางสังคม (Social Status) หมายถึง ตำแหน่ง ยศ หรือฐานะ ทีแสดงถึงความต่ำสูงของบุคคล เมื่อเปรียบเทียบกันกับบุคคลอื่นในสังคม และบุคคลหนึ่ง ๆ นั้นก็อาจมีได้หลาย ๆ สถานภาพในตัวคน ๆ เดียวกัน
                 1.10.2 บทบาท (Role) หมายถึง หน้าที่หรือพฤติกรรมที่สังคมกำหนดและคาดหมายให้บุคคลกระทำ หน้าที่ดังกล่าวนี้จะเป็นสิ่งที่มาผูกพันกับการดำเนินไปซึ่งวิถีทางเพศและเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับสถานภาพทางด้านต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน
                1.10.3 วรรณกรรม (Literature) หมายถึง สิ่งที่เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสารเรื่องราวให้เข้าใจ ระหว่างมนุษย์ ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์คิดค้น และสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อใช้สื่อความหมาย เรื่องราวต่าง ๆ ภาษาที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารได้แก่
                                1.10.3 .1. ภาษาพูด โดยการใช้เสียง
                                1.10.3 .2. ภาษาเขียน โดยการใช้ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ และภาพ
                                 1.10.3 .3. ภาษาท่าทาง โดยการใช้กิริยาท่าทาง หรือประกอบวัสดุอย่างอื่น
                นอกจากนั้นแล้วหากจะแบ่งประเภทของวรรณกรรมออกเป็นประเภทราก็อาจสามารถแบ่งประเภทของวรรณกรรมดังกล่าวนี้ออกได้เป็น 2 ประเภทคือ วรรณกรรมประเภทร้อยแก้ว และวรรณกรรมประเภทร้อยกรอง ที่มีลักษณะแตกต่างกันทั้งในลักษณะของรูปแบบงานเขียนและอาจแตกต่างกันในรูปแบบการนำเสนอด้วย วรรณกรรมถ่ายทอดความรู้ ความคิดและสิ่งที่เป็นความจริงและฝังแฝงไปด้วยค่านิยมบางอย่างอยู่ภายใน


[1] ผู้ศึกษายึดความหมายจากการให้ความหมายของคำว่า วาทกรรม ตามแนวคิดของ มิเชลล์ ฟูโกต์ (Michel Foucault) ที่ไม่ได้มองว่าวาทกรรมเป็นแค่ ภาษา คำพูด หรือถ้อยแถลงเท่านั้น แต่วาทกรรมคือ การผลิตความหมายเกี่ยวกับความจริงในเรื่องต่าง ๆ ดู ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. วาทกรรมการพัฒนา : อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิภาษา, 2543), หน้า 19 - 41
[2] วรรณกรรมมุขปาฐะ คือ วรรณกรรมที่ถ่ายทอดโดยการบอก การเล่า และการขับร้อง ไม่ว่าจะเป็นในโอกาสหรือในวาระใด เช่น ในการนอน การรำ หรือพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นต้น ดู 481010359/Literature5.htm> 14 พฤศจิกายน 2550

edit @ 17 Nov 2007 21:16:03 by มุ้ย

Comment

Comment:

Tweet

comment2, çíàêîìñòâî ã ñî÷è, çíàêîìñòâà òðàíñ ðîñòîâ íà äîíó, ñåêñ çíàêîìñòâà ãîðîä ãàé,

#38 By Ktrfifjk (93.174.93.154) on 2010-07-09 20:04

comment2, çíàêîìñòâà 35-50 íèæíåâàðòîâñê, çíàêîìñòâà ÷åëíû äåâóøêà, ïàðà èíòèì çà äåíüãè, èíòèì çíàêîìñòâà ñòàðîäóá,

#37 By Zbgndytk (93.174.93.154) on 2010-07-09 19:42

comment2, çíàêîìñòâà çà òãðàíèöåé, íîãèíñê èíòèì óñëóãè ïðîñòèòóòêè, çíàêîìñòâà ãîðîäà ðÿçàíè íîâîñòü, ãäå ïîçíàêîìèòüñÿ ñ áîãàòûì ìîñêâè÷îì,

