บทที่ 4

  สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 

4.1 สรุปผลและอภิปรายผล

                 การศึกษาในหัวข้อ วาทกรรมกับสถานภาพและบทบาทชาย หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน  ซึ่งผู้ศึกษาได้วิเคราะห์/มองผ่านกรอบของวรรณกรรมอีสาน ซึ่งเป็นวรรณกรรมประเภทท้องถิ่น (Regional Literature)โดยที่ผู้ศึกษานั้นได้ศึกษาจากวรรณกรรมอีสานเรื่องอินทิยานสอนลูก ที่ได้รับการปริวรรตคัดลอกโดย นภาพร พิมพ์วรเมธากุล เป็นหลัก ผู้ศึกษาได้นำวรรณกรรมอีสานรูปแบบอื่น อาทิเช่น ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ ผญา กะลำ กฎหมายอีสานเพื่ออธิบายเพิ่มเติมในแต่ละประเด็น จากการศึกษาและวิเคราะห์โดยใช้กรอบแนวคิดที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 2 แล้วจะเห็นลักษณะสำคัญ ๆ ได้หลายอย่าง ซึ่งจะกล่าวต่อไป

                ในการวิเคราะห์ถึงสภาพและบทบาท รวมถึงอำนาจของวาทกรรม (Discourse) จากสิ่งที่เรียกว่าเป็นเสมือนภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ในงานศึกษาชิ้นนี้นั้นศึกษาในรูปแบบของวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน ด้วยเหตุที่ว่าหน้าที่ของวรรณกรรม (Literature) รูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น นอกจากจะทำหน้าที่หลักคือ การให้ความบันเทิง ให้ความเพลิดเพลินแล้ว วรรณกรรมยังทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ การเป็นบันทึกสภาพสังคมในยุคสมัยของวรรณกรรมนั้น ๆ เอาไว้ จึงมีฐานะเป็นเสมือนดังเป็นเครื่องบันทึก และสะท้อนสภาพสังคมนั้น ๆ เพราะเนื้อเรื่องของวรรณกรรมนั้นหนีไม่พ้นการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสภาพสังคมในแง่มุมต่าง ๆ ในสังคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ นั้นก็มักจะวนเวียนอยู่ในพฤติการณ์ของบุคคลทั้งเหตุการณ์ส่วนตัวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกที่มากระทบ (วิจิตรา ขอนยาง.  2532 : 21) ในวรรณกรรมอีสานนั้นจากการศึกษาในงานศึกษาชิ้นดังกล่าวนี้ ผู้ศึกษาได้พบลักษณะของอำนาจในการเป็นวาทกรรมของสังคมในการแย่งชิงพื้นที่ทางความคิดของการยอมรับในฐานะการเป็นวาทกรรมหลักในการกำหนดบทบาทอันสมควรดำเนินไปตามสถานภาพด้านต่าง ๆ ของปัจเจกบุคคล

                 ดังที่ผู้ศึกษานั้นได้กล่าวไว้ในข้างต้นแล้วว่าจะดำเนินการวิจัยแบบหนึ่งที่เรียกว่าการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ (Analytical Description) ทำให้ผู้ศึกษาได้กล่าววิเคราะห์ข้อมูล และได้แสดงความคิดเห็นจากการวิเคราะห์ของผู้ศึกษาลงไปในบทที่ 3 ด้วยบ้างแล้ว ในส่วนของการสรุปนี้ผู้ศึกษาจึงจะได้นำ บทวิเคราะห์ที่ยังไม่ชัดเจน หรือเป็นบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจมากล่าวถึงให้เห็นในภาพรวมและกล่าวให้เห็น ผลจากการวิเคราะห์สถานภาพและบทบาททางเพศของชาย หญิง ผ่านวรรณกรรมอีสาน ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้

                 4.1.1 วรรณกรรมอีสานในฐานะวาทกรรม

                     แนวคิดหรืออุดมการณ์ที่ปรากฏเป็นแนวคิดที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์อยู่กับแนวคิดหลักที่ฝังแฝงอยู่ในตัวสารของวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานนั้น มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างยิ่งกับแนวคิดอันได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธนิกายเถรวาทอันเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลเหนือดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งก็รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นอีสานด้วยเช่นกัน และความเชื่อในเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ (Supernatural) คือ สิ่งที่อยู่เหนือเหตุผลใช้กฎเกณฑ์และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Methods) ตรวจสอบหรือพิสูจน์ไม่ได้ สองสิ่งดังกล่าวนั้น เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิต วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี รวมถึงจารีตปฏิบัติที่สำคัญในสังคมอีสาน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นส่งผลในการเป็นกรอบกำหนดค่านิยม และแนวทางในการปฏิบัติของคนในสังคม อันนำมาซึ่งความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของการแสดงบทบาทที่สังคมนั้นคาดหวังระหว่างคนที่มีสถานภาพทางด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สถานภาพทางเพศซึ่งเป็นสถานภาพที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด และเป็นสิ่งที่สรรค์สร้างโดยธรรมชาติ/เป็นสภาพธรรมชาติ หรือสถานภาพที่ได้มาในภายหลังโดยความสามารถและ/หรือความพยายามของปัจเจกบุคคลแต่ละคน ที่ซึ่งมีความสนใจ และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เหล่านี้นั้นก็ถูกหล่อหลอมให้แตกต่างกันด้วยอำนาจของวาทกรรม

