บทที่ 4

  สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 

4.1 สรุปผลและอภิปรายผล

                 การศึกษาในหัวข้อ วาทกรรมกับสถานภาพและบทบาทชาย หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน  ซึ่งผู้ศึกษาได้วิเคราะห์/มองผ่านกรอบของวรรณกรรมอีสาน ซึ่งเป็นวรรณกรรมประเภทท้องถิ่น (Regional Literature)โดยที่ผู้ศึกษานั้นได้ศึกษาจากวรรณกรรมอีสานเรื่องอินทิยานสอนลูก ที่ได้รับการปริวรรตคัดลอกโดย นภาพร พิมพ์วรเมธากุล เป็นหลัก ผู้ศึกษาได้นำวรรณกรรมอีสานรูปแบบอื่น อาทิเช่น ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ ผญา กะลำ กฎหมายอีสานเพื่ออธิบายเพิ่มเติมในแต่ละประเด็น จากการศึกษาและวิเคราะห์โดยใช้กรอบแนวคิดที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 2 แล้วจะเห็นลักษณะสำคัญ ๆ ได้หลายอย่าง ซึ่งจะกล่าวต่อไป

                ในการวิเคราะห์ถึงสภาพและบทบาท รวมถึงอำนาจของวาทกรรม (Discourse) จากสิ่งที่เรียกว่าเป็นเสมือนภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ในงานศึกษาชิ้นนี้นั้นศึกษาในรูปแบบของวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน ด้วยเหตุที่ว่าหน้าที่ของวรรณกรรม (Literature) รูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น นอกจากจะทำหน้าที่หลักคือ การให้ความบันเทิง ให้ความเพลิดเพลินแล้ว วรรณกรรมยังทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ การเป็นบันทึกสภาพสังคมในยุคสมัยของวรรณกรรมนั้น ๆ เอาไว้ จึงมีฐานะเป็นเสมือนดังเป็นเครื่องบันทึก และสะท้อนสภาพสังคมนั้น ๆ เพราะเนื้อเรื่องของวรรณกรรมนั้นหนีไม่พ้นการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสภาพสังคมในแง่มุมต่าง ๆ ในสังคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ นั้นก็มักจะวนเวียนอยู่ในพฤติการณ์ของบุคคลทั้งเหตุการณ์ส่วนตัวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกที่มากระทบ (วิจิตรา ขอนยาง.  2532 : 21) ในวรรณกรรมอีสานนั้นจากการศึกษาในงานศึกษาชิ้นดังกล่าวนี้ ผู้ศึกษาได้พบลักษณะของอำนาจในการเป็นวาทกรรมของสังคมในการแย่งชิงพื้นที่ทางความคิดของการยอมรับในฐานะการเป็นวาทกรรมหลักในการกำหนดบทบาทอันสมควรดำเนินไปตามสถานภาพด้านต่าง ๆ ของปัจเจกบุคคล

                 ดังที่ผู้ศึกษานั้นได้กล่าวไว้ในข้างต้นแล้วว่าจะดำเนินการวิจัยแบบหนึ่งที่เรียกว่าการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ (Analytical Description) ทำให้ผู้ศึกษาได้กล่าววิเคราะห์ข้อมูล และได้แสดงความคิดเห็นจากการวิเคราะห์ของผู้ศึกษาลงไปในบทที่ 3 ด้วยบ้างแล้ว ในส่วนของการสรุปนี้ผู้ศึกษาจึงจะได้นำ บทวิเคราะห์ที่ยังไม่ชัดเจน หรือเป็นบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจมากล่าวถึงให้เห็นในภาพรวมและกล่าวให้เห็น ผลจากการวิเคราะห์สถานภาพและบทบาททางเพศของชาย หญิง ผ่านวรรณกรรมอีสาน ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้

