บทที่ 3 

 

 

 

วาทกรรมกับสถานภาพและบทบาทชาย - หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน

 

 

                                 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยหรือที่เรียกกันอย่างเข้าใจง่าย ๆ ว่า ภาคอีสาน นี้ผู้ศึกษาเห็นว่าเป็นภูมิภาคที่มีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน ซึ่งเห็นได้จากอารยธรรมอันเก่าแก่ เช่น บ้านเชียง เป็นต้น นั่นคงจะพอเป็นเครื่องยืนยันถึงการเกิดขึ้นของสังคมมนุษย์ที่มีมาอย่างยาวนั้นในผืนแผ่นดินดังกล่าวนี้ อันอาจทำให้เกิดอารยธรรม และระเบียบแบบแผนในการดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ที่เคยมีมาอย่างยาวนานได้ จากการที่มีวิวัฒนาการยาวนานดังกล่าวก็ทำให้มี/เกิดวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่หลากหลาย ซึ่งบางครั้งการเกิดขึ้นของระบบความคิดที่ประกอบสร้างขึ้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีเหล่านี้ ก็อาจจะอยู่ภายใต้ระบบความคิดอะไรบางอย่างในแต่ละสังคมแต่ละช่วงเวลา และอาจก่อเกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้อุดมการณ์ (Ideology) หรือแนวคิดลัทธิบางอย่างก็ได้ กล่าวคือ ความเป็นผู้หญิงที่ปรากฏในสังคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความรับรู้และความคาดหวังที่สังคมมีต่อผู้หญิง สะท้อนผ่านทางสถานภาพ บทบาท คุณธรรม และคุณสมบัติบางอย่างที่ผู้หญิงถูกคาดหวังว่า ควรจะเป็นหรือควรจะมี การที่จะศึกษาและทำความเข้าใจต่อความรับรู้และความคาดหวังเหล่านั้นให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด จำเป็นต้องศึกษาผ่านทางเอกสารทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ และทางวรรณกรรมต่าง ๆ แม้ว่าแหล่งข้อมูลทั้งสองจะมีข้อจำกัดอยู่ เพราะคนที่มีความรู้ทางหนังสือและเป็นผู้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต ล้วนเป็นเพศชาย ดังนั้น การบันทึกจึงอยู่ภายใต้กรอบความคิดของเพศชายและจะมีจำนวนน้อยมาก และวรรณกรรมส่วนใหญ่ที่เป็นลายลักษณ์อักษรยังถือว่าเป็นสมบัติของชนชั้นนำ ในส่วนที่เป็นวรรณกรรมพื้นบ้าน ผู้มีสร้างวรรณกรรมเหล่านั้นก็ล้วนเป็นพระภิกษุหรือผู้ที่บวชเรียนมาแล้ว หรือกล่าวได้ว่าเป็นผู้ชายทั้งสิ้น (วารุณี ภูริสินสิทธิ์.  2551 : มปน.) ซึ่งในลักษณะของสังคมอีสานนั้นไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีและหรือแบบแผนปฏิบัติรวมทั้งบรรทัดฐานทางสังคมอื่นใด โดยมากแล้วก็มักจะแอบอิงอยู่กับความเชื่อสองอย่างที่มีลักษณะผสมผสานกันคือระหว่างความเชื่อของพุทธศาสนากับความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้นั้นสัมพันธ์แนบแน่นและผสมกลมกลืนกันกับวิถีชีวิตทางสังคมของคนอีสาน (ธวัช ปุณโณทก.  2536 : 352) สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจส่งผลสำคัญต่อทั้งสถานภาพและทั้งบทบาทในทั้งทางเพศและทางสังคมของเพศชายและเพศหญิงได้