                      ความเชื่อจากสองแหล่งในข้างต้น คือ ความเชื่อจากศาสนาและความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาตินั้นส่งผลอย่างไรต่อความแตกต่างดังกล่าว การจะกล่าวถึงอำนาจของระบบคุณค่าของทั้ง ศาสนาพุทธ และความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติว่ามีอิทธิพลต่อการกำหนดบทบาทตามสถานภาพต่าง ๆ ได้อย่างไรนั้น ผู้ศึกษาเห็นว่าเราสามารถมองเห็นได้โดยการใช้แนวคิดเรื่อง วาทกรรม (Discourse) และแนวคิดเรื่องการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) กล่าวคือ เมื่อเรามองทั้งศาสนาพุทธ ทั้งความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นว่าเป็นองค์ประกอบหลักในการประกอบสร้าง หรือในการสร้าง/ผลิต (Constitute) เอกลักษณ์ (Identity) ผ่านระบบความคิดและรูปแบบการนำเสนออย่างหลากหลายซึ่งในงานศึกษาชิ้นนี้ได้หยิบยกเอาวรรณกรรมในท้องถิ่นอีสานมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ ซึ่งเป็นรูปแบบของการนำเสนอรูปแบบหนึ่งในอีกหลาย ๆ รูปแบบ และสิ่งดังกล่าวนี้ก็เป็นเสมือนกับภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discourse Practices) นอกจากนั้นในการประกอบสร้างดังกล่าวยังได้มีการให้/กำหนดความหมาย (Significance) แก่สถานภาพว่าควรตามมาด้วยบทบาทที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ในส่วนนี้นั้นผู้ศึกษาเห็นว่า วาทกรรมกำหนด/ให้ความหมายแก่การกระทำอันเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ตามสถานภาพด้านต่าง ๆ ของปัจเจกบุคคลในสังคมอีสานนั้น มีความคาดหวังจากสังคมที่แตกต่างกัน กล่าวในอีกแง่มุมหนึ่งผู้ศึกษาเห็นว่าวรรณกรรมนั้นนอกจากจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกเรื่องราวต่าง ๆ ของสังคมแล้ว วรรณกรรมยังทำหน้าที่ในการผลิตซ้ำ (Enact) และเป็นเสมือนระบบความคิดที่เป็นระบบมีรูปแบบและเป็นเสมือนความรู้ (Knowledge) ที่เบื้องหลังก็คืออำนาจ (Power) ของศาสนาพุทธและความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านั้นที่ได้รับการดัดแปลง หล่อหลอม และขัดเกลาอย่างแยบคาย ทำให้การอ่านวรรณกรรมนั้น ๆ ฝังแฝงไปด้วยการรับรู้/ความรู้สึกต่อระบบคุณค่าต่าง ๆ ที่ฝังแฝงอยู่ในตัวบทนั้น ๆ

                      อย่างไรก็ตามหากจะกล่าวว่าอำนาจของวาทกรรมหลักในสังคมนั้นกดทับวาทกรรมอื่นที่เป็นวาทกรรมกระแสรอง หรือทวนกระแส ทำให้สิ่งเหล่านั้นเลือนหายไปโดยไม่มีการตอบโต้นั้น ดูจะเป็นการสรุปที่มองในมุมแคบ ผู้ศึกษาเห็นว่าทั้งวาทกรรมกระแสหลักและวาทกรรมกระแสรองนั้น ต่างก็มีการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำ (Hegemony) ในการกำหนด/ในการสร้าง และ/หรือในการให้ความหมายแก่เรื่องนั้น ๆ ในส่วนของการได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวคิด/ความเชื่อทางศาสนา และความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นส่งผลอย่างไรต่อความคาดหวังของสังคมต่อการแสดงบทบาทตามสถานภาพในแง่มุมต่าง ๆ ของปัจเจกบุคคล ประเด็นดังกล่าวนี้ผู้ศึกษาเห็นว่า การที่วรรณกรรมได้รับอิทธิพลจากสองส่วนดังกล่าวมีผลอย่างยิ่งต่อความคาดหวังของคนในสังคม และมีส่วนในการกำหนดค่านิยมหลัก ๆ ในสังคมเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุดังกล่าวนั้น ทำให้ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความไม่เท่าเทียมกันกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา กลายเป็นเรื่องที่รับ/ทนได้ โดยไม่มีการต่อต้าน ระบบคุณค่า ค่านิยมต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ในสังคมอย่างถอนรากถอนโคน