                 4.1.1 วรรณกรรมอีสานในฐานะวาทกรรม

                     แนวคิดหรืออุดมการณ์ที่ปรากฏเป็นแนวคิดที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์อยู่กับแนวคิดหลักที่ฝังแฝงอยู่ในตัวสารของวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานนั้น มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างยิ่งกับแนวคิดอันได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธนิกายเถรวาทอันเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลเหนือดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งก็รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นอีสานด้วยเช่นกัน และความเชื่อในเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ (Supernatural) คือ สิ่งที่อยู่เหนือเหตุผลใช้กฎเกณฑ์และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Methods) ตรวจสอบหรือพิสูจน์ไม่ได้ สองสิ่งดังกล่าวนั้น เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิต วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี รวมถึงจารีตปฏิบัติที่สำคัญในสังคมอีสาน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นส่งผลในการเป็นกรอบกำหนดค่านิยม และแนวทางในการปฏิบัติของคนในสังคม อันนำมาซึ่งความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของการแสดงบทบาทที่สังคมนั้นคาดหวังระหว่างคนที่มีสถานภาพทางด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สถานภาพทางเพศซึ่งเป็นสถานภาพที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด และเป็นสิ่งที่สรรค์สร้างโดยธรรมชาติ/เป็นสภาพธรรมชาติ หรือสถานภาพที่ได้มาในภายหลังโดยความสามารถและ/หรือความพยายามของปัจเจกบุคคลแต่ละคน ที่ซึ่งมีความสนใจ และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เหล่านี้นั้นก็ถูกหล่อหลอมให้แตกต่างกันด้วยอำนาจของวาทกรรม

                      ความเชื่อจากสองแหล่งในข้างต้น คือ ความเชื่อจากศาสนาและความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาตินั้นส่งผลอย่างไรต่อความแตกต่างดังกล่าว การจะกล่าวถึงอำนาจของระบบคุณค่าของทั้ง ศาสนาพุทธ และความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติว่ามีอิทธิพลต่อการกำหนดบทบาทตามสถานภาพต่าง ๆ ได้อย่างไรนั้น ผู้ศึกษาเห็นว่าเราสามารถมองเห็นได้โดยการใช้แนวคิดเรื่อง วาทกรรม (Discourse) และแนวคิดเรื่องการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) กล่าวคือ เมื่อเรามองทั้งศาสนาพุทธ ทั้งความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นว่าเป็นองค์ประกอบหลักในการประกอบสร้าง หรือในการสร้าง/ผลิต (Constitute) เอกลักษณ์ (Identity) ผ่านระบบความคิดและรูปแบบการนำเสนออย่างหลากหลายซึ่งในงานศึกษาชิ้นนี้ได้หยิบยกเอาวรรณกรรมในท้องถิ่นอีสานมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ ซึ่งเป็นรูปแบบของการนำเสนอรูปแบบหนึ่งในอีกหลาย ๆ รูปแบบ และสิ่งดังกล่าวนี้ก็เป็นเสมือนกับภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discourse Practices) นอกจากนั้นในการประกอบสร้างดังกล่าวยังได้มีการให้/กำหนดความหมาย (Significance) แก่สถานภาพว่าควรตามมาด้วยบทบาทที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ในส่วนนี้นั้นผู้ศึกษาเห็นว่า วาทกรรมกำหนด/ให้ความหมายแก่การกระทำอันเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ตามสถานภาพด้านต่าง ๆ ของปัจเจกบุคคลในสังคมอีสานนั้น มีความคาดหวังจากสังคมที่แตกต่างกัน กล่าวในอีกแง่มุมหนึ่งผู้ศึกษาเห็นว่าวรรณกรรมนั้นนอกจากจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกเรื่องราวต่าง ๆ ของสังคมแล้ว วรรณกรรมยังทำหน้าที่ในการผลิตซ้ำ (Enact) และเป็นเสมือนระบบความคิดที่เป็นระบบมีรูปแบบและเป็นเสมือนความรู้ (Knowledge) ที่เบื้องหลังก็คืออำนาจ (Power) ของศาสนาพุทธและความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านั้นที่ได้รับการดัดแปลง หล่อหลอม และขัดเกลาอย่างแยบคาย ทำให้การอ่านวรรณกรรมนั้น ๆ ฝังแฝงไปด้วยการรับรู้/ความรู้สึกต่อระบบคุณค่าต่าง ๆ ที่ฝังแฝงอยู่ในตัวบทนั้น ๆ

