บทที่ 1 บทนำ

posted on 17 Nov 2007 14:18 by worrawat
บทที่ 1 บทนำ1.1 ความสำคัญของปัญหา
               เราอาจกล่าวได้ว่าวรรณกรรมนั้นเป็นผลผลิตหนึ่งในผลผลิตที่เกิดจาการสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย และวรรณกรรมเองก็เป็นหนึ่งในผลผลิตที่สำคัญของมนุษย์ เพราะเนื้อหาสาระของวรรณกรรมนั้นนอกจากที่จะสะท้อนระบบการคิด แนวความคิด และแนวทางปฏิบัติของคนในสังคมอย่างชัดเจนแล้ว ยังสะท้อนถึงอุดมการณ์  ความเชื่อหรือแม้กระทั่งวิถีการดำรงชีวิตที่ยึดถือเป็นบรรทัดฐานของสังคมในยุคสมัยนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย กล่าวได้ว่าวรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า วาทกรรม (Discourses)[1] ซึ่งวรรณกรรมก็เสมือนกับเป็นภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ในอีกแง่มุมหนึ่งที่ส่งผลและมีอิทธิพลต่อระบบความคิดความเชื่อ อุดมการณ์ ค่านิยม แบบแผนปฏิบัติต่อกันของมนุษย์ในสังคม จนกระทั่งก่อให้เกิดสถาบันทางสังคม หรือการรวมกลุ่มกันของคนในสังคมขึ้นมาได้ แม้กระทั่งการสร้างองค์ความรู้หนึ่ง ๆ ขึ้นมาในสังคมในแต่ละช่วงเวลาเฉพาะของสังคมมนุษย์ และสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยที่ต่างกันออกไปดังกล่าวนั้นเราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การกำหนดองค์ความรู้ดังกล่าวนั้นไม่ส่งผลต่อการดำเนินไปซึ่งวิถีชีวิตของปัจเจกชนในสังคม ทั้งในแง่ของบทบาทและสถานภาพของปัจเจกชนที่แตกต่างกันในเรื่องของชนชั้นทางสังคม และแม้จะในชนชั้นทางสังคมที่เท่าเทียมกันก็ตามแต่ ก็ยังมีความแตกต่างกันในระหว่างปัจเจกบุคคลที่อยู่ในชนชั้นนั้น ๆ ในเรื่องของความแตกต่างระหว่างบทบาทและสถานภาพทางเพศระหว่างเพศชายกับเพศหญิงอีกด้วย
               หากเรามองในภาพรวมแล้วทุก ๆ สังคมในโลกล้วนแล้วแต่แบ่งแยกความเป็นเพศหลัก ๆ ออกเป็นสองเพศที่เป็นกระแสหลักคือ เพศชาย และเพศหญิง โดยเป็นการยึดหลักเกณฑ์การแบ่งตามคุณสมบัติทางธรรมชาติหรือที่เรียกว่า เพศสรีระ (Sex) โดยที่พิจารณาถึงความแตกต่างทางด้านสรีระร่างกายที่แตกต่างกันเป็นตัวแบ่งแยก เช่น อวัยวะ ยีนส์ ฮอร์โมน เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งคุณสมบัติทางธรรมชาตินี้เองที่นำมาสู่การแบ่งเพศโดยใช้หลักเกณฑ์ทางสังคมหรือที่เรียกว่า เพศสภาพ (Gender) คือการกำหนดให้แต่ละเพศมีบทบาทและสถานภาพในสังคมที่แตกต่างกันไป เช่น เพศชายจะถูกคาดหวังจากสังคมว่าต้องมีความเป็นผู้นำ ต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษ ต้องมีความอดทนเข้มแข็งไม่อ่อนแออย่างง่าย ๆ ต่อเรื่อง/อุปสรรคต่าง ๆ สำหรับเพศหญิงก็จะถูกคาดหวังจากสังคมว่าต้องมีความเป็นกุลสตรี มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือน เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งตามกรอบการมองของนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี (Feminism) มองการแบ่ง การจำแนกแยกแยะเพศออกเป็นเพศทางสังคมนี้ว่าเป็นการแบ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม เพราะว่าความแตกต่างทางธรรมชาติที่เป็นสิ่งที่ติดตัวเราทุกคนมาตั้งแต่กำเนิดนั้น กลับกลายไปสู่การเป็นสิ่งที่มากำหนดแนวความคิด แนวทางปฏิบัติ บทบาท สถานภาพ และกำหนดความคาดหวังจากสังคมที่มีต่อการแสดงออกซึ่งบทบาท สถานภาพของแต่ละเพศ (ปราณี วงษ์เทศ, 2534 : 