                     ดังจะได้กล่าวสรุปให้เห็นถึงประเด็นที่ผู้ศึกษานั้นวิเคราะห์ในมิติต่าง ๆ ได้แก่ มิติทางด้านสังคม มิติทางด้านการเมืองและกฎหมาย มิติทางด้านเศรษฐกิจ และมิติทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม ดังจะกล่าวต่อไป

                 4.1.2 สถานภาพและบทบาทชาย-หญิง มิติทางด้านสังคม

                      พฤติกรรมทางสังคมที่ถูกยอมรับและเป็นพฤติกรรมที่ถูกคาดหวังจากสังคมนั้น เป็นตัวที่ทำให้พฤติกรรมที่ตรงกันข้าม/สวนกระแสกับพฤติกรรม และค่านิยมหลักในสังคมนั้นถูกทำให้เลือนหายไป และในส่วนของพฤติกรรมหลักในทางสังคมนั้น การมีสถานภาพทางเพศที่แตกต่างกันระหว่างเพศชาย-หญิง ส่งผลให้เกิดความคาดหวังจากสังคมต่อสถานภาพและบทบาทที่แตกต่างกันด้วย เห็นได้จากในวรรณกรรมเรื่องอินทิยานสอนลูก ที่มีค่านิยมเกี่ยวกับสถานภาพทางการสมรสของแต่ละเพศที่แตกต่างกัน การดำรงสถานภาพโสดของผู้หญิงในสังคมอีสานนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติธรรมดา เพราะความเชื่อหลักที่ว่าเพศหญิงนั้นเป็นเพศที่อ่อนแอ และเป็นเพศที่ต้องพึ่งพา ความเชื่อดังกล่าวทำให้เกิดการลดทอนคุณค่าของเพศหญิงที่เป็นโสดด้วยการสร้างวาทกรรมชุดต่าง ๆ ขึ้นมานิยาม/ให้ความหมายในเชิงลดทอนคุณค่าของสถานภาพดังกล่าวนั้น และด้วยอีกสาเหตุหนึ่งก็เกิดจากการที่สังคมนั้นคาดหวังต่อบทบาทของการเป็นแม่บ้านแม่เรือน บทบาทของการเป็นแม่ของลูกเป็นบทบาทหลัก เป็นบทบาทที่ซึ่งในการดำรงสถานภาพโสดนั้นไม่สามารถดำเนินบทบาทดังกล่าวนี้ได้อย่างบริบูรณ์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือความคาดหวังต่อบทบาทดังกล่าวเป็นหลักทำให้การดำรงสถานภาพโสดของเพศหญิงนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการแสดงบทบาทหลัก ๆ ที่สังคมนั้นคาดหวังได้ และเมื่อกระทำตามค่านิยมดังกล่าวไม่ได้ พฤติกรรมดังกล่าวก็ถูกลดคุณค่าลง ถูกกดทับ และ/หรือถูกทำให้เลือนหายไป และนอกจากนั้นแล้วการที่เพศหญิงที่มีชีวิตคู่ที่ไม่ปกติ คือ เกิดจากการหย่าร้าง หรือเกิดจากชายผู้เป็นสามีนั้นเสียชีวิตไป เป็นต้น ในวรรณกรรมอีสานนั้นสะท้อนภาพของหญิงเหล่านั้นออกมาในแง่มุมที่เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบ หรือขาดหายไปซึ่งกำลังหลักในการดำรงความอยู่รอดของครอบครัว ทำให้ชีวิตของหญิงเหล่านั้นไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นปกติ และนอกจากนั้นแล้วหญิงที่เคยมีสามีแล้วก็จะถูกลดทอนคุณค่าของความเป็นผู้หญิงที่ดีลงไปด้วย แง่มุมดังกล่าวนี้ส่งผลต่อการกำหนดขอบเขตในประเด็นเรื่องพื้นที่ในการแสดงบทบาทของผู้หญิงด้วยเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อผู้หญิงถูกสังคมนั้นคาดหวังให้เป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ/เป็นผู้หญิงที่ดี ด้วยการแสดงบทบาทของการเป็นแม่บ้านแม่เรือน การเป็นแม่ของลูก ก็ทำให้พื้นที่ของผู้หญิงในการแสดงบทบาทดังกล่าวนั้นถูกนิยามให้เหมาะสมกับพื้นที่ ที่บ้าน/ครอบครัว เป็นหลัก ตรงกันข้ามกับเพศชายที่ถูกคาดหวังจากสังคมให้เป็นผู้นำพาครอบครัวไปสู่ความบริบูรณ์ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทำให้พื้นที่ของเพศชายนั้น เป็นพื้นที่ในการออกไปแสวงหาปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ แสวงหาความมั่งคั่ง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนั้นเป็นพื้นที่ ที่อยู่นอกครอบครัว/พื้นที่สาธารณะ ในส่วนของการดำรงสถานภาพโสดของเพศชายนั้นไม่ได้ถูกสังคมลดคุณค่าลงแต่อย่างใด ด้วยเพราะการที่เพศชายต้องกลายมาเป็นผู้นำในครอบครัวทำให้ต้องเตรียมตัวให้พร้อม และหาวิชาความรู้ติดตัวให้มากเพียงพอเสียก่อน ซึ่งการแสวงหาทั้งความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเพศชายนั้น การมีสถานภาพโสดเอื้ออำนวยต่อการกระทำการดังกล่าวมากกว่า เช่น การบวชเพื่อศึกษาหาความรู้ เป็นต้น