                      อย่างไรก็ตามหากจะกล่าวว่าอำนาจของวาทกรรมหลักในสังคมนั้นกดทับวาทกรรมอื่นที่เป็นวาทกรรมกระแสรอง หรือทวนกระแส ทำให้สิ่งเหล่านั้นเลือนหายไปโดยไม่มีการตอบโต้นั้น ดูจะเป็นการสรุปที่มองในมุมแคบ ผู้ศึกษาเห็นว่าทั้งวาทกรรมกระแสหลักและวาทกรรมกระแสรองนั้น ต่างก็มีการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำ (Hegemony) ในการกำหนด/ในการสร้าง และ/หรือในการให้ความหมายแก่เรื่องนั้น ๆ ในส่วนของการได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวคิด/ความเชื่อทางศาสนา และความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นส่งผลอย่างไรต่อความคาดหวังของสังคมต่อการแสดงบทบาทตามสถานภาพในแง่มุมต่าง ๆ ของปัจเจกบุคคล ประเด็นดังกล่าวนี้ผู้ศึกษาเห็นว่า การที่วรรณกรรมได้รับอิทธิพลจากสองส่วนดังกล่าวมีผลอย่างยิ่งต่อความคาดหวังของคนในสังคม และมีส่วนในการกำหนดค่านิยมหลัก ๆ ในสังคมเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุดังกล่าวนั้น ทำให้ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความไม่เท่าเทียมกันกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา กลายเป็นเรื่องที่รับ/ทนได้ โดยไม่มีการต่อต้าน ระบบคุณค่า ค่านิยมต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ในสังคมอย่างถอนรากถอนโคน

                     ดังจะได้กล่าวสรุปให้เห็นถึงประเด็นที่ผู้ศึกษานั้นวิเคราะห์ในมิติต่าง ๆ ได้แก่ มิติทางด้านสังคม มิติทางด้านการเมืองและกฎหมาย มิติทางด้านเศรษฐกิจ และมิติทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม ดังจะกล่าวต่อไป