                ในการศึกษาวาทกรรมกับสถานภาพและบทบาทชาย-หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานของผู้ศึกษาชิ้นนี้นั้น ผู้ศึกษามุ่งที่จะวิเคราะห์ให้เห็นถึงสถานภาพ (Status) และ บทบาท (Role) ทางสังคมของเพศหญิงและเพศชาย โดยจะได้วิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงพรรณนาผ่านภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรมในท้องถิ่นอีสานที่แสดงออกมาในรูปของวรรณกรรมท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในงานศึกษาชิ้นนี้นั้นผู้ศึกษาได้นำวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานที่จะมาวิเคราะห์คือ อินทิยานสอนลูก ซึ่งได้รับการปริวรรตคัดลอกโดย นภาพร พิมพ์วรเมธากุล (2548) โดยที่ต้นฉบับนั้นเป็นใบลานที่จารด้วยตัวหนังสือไทน้อยซึ่งวรรณกรรมชิ้นดังกล่าวนี้นั้นผู้ศึกษาจะใช้เป็นตัว/ชิ้นหลักในการวิเคราะห์ และศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานในรูปแบบอื่น ๆ อีก กล่าวคือ ศึกษาผ่านสิ่งที่มีรูปแบบหรือลักษณะคำประพันธ์ที่เป็นแบบที่เรียกว่า “ผญา” ซึ่งงานเขียนที่เกี่ยวกับผญานั้นผู้เขียนจะได้ยกมาจากงานเขียนหลายชิ้น เพราะงานเขียนเกี่ยวกับผญาในอีสานนั้นมีแพร่หลายอยู่ทั่วไป นอกจากนั้นแล้วงานศึกษาชิ้นนี้ก็จะได้มองผ่านสิ่งที่เรียกว่า ฮีต-คอง (คลอง) กะลำ (คะลำ)  ซึ่งงานเขียนที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้นั้นก็พบมากทั่วไปในภาคอีสานเช่นเดียวกันกับผญา ซึ่งทั้งในส่วนของผญาและในส่วนของฮีต-คอง (คลอง) กะลำ (คะลำ) ผู้เขียนจะได้อ้างอิงเอกสารให้ผู้อ่านทราบในเนื้อหาว่าผู้ศึกษานำมาจากงานเขียนของใครในเนื้อหา และในวรรณกรรมประเภทต่าง ๆ ที่กล่าวมาภายหลังนี้ผู้ศึกษาอาจจะนำมากล่าวถึงเพื่ออธิบาย ขยายความ และเพื่อการทำความเข้าใจเพิ่มเติมจากวรรณกรรมเรื่องอินทิยานสอนลูก และอาจนำมาเพื่อเป็นประเด็นในการใช้อธิบายบางเรื่องบางประเด็นได้เช่นกัน ดังจะได้กล่าวให้เห็นต่อไปในส่วนของการวิเคราะห์นั้นผู้ศึกษาจะได้นำแนวคิดวาทกรรม (Discourse) กับแนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse and Discourse Analysis) ของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) มาวิเคราะห์ถึงบทบาทและภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรมเพื่อชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นผลสืบเนื่องต่อมา ซึ่งนั่นก็คือ สถานภาพ (Status) และ บทบาท (Role) ในสังคมของทั้งเพศชายและเพศหญิงว่า สถานภาพและบทบาทเหล่านั้นเป็นเช่นไร

 

                 3.1 วิเคราะห์สถานภาพและบทบาทชาย-หญิง ผ่านวรรณกรรมอีสาน

                 ในส่วนนี้ผู้ศึกษาจะได้วิเคราะห์ถึงสถานภาพในแง่มุมต่าง ๆ ที่นำมาซึ่งบทบาทในลักษณะต่าง ๆ ที่สังคมอีสานนั้นคาดหวังต่อทั้งความเป็นเพศหญิงและความเป็นเพศชายในสังคมอีสาน โดยมองผ่านวรรณกรรมอีสานรูปแบบต่าง ๆ เช่น วรรณกรรมคำสอน (อินทิยานสอนลูก) ผญา ฮีต-คอง (คลอง) กะลำ (คะลำ) เหล่านี้เปรียบเทียบกัน เพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงแง่มุมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมกัน หรือกดทับ ปิดกั้นซึ่งกันและกัน ในฐานะของการเป็นสิ่งซึ่งถูกประกอบสร้างขึ้นในรูปแบบของความรู้ (Knowledge) ตามความคิดของฟูโกต์ดังที่กล่าวมา

                        3.1.1 อินทิยานสอนลูก

                            เป็นวรรณกรรมคำสอนของท้องถิ่นอีสาน ซึ่งคำว่า อินทิยาน น่าจะมาจากคำว่า อินท หรือ พระอินทร์ ซึ่งเป็นเทวดาผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ สมาสกับคำว่า ญาณ ซึ่งแปลว่า ความรู้, ปรีชาหยั่งรู้ และเมื่อนำคำทั้งสองมาสมาสกันแล้วเป็น อินทญาณ แต่เรียกเพี้ยนเป็น อินทิยาน นั้น หมายความว่า ความรู้ของพระอินทร์ แต่ในวรรณกรรมเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่แต่งโดย อินทิยานซึ่งก็คือนักปราชญ์คนหนึ่ง ซึ่งได้เขียนคำกลอนสั่งสอนลูกสาวของตนเกี่ยวกับการวางตัว กิริยา มารยาท การเลือกคู่ครอง และการปฏิบัติหน้าที่ของภรรยา ฯลฯ ความเป็นมาของต้นฉบับวรรณกรรมเรื่อง อินทิยานสอนลูก มีต้นฉบับแพร่หลายทั่วไปในภาคอีสาน ต้นฉบับเป็นใบลาน ซึ่งจารด้วยอักษรไทน้อย[1]ผู้แต่งก็คือ ปราชญ์อินทิยาน แต่งสอนธิดาที่ชื่อ นันทา แต่ไม่ได้ปรากฏวันเวลาที่แต่งแน่นอน ซึ่งปราชญ์อินทิยาน เป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือเป็นผู้ครองเมือง[2](นภาพร พิมพ์วรเมธากุล.  2548 : 69) จะเห็นได้ว่าในวรรณกรรมชิ้นนี้นั้นจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเพศหญิงเท่านั้น กล่าวคือ เป็นวรรณกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาในแง่มุมที่ผู้เป็นพ่อสอนความเป็นผู้หญิงที่ดีและแง่มุมอื่น ๆ เช่นการเลือกคู่ครอง หรือการปฏิบัติตนต่อผู้อาวุโส เป็นต้นให้แก่บุตรสาวของตน