                      อย่างไรก็ตามหากเราจะแบ่งแยกพื้นที่ระหว่าง บ้าน/ครอบครัว กับพื้นที่ สาธารณะ ออกจากกันอย่างเด็ดขาดในสังคมอีสานนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนักเพราะในสังคมอีสานนั้นขอบเขตเรื่องพื้นที่ระหว่างที่บ้านกับพื้นที่นอกบ้านนั้นมีการแบ่งแยกที่ไม่ชัดเจนดังที่ได้กล่าวให้เห็นมาแล้วในมิติทางเศรษฐกิจ และจะได้กล่าวโดยสรุปในภายหน้า แต่หากเราจะกล่าวว่าการแบ่งแยกระหว่างที่บ้านกับที่สาธารณะนั้นนำมาซึ่งการสถาปนาหรือการมีอำนาจเหนือพื้นที่ดังกล่าวของแต่ละเพศนั้นก็คงไม่ใช่อีกเช่นกัน เพราะผู้ศึกษานั้นเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่นอกบ้านหรือพื้นที่ในบ้านเพศชายก็มีอำนาจนำเสมอ เช่น ในบ้านแม้ผู้หญิงจะได้รับความเป็นใหญ่แต่ในการตัดสินใจเรื่องที่สำคัญ ๆ ก็ต้องถามฝ่ายชายก่อนเสมอ และจากเรื่องอินทิยานสอนลูกที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคำสั่งสอนความเป็นผู้หญิงที่ดี/เป็นหญิงที่บริบูรณ์ในด้านต่าง ๆ โดยผู้ที่สอนคือผู้ชาย (พ่อ) ดังกล่าวนี้ผู้ศึกษาเห็นว่าเป็นการแสดงออกถึงอำนาจนำของเพศชายในพื้นที่ที่เรามองว่าเป็นพื้นที่ของเพศหญิง โดยเป็นการตอกย้ำและปลูกฝังให้ฝ่ายหญิงอยู่ในกรอบที่ตนต้องการ อำนาจในการตอกย้ำความไม่เท่าเทียมให้เป็นแปรเปลี่ยนเป็นหน้าที่ที่เพศหญิงต้องกระทำตามอย่างเซื่อง ๆ โดยการทำให้สิ่งเหล่านั้นมีเหตุมีผล คือกลายเป็นความรู้ที่น่าเชื่อถือ ว่าถ้าไม่ทำอย่างนั้นอาจมีโทษ ผู้ศึกษามองว่ามีการแบ่งแยกพื้นที่ในการแสดงบทบาทที่สังคมคาดหวังไว้ออกเป็นที่ บ้าน/ครอบครัว (ผู้หญิง) กับพื้นที่ภายนอกบ้าน สาธารณะ จริง แต่การแบ่งแยกดังกล่าวนั้นเพศชายมิได้ถูกลดทอนอำนาจลงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเลย ตรงกันข้ามเพศชายกลับมีอำนาจเหนือในทั้งสองพื้นที่

                 4.1.3 สถานภาพและบทบาทชาย-หญิง มิติทางการเมืองและกฎหมาย

                     ระบบการจัดสรรอำนาจในสังคมอีสานที่ผู้ศึกษามองผ่านวรรณกรรมอีสานนั้น จากการศึกษาผู้ศึกษามองว่าระบบอาวุโส (Senior System) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการจัดระบบระเบียบของสัมพันธภาพทางอำนาจหลัก ๆ ในสังคมอีสาน เพราะผู้ที่มีอาวุโสกว่านั้นมีอำนาจในการพูดมากกว่า เพราะว่าคนอีสานนับถือระบบอาวุโสทำให้คำกล่าวของผู้ที่อาวุโสกว่ามีอำนาจในการกำหนดพฤติกรรม (การสั่งสอน) และมีอำนาจในการแยกแยะ/แบ่งขั้วตรงข้ามระหว่าง การกระทำที่ถูก กับ การกระทำที่ผิด ระหว่างพฤติกรรมที่เหมาะสมกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการกำหนดคำสั่งสอนต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความเชื่อหลักในสังคม ทั้งความเชื่อในหลักศาสนาพุทธและความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ในระดับของผู้ที่มีอาวุโสเท่ากันนั้นก็หาได้มีความเท่าเทียมกันทางอำนาจไม่ การแตกต่างในสถานภาพทางเพศระหว่างหญิงกับชาย เช่น สามี กับ ภรรยา ผู้ชายซึ่งเป็นสามีก็จะมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับความอยู่รอดของครอบครัวมากกว่าเพศหญิงที่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญ ๆ น้อยกว่า