                 4.1.2 สถานภาพและบทบาทชาย-หญิง มิติทางด้านสังคม

                      พฤติกรรมทางสังคมที่ถูกยอมรับและเป็นพฤติกรรมที่ถูกคาดหวังจากสังคมนั้น เป็นตัวที่ทำให้พฤติกรรมที่ตรงกันข้าม/สวนกระแสกับพฤติกรรม และค่านิยมหลักในสังคมนั้นถูกทำให้เลือนหายไป และในส่วนของพฤติกรรมหลักในทางสังคมนั้น การมีสถานภาพทางเพศที่แตกต่างกันระหว่างเพศชาย-หญิง ส่งผลให้เกิดความคาดหวังจากสังคมต่อสถานภาพและบทบาทที่แตกต่างกันด้วย เห็นได้จากในวรรณกรรมเรื่องอินทิยานสอนลูก ที่มีค่านิยมเกี่ยวกับสถานภาพทางการสมรสของแต่ละเพศที่แตกต่างกัน การดำรงสถานภาพโสดของผู้หญิงในสังคมอีสานนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติธรรมดา เพราะความเชื่อหลักที่ว่าเพศหญิงนั้นเป็นเพศที่อ่อนแอ และเป็นเพศที่ต้องพึ่งพา ความเชื่อดังกล่าวทำให้เกิดการลดทอนคุณค่าของเพศหญิงที่เป็นโสดด้วยการสร้างวาทกรรมชุดต่าง ๆ ขึ้นมานิยาม/ให้ความหมายในเชิงลดทอนคุณค่าของสถานภาพดังกล่าวนั้น และด้วยอีกสาเหตุหนึ่งก็เกิดจากการที่สังคมนั้นคาดหวังต่อบทบาทของการเป็นแม่บ้านแม่เรือน บทบาทของการเป็นแม่ของลูกเป็นบทบาทหลัก เป็นบทบาทที่ซึ่งในการดำรงสถานภาพโสดนั้นไม่สามารถดำเนินบทบาทดังกล่าวนี้ได้อย่างบริบูรณ์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือความคาดหวังต่อบทบาทดังกล่าวเป็นหลักทำให้การดำรงสถานภาพโสดของเพศหญิงนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการแสดงบทบาทหลัก ๆ ที่สังคมนั้นคาดหวังได้ และเมื่อกระทำตามค่านิยมดังกล่าวไม่ได้ พฤติกรรมดังกล่าวก็ถูกลดคุณค่าลง ถูกกดทับ และ/หรือถูกทำให้เลือนหายไป และนอกจากนั้นแล้วการที่เพศหญิงที่มีชีวิตคู่ที่ไม่ปกติ คือ เกิดจากการหย่าร้าง หรือเกิดจากชายผู้เป็นสามีนั้นเสียชีวิตไป เป็นต้น ในวรรณกรรมอีสานนั้นสะท้อนภาพของหญิงเหล่านั้นออกมาในแง่มุมที่เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบ หรือขาดหายไปซึ่งกำลังหลักในการดำรงความอยู่รอดของครอบครัว ทำให้ชีวิตของหญิงเหล่านั้นไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นปกติ และนอกจากนั้นแล้วหญิงที่เคยมีสามีแล้วก็จะถูกลดทอนคุณค่าของความเป็นผู้หญิงที่ดีลงไปด้วย แง่มุมดังกล่าวนี้ส่งผลต่อการกำหนดขอบเขตในประเด็นเรื่องพื้นที่ในการแสดงบทบาทของผู้หญิงด้วยเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อผู้หญิงถูกสังคมนั้นคาดหวังให้เป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ/เป็นผู้หญิงที่ดี ด้วยการแสดงบทบาทของการเป็นแม่บ้านแม่เรือน การเป็นแม่ของลูก ก็ทำให้พื้นที่ของผู้หญิงในการแสดงบทบาทดังกล่าวนั้นถูกนิยามให้เหมาะสมกับพื้นที่ ที่บ้าน/ครอบครัว เป็นหลัก ตรงกันข้ามกับเพศชายที่ถูกคาดหวังจากสังคมให้เป็นผู้นำพาครอบครัวไปสู่ความบริบูรณ์ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทำให้พื้นที่ของเพศชายนั้น เป็นพื้นที่ในการออกไปแสวงหาปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ แสวงหาความมั่งคั่ง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนั้นเป็นพื้นที่ ที่อยู่นอกครอบครัว/พื้นที่สาธารณะ ในส่วนของการดำรงสถานภาพโสดของเพศชายนั้นไม่ได้ถูกสังคมลดคุณค่าลงแต่อย่างใด ด้วยเพราะการที่เพศชายต้องกลายมาเป็นผู้นำในครอบครัวทำให้ต้องเตรียมตัวให้พร้อม และหาวิชาความรู้ติดตัวให้มากเพียงพอเสียก่อน ซึ่งการแสวงหาทั้งความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเพศชายนั้น การมีสถานภาพโสดเอื้ออำนวยต่อการกระทำการดังกล่าวมากกว่า เช่น การบวชเพื่อศึกษาหาความรู้ เป็นต้น

                      อย่างไรก็ตามหากเราจะแบ่งแยกพื้นที่ระหว่าง บ้าน/ครอบครัว กับพื้นที่ สาธารณะ ออกจากกันอย่างเด็ดขาดในสังคมอีสานนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนักเพราะในสังคมอีสานนั้นขอบเขตเรื่องพื้นที่ระหว่างที่บ้านกับพื้นที่นอกบ้านนั้นมีการแบ่งแยกที่ไม่ชัดเจนดังที่ได้กล่าวให้เห็นมาแล้วในมิติทางเศรษฐกิจ และจะได้กล่าวโดยสรุปในภายหน้า แต่หากเราจะกล่าวว่าการแบ่งแยกระหว่างที่บ้านกับที่สาธารณะนั้นนำมาซึ่งกา