#36 By Bmqlpugf (93.174.93.154) on 2010-07-09 19:30

comment2, çíàêîìñòâî ñ âåðáåëëèíçåå, çíàêîìñòâà èùó ïàðíÿ ñòðàïîí, çíàêîìñòâà ãîðîä äåäîâñê,

#35 By Utbhmoyl (93.174.93.154) on 2010-07-09 18:33

comment6, çíàêîìñòâî âííîâãîðîäå, ñåðüåçíûå çíàêîìñòâà â ñàìàðå, çíàêîìñòâà ïî òàòàðñòàíó net, ñåêñ çíàêîìñòâà ãîðîä ðûáèíñê,

#34 By Uocruumr (93.174.93.154) on 2010-07-09 18:11

comment5, çíàêîìñòâà â ìîñêâå ñ, èíòåðíåò çíàêîìñòâà â íåôòåêàìñêå, ëåãêèå çíàêîìñòâà â ìèíñêå,

#33 By Ebsrhysy (93.174.93.154) on 2010-07-09 17:59

comment5, çíàêîìñòâî ñ ñâèíãåðàìè, ñåêñ çíàêîìñòâà ã. òåìðþê, ñåêñ çíàêîìñòâà â ãîðîäå ñâåòëîì, çíàêîìñòâà â èçðàåë,

#32 By Yrdhnzxw (93.174.93.154) on 2010-07-09 17:48

comment3, çíàêîìñòâà ïî êàðòèíêå èç êîëîìíû, èíòèì äëÿ æåíùèí íèæíèé íîâãîðîä, ìîëîäåæíûå çíàêîìñòâà â ñàíêò ïåòåðáóðãå, èíòèì çíàêîìñòâà â êèøèíåâ,

#31 By Hqqcgiqt (93.174.93.154) on 2010-07-09 17:25

comment6, çíàêîìñòâî ëèïåöêàÿ îáëàñòü, ïèòåð èíòèì òðàíññåêñóàëêè, çíàêîìñòâà ñ äåâóøêàìè â áåëàðóñè,

#30 By Vsjpajed (93.174.93.154) on 2010-07-09 17:13

comment5, çíàêîìñòâî â êàëóãà, çíàêîìñòâà êðûì êðûìñêèå çíàêîìñòâà, çíàêîìñòâà äëÿ ëþáèòåëåé ëèçàòü,

#29 By Ksntkota (93.174.93.154) on 2010-07-09 17:02

comment3, ñàìàðà òàòàð çíàêîìñòâà, õî÷ó ïîçíàêîìèòüñÿ ñ íåãðîì, çíàêîìñòâà â ñàìàðå ñ íîìåðàìè, çíàêîìñòâà îò 50 ëåò,

#28 By Dtkeqguv (93.174.93.154) on 2010-07-09 16:40

comment2, ñåêñ çíàêîìñòâî â êîëïèíî, çíàêîìñòâà äëÿ æåíùèí â ÿêóòèè, ïîçíàêîìèòüñÿ äëÿ ñåêñà â òþìåíè, çíàêîìñòâà ñ èñïàíöåìè,

#27 By Acywzrqd (93.174.93.154) on 2010-07-09 16:05

comment2, çíàêîìñòâà ã ìîñêâà ñåêñ íîâîñòü, èíòèì çíàêîìñòâà íîâîóçåíñê, çíàêîìñòâà êðèâîé ðîã äåâóøêè, èæåâñê çíàêîìñòâà ñ äåâóøêàìè,

#26 By Iypqyhyh (93.174.93.154) on 2010-07-09 15:54

comment3, èíòèì ñàéò èæåâñê, ñâèíã çíàêîìñòâà â âîðîíåæå, çíàêîìñòâî èíòèì îáüÿâëåíèå, ìóðìàíñê êëóá èíòèì çíàêîìñòâ,

#25 By Mnepadxo (93.174.93.154) on 2010-07-09 15:20

comment5, çíàêîìñòâà îò ïîðòàëà ìàìáà, èíòåðíåò çíàêîìñòâàõ ðåàëüíûå, çíàêîìñòâà äëÿ ñåêñà ãîðîä ïîäîëüñê ìî,