                     สำหรับความแตกต่างทางด้านสถานภาพและบทบาทระหว่างเพศชาย-หญิง ในแง่มุมด้านกฎหมายพบว่าบทลงโทษที่มีอยู่ในกฎหมายที่เป็นกฎหมายโบราณของอีสาน ซึ่งมีผล/สภาพบังคับใช้ในช่วงก่อนการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 พบว่า มีการกำหนดบทลงโทษที่แตกต่างกันระหว่างหญิงกับชาย ในความผิดที่มีลักษณะเดียวกัน เช่น การคบชู้ ของทั้งเพศหญิงและเพศชายจะมีโทษที่แตกต่างกัน โดยโทษที่ลงแก่เพศหญิงนั้นหนักว่าเมื่อเทียบกับความผิดในลักษณะเดียวกันแต่เป็นการกระทำของเพศชาย ผู้ศึกษามองว่าที่เป็นดังกล่าวนั้นก็เนื่องมาจากการที่สังคมอีสานได้คาดหวังต่อ ความซื่อสัตย์ในการดำเนินชีวิตคู่กับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ด้วยเหตุนี้ทำให้กฎหมายมีบทลงโทษที่หนักกว่าในการกระทำดังกล่าวของเพศหญิง เพื่อเป็นการห้ามปราม/ขู่ไม่ให้ผู้หญิงมีพฤติกรรมดังกล่าว นอกจากสิ่งที่มีสภาพบังคับใช้แน่นอนอย่างเช่นกฎหมายดังที่กล่าวมานี้แล้ว คำสอนของผู้ที่ซึ่งมีความอาวุโสกว่า หลักคำสอนทางศาสนาและความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีในสังคมอีสาน ก็มีสภาพบังคับให้ผู้คนต้องปฏิบัติตามด้วยเช่นกัน และรับเอาระบบคุณค่าต่าง ๆ เหล่านั้นมาเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติด้วยเช่นกัน ซึ่งในส่วนของความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นส่วนหนึ่งถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการใช้เป็นบทลงโทษแก่ผู้ที่กระทำผิดตามลักษณะต่าง ๆ

                  4.1.4 สถานภาพและบทบาทชาย-หญิง มิติทางเศรษฐกิจ

                     ดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วในมิติทางด้านสังคม ที่ผู้ศึกษาได้ชี้ให้เห็นถึงการกำหนดขอบเขต/การกำหนดพื้นที่ระหว่างที่บ้าน/ครอบครัวกับพื้นที่ภายนอกบ้านหรือพื้นที่ในส่วนของ ที่สาธารณะ/ชุมชนภายนอกบ้าน ที่ซึ่งมิได้เป็นการแบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ในมิติทางด้านเศรษฐกิจ การแบ่งแยกพื้นที่ที่บ้านกับที่สาธารณะนั้นก็ไม่ได้เป็นไปอย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกัน เพราะในระบบการผลิตในท้องถิ่นอีสานนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นการผลิตทางการเกษตรที่เน้นใช้แรงงานจากคนในครอบครัวเป็นหลัก ส่วนหนึ่งก็ส่งผลให้เกิดลักษณะครอบครัวที่เป็นครอบครัวขยาย และส่วนหนึ่งก็ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวที่มีกำลังแรงอันสามารถเป็นแรงงานในการผลิตได้ต้องมีส่วนร่วมในการผลิต ซึ่งก็รวมทั้งผู้หญิงและเด็กด้วย และเมื่อเพศหญิงต้องทำงานนอกบ้าน คือ ต้องเป็นแรงงานในภาคการผลิตเคียงข้างกับฝ่ายชายด้วย แต่สังคมนั้นก็ไม่ได้ลดความสำคัญของความคาดหวังต่อความเป็นหญิงที่สมบูรณ์/การเป็นหญิงที่ดี ที่ซึ่งต้องเพียบพร้อมด้วยความเป็นกุลสตรี หรือ การมีเฮือนสาม น้ำสี่ ตรงกันข้ามที่แม้ผู้หญิงจะทำงานนอกบ้านหนักเพียงใด แต่งานในบ้านก็ถูกมองว่าเป็นที่ที่ผู้หญิงมีความรับผิดชอบหลักในพื้นที่ส่วนนั้น และหากเกิดความบกพร่องในพื้นที่ดังกล่าวนั้น บทลงโทษ การตำหนิ ความผิด/ความรู้สึกผิดนั้นก็จะเกิดและลงแก่เพศหญิงเป็นหลัก ทำให้ผู้ศึกษาเห็นว่าในสังคมอีสานที่การผลิตไม่ได้เป็นการจ้างแรงงาน ทำให้จำเป็นที่จะต้องใช้แรงงานที่มีอยู่ภายในครัวเรือนของตนเป็นปัจจัยในการผลิต ดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เพศหญิงต้องทำงานทั้งนอกบ้านและในบ้าน อย่างไรก็ตามความคาดหวังของสังคมต่อบทบาทของเพศหญิงจากสังคมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ บทบาทที่สังคมคาดหวังจากผู้หญิงในสังคมอีสานก็คือบทบาทหลักในครอบครัว ดังกล่าวนี้เองทำให้พื้นที่ระหว่างที่บ้านกับพื้นที่นอกบ้านในระดับชุมชนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีเส้นแบ่งแน่นอน