24) ต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานั้นเป็นความแตกต่างกันที่เหนือกว่าความแตกต่างที่เป็นลักษณะของชีวะวิทยาเพียงเท่านั้น แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังเป็นผลพวงมาจากการสร้างองค์ความรู้บางอย่างขึ้นมาในสังคมเพื่อจัดการ ควบคุม กำหนด ให้บางสิ่งบางอย่างดำเนินไปตามความต้องการของผู้ที่กำหนดความรู้ ความเชื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องนั้น ๆ ขึ้นมา ซึ่งผู้ศึกษาจะพยายามศึกษาทำความเข้าใจว่าความแตกต่างในเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นว่ามีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสิ่งที่เราเรียกว่า วาทกรรม นี้หรือไม่อย่างไร
               ในความเป็นจริงเราคงเคยพบเห็นหรือคงเคยตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นผลที่มาจากอิทธิพลของวาทกรรมในรูปแบบของภาคปฏิบัติการณ์ของวาทกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ต่อการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงกันระหว่างเพศชาย หญิง เช่น ทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงบุตร ทำไมผู้ชายต้องมีสถานภาพหรือฐานะที่เปรียบเสมือนช้างท้าวหน้าคือต้องเป็นฝ่ายที่หาเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก ทำไมเวลาที่เราขึ้นโดยสารรถประจำทางผู้ชายต้องลุกให้ผู้หญิงนั่งถ้าที่นั่งเต็มทั้งที่เราก็ต้องจ่ายค่าโดยสารเท่า ๆ กัน ทำไมเวลาที่บ้านเรือนรกหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานบ้านงานเรือนบกพร่องเราจึงต้องมุ่งประเด็นในการลงโทษหรือลงความผิดต่อผู้หญิงเป็นหลักและมักจะมองว่าผู้หญิงที่บกพร่องเรื่องงานบ้านงานเรือนเป็นผู้หญิงที่ไม่เพียบพร้อมหรือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ต่าง ๆ เหล่านี้ที่กล่าวมา อาจเคยเป็นประเด็นคำถามของเราต่อบทบาทและสถานภาพที่เราต้องทำตามโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ที่มากำหนดการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพของเราแม้แต่ในอิริยาบถส่วนตัวของเรา และเป็นตัวกำหนดความคิด ความคาดหวังของสังคมต่อการดำเนินบทบาทและสถานภาพของเราในด้านต่าง ๆ นั่นเอง
         ในการศึกษานี้ผู้ศึกษาจึงต้องการที่จะตั้งคำถามต่ออิทธิพลของสิ่งเหล่านั้นที่มาควบคุมต่อการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพทางเพศของเราดังที่กล่าวมา ในการศึกษานี้มองว่าวาทกรรมในรูปแบบของวรรณกรรมรูปแบบต่าง ๆ ในอีสาน ก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดกฎเกณฑ์การดำเนินไปซึ่งวิถีทางเพศรวมทั้งการมีสถานภาพทางเพศของชาย หญิง ที่เหมือน เท่าเทียม หรือที่แตกต่างกันได้ด้วยนั่นเอง ซึ่งได้มุ่งที่จะวิเคราะห์ในส่วนของวาทกรรมอีสานเป็นหลัก จากเอกสารที่เป็นสิ่งที่ถูกปลูกสร้างขึ้นเป็นเสมือนองค์ความรู้และสื่อในการนำเสนอองค์ความรู้ต่าง ๆ ดังกล่าวแก่สังคมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และมีระดับในการทำความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไปอีก แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นบางทีก็แทรกอยู่ในวิถีชีวิตของเรา แทรกอยู่ในขบวนการขัดเกลาทางสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา คำสอน ความเชื่อ ค่านิยม ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะเป็นสิ่งที่มาบีบบังคับให้ปัจเจกบุคคลนั้นต้องกระทำตามโดยทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว และเป็นเสมือนบรรทัดฐานทางสังคมในแต่ละสังคมและในแต่ละช่วงเวลาเฉพาะอีกด้วย กล่าวคือ องค์ความรู้ ความเชื่อ ในเรื่องหนึ่งนั้นแม้จะเป็นจริงในยุคสมัยหนึ่งสมัยใดแต่ก็หาใช่ว่าจะมีความจีรังยั่งยืนกลายเป็นความเชื่อ ความรู้ที่เป็นกระแสหลักทุกยุคทุกสมัยได้ เช่น ในสังคมตะวันตกยุคหนึ่งผู้หญิงผิวขาวเป็นผู้หญิงที่ดูแล้วผิวสวย แต่ในปัจจุบันผู้หญิงที่ผิวสวยกลับเป็นผู้หญิงที่มีผิวสีแทนนิดนิดผสมอยู่ด้วย เราจะเห็นสิ่งที่ตามมาจากการสร้างองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ก็คือมีการสร้างเครื่องอาบแดด มีการท่องเที่ยวตามชายหาดเพื่ออาบแดด ซึ่งจะเป็นการที่จะสามารถทำให้ผู้หญิงมีผิวสีแทนได้ ดังที่กล่าวมานั้นเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องผิวพรรณของผู้หญิงที่เรียกว่าเป็นผิวที่มีความสวยงาม จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคแต่ละสมัย และน่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น ซึ่งในการศึกษาในหัวข้อดังกล่าวนี้นั้นผู้ศึกษาจะวิเคราะห์ถึงเนื้อหาของสิ่งที่เป็นภาคปฏิบัติการของวาทกรรมในสังคมอีสาน เพื่อที่จะทราบและแยกแยะองค์ประกอบ แยกแยะความสัมพันธ์ ในวาทกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นเพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างวาทกรรมเหล่านนั้นกับการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพของเพศชาย หญิง ที่ปรากฏและดำรงอยู่ในสังคมอีสานและที่ฝังแฝงอยู่ในวาทกรรมในรูปแบบของวรรณกรรมอีสานในรูปแบบต่าง ๆ ที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย ดังที่จะนำมาศึกษาในหัวข้อการศึกษาดังกล่าวนี้
                แต่อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาในหัวข้อ วาทกรรมกับบทบาทและสถานภาพชาย หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานนี้นั้น ในการศึกษาที่จะสามารถกล่าวถึงหรือเอ่ยถึงวรรณกรรมที่เป็นวรรณกรรมของท้องถิ่นอีสานได้ครบถ้วนนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้ใช้ระยะเวลาในการเก็บรวบรวม วิเคราะห์และรวมทั้งตีความหมายของข้อมูลอย่างมากพอสมควร เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าวรรณกรรมอีสานนั้นมีอยู่มากมาย และมีรูปแบบ รวมทั้งแตกต่างกันทั้งในระดับของความยากง่ายในการทำความเข้าใจ และแตกต่างกันในเรื่องของรูปแบบในการเขียน/บันทึกและถ่ายทอดด้วย กล่าวยกตัวอย่างในข้างต้นนี้เช่น บุญประเพณีต่าง ๆ ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ คลอง - กะลำ ผญา กลอนลำ นิทาน นิยาย ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น วรรณกรรมที่ได้กล่าวยกตัวอย่างมาในข้างต้นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีการสื่อสารเพื่อให้เกิดความหมาย คุณค่า กฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขขึ้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่าง ๆ เหล่านั้นส่งอิทธิพลต่อการควบคุมสังคม สถาบันและปัจเจกบุคคลว่า อะไรควรนำเสนอ/สื่อความ อะไรควรเชื่อ/ปฏิบัติตาม รวมทั้ง มีผลกระทบต่อการสร้างชุดของความรู้หรือความจริงขึ้นในสังคมในช่างเวลาเฉพาะด้วย ทั้งยังมีอำนาจในการเก็บกด/ปิดกั้น ไม่ให้แสดงบทบาทที่แตกต่างไปจากวาทกรรมกระแสหลักด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งหากเราต้องการศึกษาผลกระทบที่เกิดจากอำนาจของวาทกรรมที่มีต่อเรื่องสถานภาพและบทบาทของเพศชาย หญิงแล