#24 By Zprnvsof (93.174.93.154) on 2010-07-09 14:57

comment3, çíàêîìñòâà äëÿ ñåêñà óðóñ ìàðòàí, ïåðìü çíàêîìñòâà èíòèì ñåêñ, èíòèì çíàêîìñòâà ìîñêâà íàòàøà öåíòð, òðàíñóàëû èíòèì çíàêîìñòâà ìîñêâà,

#23 By Ncuumbib (93.174.93.154) on 2010-07-09 14:46

comment2, ïîæèëûå æåíùèíû èíòèì, íèæíèå ñåðãè çíàêîìñòâà, ñåêñ çíàêîìñòâà â ãîðîäå òàðàç,

#22 By Svxkmwhz (93.174.93.154) on 2010-07-09 14:23

comment3, çíàêîìñòâî ëèñè÷àíñê, ïåòðîãðàä ìàìáà çíàêîìñòâà, çíàêîìñòâà â àõòóáèíñêå, çíàêîìñòâà äëÿ ñåêñà øàðüÿ,

#21 By Jmhbgbka (93.174.93.154) on 2010-07-09 14:12

comment3, ñåêñ çíàêîìñòâà ñåâàñòîïîëÿ, áîãàòûå æåíùèíû çíàêîìñòâî, êòî õî÷åò ñåêñà áåç çíàêîìñòâà, ìåæäóíàðîäíûå çíàêîìñòâà çàìóæ çà ãðàíèöó,

#20 By Qpdbelet (93.174.93.154) on 2010-07-09 14:00

comment2, çíàêîìñòâî ñ ìóæ÷èíàìè êàìåíñê óðàëüñêèé, çíàêîìñòâà áàëàøîâà, çíàêîìñòâà åâðååâ ìîñêâû, òðàíñåêñóàëêè èíòèì óñëóãè,

#19 By Ygxjqcvf (93.174.93.154) on 2010-07-09 13:38

comment5, çíàêîìñòâà êðàñíîäàðñêèé êðàé ãîðîä àáèíñê, çíàêîìñòâà çà 40 äëÿ ñåêñà, ñåêñ-çíàêîìñòâà â ã.êðàìàòîðñê, çíàêîìñòâà ñ ïðèåçæèìè èç êàçàõñòàíà,

#18 By Ifwbgzco (93.174.93.154) on 2010-07-09 13:15

comment4, ëóãàíñê çàìóæåì èíòèì, çíàêîìñòâà íà ëàâ.ðó, çíàêîìñòâà ñ êàíàäñêèìè ìèëëèîíåðàìè,

#17 By Rwqmgcez (93.174.93.154) on 2010-07-09 12:53

comment1, ñåêñ çíàêîìñòâà â ãîðîäå àáàêàí, çíàêîìñòâî æåíùèíû ñòóïèíî, mamba çíàêîìñòâà çàêðûëè proxy, çíàêîìñòâà â ñâàëÿâå,

#16 By Qtodjhpa (93.174.93.154) on 2010-07-09 12:42

comment6, çíàêîìñòâî ñ äåâóøêîé áåç êîìïëåêñîâ, çíàêîìñòâà áèñåêñóàëîâ â ñàìàðå, çíàêîìñòâà ãîðîäà àêñó ïàâëîäàðñêîé îáëàñòè,

#15 By Swioluhu (93.174.93.154) on 2010-07-09 12:19

comment1, çíàêîìñòâà â àðõàíãåëüñêå è ñåâåðîäâèíñêå, èíòèìíûå çíàêîìñòâà â ïåòðîçàâîäñêå, çíàêîìñòâà âèòåáñêàÿ îáë, ñåêñ çíàêîìñòâà ÷èòà äåâóøêà,

#14 By Etnqjkmp (93.174.93.154) on 2010-07-09 11:57

comment4, çíàêîìñòâà â êóíãóðå îíëàéí, èíòèì çíàêîìñòâà õàðüêîâà, çíàêîìñòâà óêðàèíà çàïîðîæñêàÿ îáëàñòü àêèìîâêà,

#13 By Tzzfcbxl (93.174.93.154) on 2010-07-09 11:34

comment5, èíòèì çíàêîìñòâà ãîðîäà íàäûìà, äåâóøêó äëÿ çíàêîìñòâà, çíàêîìñòâî ñ äåëîâûì ïàðòíåðîì,