                      ในการนำผลผลิตที่ได้จากหน่วยการผลิตระดับครอบครัวไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา หรือแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของเครื่องกินเครื่องใช้ประเภทอื่นนั้น ผู้ศึกษาเห็นว่าในการแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนที่อยู่ห่างไกลกันนั้นหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นของผู้ชาย เพราะสังคมอีสานนั้นมักจะมองว่าโลกภายนอกชุมชนนั้นเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอันตราย ที่ต้องอาศัยความเข้มแข็ง ความเข็งแรง อาศัยความรู้และประสบการณ์ของเพศชายในการเผชิญโลกดังกล่าว ซึ่งเมื่อกล่าวถึงความคิดที่ว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าแล้วนั้น การที่จะออกไปค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนนั้นก็เป็นสิ่งที่ถูกมองว่าอาจจะทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้หญิงได้ ในทางกลับกันผู้ศึกษามองว่าผู้หญิงในสังคมอีสานนั้นก็มีอำนาจในระบบเศรษฐกิจอยู่เช่นเดียวกัน แต่ผู้ศึกษานั้นมองว่าการมีอำนาจในระบบการแลกเปลี่ยนของเพศหญิงนั้นก็จำกัดขอบเขตที่เป็นการค้าขายที่อยู่ภายในชุมชนและเป็นการค้าขายสินค้าที่ไม่มีมูลค่าเท่ากับสินค้าที่เพศชายเป็นผู้นำไปแลกเปลี่ยน/ค้าขาย เช่น ผู้หญิงที่เป็นแม่ค้าในชุมชนมักจะค้าขายเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกิน สิ่งของเครื่องใช้ เป็นต้น แต่การค้าขายผลผลิตที่สำคัญ ๆ เช่น วัว ควาย เหล่านี้ของบรรดา นายฮ้อย ที่ต้องต้อนฝูงเหล่านี้ไปขายนอกชุมชน เทียบกันแล้วมูลค่านั้นแตกต่างกันอย่างมาก

                     ความแตกต่างของอำนาจในการแลกเปลี่ยนนี้ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่างเพศหญิง ชาย อย่างไร ผู้ศึกษาเห็นว่า การค้าขายแลกเปลี่ยนกับภายนอกชุมชนนั้นนอกจากจะต้องได้ทักษะในการตกลงราคา ทักษะทางการค้าแล้วนั้น สิ่งสำคัญที่ได้อีกอย่างหนึ่งคือโลกทัศน์ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่กว้างขึ้น เพราะเมื่อเราได้พบเจอสิ่งที่แปลกใหม่ก็จะทำให้เรามีประสบการณ์/ความทรงจำต่อสิ่ง ๆ นั้น และเมื่อเราทำความเข้าใจ/ทำความรู้จักกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะทำให้เกิดเป็นความรู้ขึ้นมาได้ ในแง่มุมดังกล่าวนี้ การที่ผู้หญิงถูกจำกัดให้อยู่ภายในชุมชนและบ้าน/ครอบครัวนั้น อาจส่งผลทำให้โลกทัศน์ของผู้หญิงต่อสิ่งต่างทั้งสิ่งที่แปลกใหม่ และสิ่งที่มีอยู่เดิมในชุมชน ไม่ได้เป็นโลกทัศน์ที่ผ่านการใช้เหตุผลที่กว้างไกลเท่ากับเพศชาย เพราะการมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันนั่นเอง นอกจากนั้นแล้วการที่เพศหญิงถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนแอทำให้ไม่สามารถออกไปเผชิญโลกภายนอกชุมชนได้ดั่งเพศชายดังกล่าวมาในข้างต้นที่นอกจากจะทำให้เกิดการมีโลกทัศน์และการใช้เหตุผลกับสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันแล้วนั้น ผู้ศึกษายังมองว่าการณ์ดังกล่าวยังเป็นการตอกย้ำความด้อยกว่าให้คงอยู่ในสังคมอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน ผู้ศึกษามองว่าเมื่อโลกทัศน์และพื้นที่ของผู้หญิงแคบกว่า ผสมกับการสร้างระบบคุณค่าต่าง ๆ ในสังคมที่จำกัดกรอบในการโต้แย้งของเพศหญิง เช่น ระบบอาวุโส ค่านิยม เป็นต้น ทำให้เพศหญิงต้องยอมรับอำนาจในการบังคับให้ปฏิบัติตามของวาทกรรม ทำให้เพศหญิงยอมรับ/ต้องทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อการมีสถานภาพที่สังคมมองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และแสดงบทบาทตามสถานภาพที่สังคมนั้นคาดหวังโดยไม่มีอำนาจในการโต้แย้งใด ๆ ทำให้เพศหญิงถูกตรึงอยู่กับความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ในแง่มุมที่ตนเป็นฝ่ายที่ด้อยกว่านี้ต่อไป