                            ซึ่งผู้ศึกษาเห็นว่าวรรณกรรมชิ้นดังกล่าวนี้นั้นมีอิทธิพลในแง่ของการประกอบสร้างอุดมการณ์ความเป็นหญิงที่เป็นแนวคิดหลักบางอย่างขึ้นมาในสังคมอีสาน และกดทับ/ปิดกั้น (subjugate) ไม่ให้ความเป็นหญิงที่ไม่ได้เป็นไปตามวาทกรรมหลัก (dominant discourse) นั้นได้ถูกทำให้แทนที่/เลือนหาย (displace) ด้วยสิ่งที่เป็นแบบแผนปฏิบัติหลัก ๆ ที่สังคมนั้นต้องการ จึงได้นำมาเป็นวรรณกรรมชิ้นหลักในการวิเคราะห์ในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานภาพและบทบาทที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมของเพศหญิงดังจะได้กล่าววิเคราะห์ต่อไป

                      3.1.2 ผญา

                           จากการประชุมนักปราชญ์หรือภูมิปัญญาอีสานกว่าร้อยคน เมื่อวันที่ 11-12 มิถุนายน พ.ศ.  2539 ที่สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า ผญา ว่าเป็นคำพื้นเมืองอีสานความหมายตรงกับภาษาบาลีสันสกฤตที่ว่า ปัญญา และ ปรัชญา ซึ่งหมายถึง องค์ความรู้ด้านภาษา ที่ประกอบไปด้วย ญาบเว้าและโตงโตย[3] กาพย์ โคลง ร่าย ทุกชนิด ถ้ามีความรู้อธิบายวิชาการด้านใดด้านหนึ่งเรียก ภูมิปัญญา แต่ถ้าเพียงพูดกล่าวเป็นกลอน เป็นสุภาษิต เป็นสำนวนโวหารเรียกคนนั้นว่า จอมผญา หรืออีกคำหนึ่งว่า นักสดัมภ์ คือเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นผู้รอบรู้ในประเด็นหลักของแขนงนั้น ๆ ผญานั้นจัดแบ่งประเภทออกเป็น ผญาสุภาษิต ผญาเกี้ยว ผญาคำกลอน ผญาปรัชญา ผญาปริศนา ผญาเบ็ดเตล็ด ซึ่งก็มีทั้งแบบที่มีสัมผัสและทั้งที่ไม่มีสัมผัส (ประมวล พิมพ์เสน.  2545 : 7)

                      3.1.3 ฮีต

                            ฮีตเป็นคำกร่อนเป็นคำท้องถิ่นของภาคอีสาน คำเต็มน่าจะเป็นจาฮีต ซึ่งก็คือ จารีตหมายถึงขนบธรรมเนียม ที่เคยประพฤติปฏิบัติกันมานาน แต่ไม่ถึงขั้นเป็นตัวบทกฎหมายที่มีสภาพบังคับและบทลงโทษ (ลือ ศรีปุนะเดช และพรหมา พรมดาว.  2539 : 3 – 23)

                          3.1.4 คอง (คลอง)

                           ตามความหมายของ “วัดจะนานุกม พาสาลาว” ของทองคำ อ่อนมะนีสอน ให้ความหมายไว้ว่า คอง คือ แบบ, แบบอย่าง, ฮีตคอง, ทาง, คองบูฮาน, คองทำ, คองโลก (อ้างถึงใน บุญเกิด พิมพ์วรเมธากุล และนภาพร พิมพ์วรเมธากุล, 2545 : 51)

                           ในพจนานุกรมอีสาน (เว่าอีสาน) ของบุญเกิด พิมพ์วรเมธากุล และนภาพร พิมพ์วรเมธากุล ให้ความหมายไว้ว่า คอง คือ ข้อกติกาของบ้านเมือง มีลักษณะบังคับให้กระทำ หรืองดเว้นการกระทำ ผู้ใดฝ่าฝืนต้องได้รับโทษ (อ้างถึงใน บุญเกิด พิมพ์วรเมธากุล และนภาพร พิมพ์วรเมธากุล. 2545 : 51)

                          กล่าวโดยสรุปคำว่า คอง นั้นก็มีความหมายถึง แบบอย่างที่ดีที่ถือเป็นข้อปฏิบัติของประชาชนตามฐานะทางสังคมหรือตามตำแหน่งในสังคมของบุคคลนั้น ๆ และหากผู้ใดฝ่าฝืนก็ต้องได้รับโทษ เพราะมีผลผูกพันคล้ายกฎหมาย

                      3.1.5. กะลำ (คะลำ)

                           คำเดิมคือ กะลำ แต่ชาวอีสานมักพูดเป็น คะลำ หรือ ขะลำ