#12 By Sjvgkhhr (93.174.93.154) on 2010-07-09 11:11

comment1, ãäå ïîçíàêîìèòüñÿ ñ ìèëèîíåðîì, çíàêîìñòâà íà ÷àñ â óôå, çíàêîìñòâà ñïá ñ ìóæ÷èíàìè,

#11 By Acnyxrzf (93.174.93.154) on 2010-07-09 10:49

comment6, çíàêîìñòâà â êîíòàêòàõ â òàòàðñòàíå, ñåêñ çíàêîìñòâà õàðîâñê, çíàêîìñòâà èíîñòðàíöû ïåðåïèñêà, çíàêîìñòâî ñ ìóæ÷èíàìè èç äàíèè,

#10 By Ruvjtpfa (93.174.93.154) on 2010-07-09 10:26

comment1, çíàêîìñòâà õàðüêîâ ñàíÿ, êáð ãîðîä ïðîõëàäíûé çíàêîìñòâà, ñàéò çíàêîìñòâà â õìàî, çíàêîìñòâà ÷åëÿáèíñê èíòèì,

#9 By Xshpxqzz (93.174.93.154) on 2010-07-09 10:05

comment6, óàëüíûå çíàêîìñòâà â ãîðîäå ñóðãóòå, çíàêîìñòâà c ëþäìè ñôèçè÷åñêèìè íåäîñòàòêîìè, ñåêñ çíàêîìñòâà â í íîâãîðîäå íà ñåãîäíÿ, òàãàíðîã èíòèì óñëóãè,

#8 By Dizhlaeo (93.174.93.154) on 2010-07-09 09:41

comment3, ñåêñ çíàêîìñòâà â ãîðîäå ñàëàâàò, çíàêîìñòâî ñâèíãåðîâ ìîñêâà, áäñì çíàêîìñòâà íà óêðàèíå, ãîðîä êóçíåöê ñåêñ çíàêîìñòâà,

#7 By Vatqkmfq (93.174.93.154) on 2010-07-09 09:19

comment3, çíàêîìñòâî êðàñíîÿðñê êðàñèâûå ïàðíè, çíàêîìñòâà òâåðñêàÿ îáëàñòü êîíàêîâî, ãîðîä êóðñê èíòèì, çíàêîìñòâà äîáðîïîëüå äîíåöêîé îáë,

#6 By Zlegmrwb (93.174.93.154) on 2010-07-09 08:57

comment4, çíàêîìñòâî ðîñòîâñêàÿ îáëàñòü, çíàêîìñòâà äëÿ ñåêñ âñòðå÷è, èíòèì çà äåíüãè â òàøêåíòå, ëþáèòåëüíèöû êóíèëèíãóñà õîòÿò ïîçíàêîìèòüñÿ âëàäèâîñòîê,

#5 By Jwdvamlv (93.174.93.154) on 2010-07-09 08:34

comment3, çíàêîìñòâî áåðëèîçà è, çíàêîìñòâà ñ äåâóøêàìè áè êðàñíîÿðñê, çíàêîìñòâî ðàá,

#4 By Uqeyclwt (93.174.93.154) on 2010-07-09 08:12

CqPuPb <a href="http://ohjknkfyvfke.com/">ohjknkfyvfke</a>, [url=http://ipzophdsxxnw.com/]ipzophdsxxnw[/url], [link=http://kwlxvqrckvyq.com/]kwlxvqrckvyq[/link], http://oxjhulrzbbsn.com/

#3 By gevppq (93.174.93.154) on 2010-07-09 03:21

ช่วยติดต่อกลับ maynarak_ja@hotmail.com ด้วยนะคะ เรื่องงานวิจัยค่ะ

#2 By เม (118.174.59.126) on 2010-05-22 13:09

ขอบคุณนะคะ เดี๋ยวจะแวะเข้ามาอ่านอีกค่ะ เพราะเรียนแล้วยังงงๆอยู่เลย ได้อ่านภาษาไทยแล้วรู้สึกดีขึ้นเยอะเลย เหอๆๆ sad smile

#1 By r a p p e l e r * on 2008-12-07 20:00