                 4.1.5 สถานภาพและบทบาทชาย-หญิง มิติทางศาสนาและวัฒนธรรม

                     ความคิดความเชื่อหลักของผู้คนในสังคมอีสานนั้นยึดโยงอยู่ความเชื่อในหลักศาสนา และความเชื่อในสิ่งอันเหนือธรรมชาติ ที่ส่งผลทำให้คนในสังคมเป็นแบบอนุรักษ์นิยม ในแง่มุมที่เป็นการยอมรับและถือปฏิบัติตามจารีตประเพณี และธรรมเนียมปฏิบัติเดิม ๆ ที่สั่งสอนกันมา ลักษณะที่เกี่ยวกับมิติทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมดังกล่าวนี้ เป็นแง่มุมในการสั่งสอนสิ่งที่ถือเป็นเรื่องควรแก่การปฏิบัติในสังคม แต่ในประเด็นดังกล่าวนี้นั้น ก็มีการให้คุณค่าแก่การกระทำ/พฤติกรรมในทางศาสนาและวัฒนธรรมทีแตกต่างกัน ด้วยเพราะว่า การกระทำตามหลักศาสนาและความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติของชาวอีสานนั้น มีจุดประสงค์ที่เป็นจุดประสงค์หลักแห่งพฤติกรรม/การปฏิบัติดังกล่าวก็คือสิ่งที่เรียกว่า บุญ จุดประสงค์ดังกล่าวนี้นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ศึกษานั้นเห็นว่า มีการให้คุณค่าแก่พฤติกรรม/การกระทำตามหลักศาสนาและวัฒนธรรมนั้นแตกต่างกัน กล่าวคือ ในพฤติกรรม/การกระทำเช่นเดียวกันของเพศหญิงกับเพศชาย แต่กลับได้รับการให้คุณค่าและความสำคัญและถูกมองว่าได้สิ่งที่เรียกว่า บุญ ที่เป็นผลตามมาจากพฤติกรรม/การกระทำแบบเดียวกัน/คล้ายกันดังกล่าวนั้น แต่กลับได้รับสิ่งตอบแทนจากพฤติกรรม/การกระทำดังกล่าวนั้นอย่างไม่เท่าเทียมกัน เช่น ในการบวชของผู้หญิงเป็นแม่ชีและในการบวชเป็นพระสงฆ์ของผู้ชายนั้นสังคมให้คุณค่าแก่การบวชของเพศชายว่าได้บุญมากกว่า เพราะเสียสละสิ่งต่าง ๆ มากกว่าเพศหญิง และสังคมกลับไม่ได้มองว่าการบวชของผู้หญิงนั้นเป็นสิ่งที่ได้บุญเท่ากับเพศชาย แต่สังคมกลับมองแม่ชีในภาพของผู้หญิงที่นุ่งขาวห่มขาวนั้นในแง่ลบ เนื่องจากการมีสถานภาพที่ไม่ชัดเจน เพราะถูกมองว่าไม่ใช่ทั้งผู้หญิงธรรมดา และก็ไม่ใช่ทั้งนักบวชด้วย และมองว่าการบวชของเพศหญิงนั้นไม่ได้เสียสละสิ่งต่าง ๆ มากเท่ากับเพศชาย เป็นต้น ผู้ศึกษามองว่าการที่เป็นดังกล่าวนั้นก็เพราะว่า ผู้หญิงนั้นถูกกำหนดให้เป็นเพียงผู้ที่ต้องทำหน้าที่ในการส่งเสริมเกื้อหนุนให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เป็นพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมอันสูงส่งของผู้ชายนั้นได้ดำรงอยู่ต่อไปอย่างยาวนาน และนอกจากนั้นผู้หญิงยังเป็นผู้ที่ดูแลและอำนวยความสะดวกในเรื่องต่าง ๆ ทั้งอาหารการกิน การส่งเสริมให้บุตรชายของตนออกบวชด้วย พฤติกรรม/การกระทำดังกล่าวนี้ผู้ศึกษามองว่านับเป็นการกดทับและใช้งานเพศหญิงอย่างไม่เท่าเทียม การมีค่านิยม/ความเชื่อว่าถ้าทำบุญมาก ๆ เกิดชาติหน้าจะได้มีความสุขหรือร่ำรวยมากกว่าเดิม หรือเชื่อว่าเมื่อทำบุญไว้มาก ๆ เมื่อตายไปก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ทำให้คนมุ่งทำบุญตามหลักความเชื่อในสังคม ทำให้ผู้หญิงยอมทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาเพื่อความสุขทางใจดังกล่าวนั้น แม้การกระทำดังกล่าวจะถูกให้คุณค่าอย่างไม่เท่าเทียมกัน และการได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้นบางครั้งกลับต้องพึ่งพาผู้ชายในการได้มาซึ่งสิ่งที่เรียกว่าบุญนั้นด้วย เช่น ความเชื่อที่เกี่ยวกับการส่งเสริมให้ลูกชายบวช เพราะเชื่อว่าเมื่อตนตายไปจะได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูกขึ้นไปบนสวรรค์/ได้กุศลผลบุญจากการบวชของลูกด้วย ดังกล่าวเป็นต้น

                4.2 ข้อเสนอแนะ 

                4.2.1 ข้อเสนอแนะทั่วไป 

                    ในปัจจุบันแม้ค่านิยมและแนวทางปฏิบัติของคนในสังคมจะมีความเกี่ยวเนื่องกับกระแสโลกาภิวัตน์มากยิ่งขึ้น มีการรับเอาวัฒนธรรมของต่างชาติเข้ามาผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมของท้องถิ่น ส่งผลให้ค่านิยมและแนวทางปฏิบัติในเรื่องต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก คำสอนที่ปรากฏในวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานก็ลดความน่าเชื่อถือลง เพราะเป็นสิ่งซึ่งขัดกับแนวทางการพัฒนากระแสหลัก และถูกมองว่าไม่ใช่องค์ความรู้ที่เป็นระบบอย่างเพียงพอ แต่ผู้ศึกษานั้นมองว่า สิ่งที่ถูกปลูกฝังในวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานนั้นยังคงตราตรึงอยู่แม้วรรณกรรมดังกล่าวนั้นจะลดความสำคัญและ/หรือความน่าเชื่อถือลงไป การต่อสู้ของวาทกรรมกระแสหลักและวาทกรรมกระแสรอง/ทวนกระแสในการแย่งชิงการมีอำนาจนำทางความคิด (Hegemony) มีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันแต่ก็ยังไม่สามารถล้มล้างสังคมที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงนี้ได้อย่างถอนรากถอนโคน ทำให้ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงนั้นยังคงมีดำเนินอยู่แม้ในสังคมปัจจุบัน ผู้ศึกษาเห็นว่านอกจากข้อจำกัดทางธรรมชาติในตัวชาย หญิง แล้วนั้นซึ่งเป็นข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงมิได้แล้ว มนุษย์ในสังคมไม่ควรสร้างข้อจำกัดอย่างอื่นมาสร้างข้อจำกัดและกดทับกันและกันให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงขึ้นในสังคม ผู้ศึกษาคิดว่าการจัดระเบียบทางสังคมโดยการกำหนดสถานภาพและบทบาทตามสถานภาพนั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฝังแฝงแนวคิดอันเป็นการตอกย้ำความไม่เท่าเทียมกันลงไปในระบบคุณค่านั้น ๆ ด้วย ความเสมอภาคอย่างแท้จริงจึงจะสามารถเกิดขึ้นได้ ผู้ศึกษาก็เห็นว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้จริงถ้ามนุษย์เราลืมว่าเราเป็นเพศอะไร ตอนที่กำหนด/ประกอบสร้างชุดความหมายนั้น ๆ และแม้จะมองว่าข้อเสนอแนะข้างต้นที่ผู้ศึกษากล่าวมานี้ค่อนข้างมีความเป็นอุดมคติมากเกินไป หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม ผู้ศึกษาก็ยังอยากจะเน้นย้ำว่านอกจากความแตกต่างจากลักษณะทางธรรมชาติแล้ว สังคมมนุษย์ไม่ควรที่จะแบ่งแยกข้อแตกต่างอื่น ๆ เพื่อแบ่งแยกคู่ตรงข้ามให้เกิดขึ้นอีก จะทำให้อย่างน้อยเราก็จะรู้สึกว่าเราเท่าเทียมกัน

                 4.2.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยต่อไป

                     4.2.2.1 ควรจะมีการศึกษาประเด็นเกี่ยวกับสถานภาพและบทบาททางเพศของเพศที่สามในสังคมอีสาน โดยมองผ่านวรรณกรรมอีสาน

                     4.2.2.2 ควรจะมีการศึกษาเกี่ยวกับสถานภาพและบทบาทของชาย หญิง โดยมองผ่านวรรณกรรมร่วมสมัย  

edit @ 23 Mar 2008 07:50:13 by มุ้ย

Comment

Comment:

Tweet