วาทกรรมกับสถานภาพและบทบาทชาย - หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน [บทที่ 3]
posted on 23 Mar 2008 07:52 by worrawatบทที่ 3
วาทกรรมกับสถานภาพและบทบาทชาย - หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยหรือที่เรียกกันอย่างเข้าใจง่าย ๆ ว่า “ภาคอีสาน” นี้ผู้ศึกษาเห็นว่าเป็นภูมิภาคที่มีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน ซึ่งเห็นได้จากอารยธรรมอันเก่าแก่ เช่น บ้านเชียง เป็นต้น นั่นคงจะพอเป็นเครื่องยืนยันถึงการเกิดขึ้นของสังคมมนุษย์ที่มีมาอย่างยาวนั้นในผืนแผ่นดินดังกล่าวนี้ อันอาจทำให้เกิดอารยธรรม และระเบียบแบบแผนในการดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ที่เคยมีมาอย่างยาวนานได้ จากการที่มีวิวัฒนาการยาวนานดังกล่าวก็ทำให้มี/เกิดวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่หลากหลาย ซึ่งบางครั้งการเกิดขึ้นของระบบความคิดที่ประกอบสร้างขึ้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีเหล่านี้ ก็อาจจะอยู่ภายใต้ระบบความคิดอะไรบางอย่างในแต่ละสังคมแต่ละช่วงเวลา และอาจก่อเกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้อุดมการณ์ (Ideology) หรือแนวคิดลัทธิบางอย่างก็ได้ กล่าวคือ ความเป็นผู้หญิงที่ปรากฏในสังคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความรับรู้และความคาดหวังที่สังคมมีต่อผู้หญิง สะท้อนผ่านทางสถานภาพ บทบาท คุณธรรม และคุณสมบัติบางอย่างที่ผู้หญิงถูกคาดหวังว่า ควรจะเป็นหรือควรจะมี การที่จะศึกษาและทำความเข้าใจต่อความรับรู้และความคาดหวังเหล่านั้นให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด จำเป็นต้องศึกษาผ่านทางเอกสารทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ และทางวรรณกรรมต่าง ๆ แม้ว่าแหล่งข้อมูลทั้งสองจะมีข้อจำกัดอยู่ เพราะคนที่มีความรู้ทางหนังสือและเป็นผู้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต ล้วนเป็นเพศชาย ดังนั้น การบันทึกจึงอยู่ภายใต้กรอบความคิดของเพศชายและจะมีจำนวนน้อยมาก และวรรณกรรมส่วนใหญ่ที่เป็นลายลักษณ์อักษรยังถือว่าเป็นสมบัติของชนชั้นนำ ในส่วนที่เป็นวรรณกรรมพื้นบ้าน ผู้มีสร้างวรรณกรรมเหล่านั้นก็ล้วนเป็นพระภิกษุหรือผู้ที่บวชเรียนมาแล้ว หรือกล่าวได้ว่าเป็นผู้ชายทั้งสิ้น (วารุณี ภูริสินสิทธิ์. 2551 : มปน.) ซึ่งในลักษณะของสังคมอีสานนั้นไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีและหรือแบบแผนปฏิบัติรวมทั้งบรรทัดฐานทางสังคมอื่นใด โดยมากแล้วก็มักจะแอบอิงอยู่กับความเชื่อสองอย่างที่มีลักษณะผสมผสานกันคือระหว่างความเชื่อของพุทธศาสนากับความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้นั้นสัมพันธ์แนบแน่นและผสมกลมกลืนกันกับวิถีชีวิตทางสังคมของคนอีสาน (ธวัช ปุณโณทก. 2536 : 352) สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจส่งผลสำคัญต่อทั้งสถานภาพและทั้งบทบาทในทั้งทางเพศและทางสังคมของเพศชายและเพศหญิงได้
ในการศึกษาวาทกรรมกับสถานภาพและบทบาทชาย-หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานของผู้ศึกษาชิ้นนี้นั้น ผู้ศึกษามุ่งที่จะวิเคราะห์ให้เห็นถึงสถานภาพ (Status) และ บทบาท (Role) ทางสังคมของเพศหญิงและเพศชาย โดยจะได้วิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงพรรณนาผ่านภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรมในท้องถิ่นอีสานที่แสดงออกมาในรูปของวรรณกรรมท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในงานศึกษาชิ้นนี้นั้นผู้ศึกษาได้นำวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานที่จะมาวิเคราะห์คือ อินทิยานสอนลูก ซึ่งได้รับการปริวรรตคัดลอกโดย นภาพร พิมพ์วรเมธากุล (2548) โดยที่ต้นฉบับนั้นเป็นใบลานที่จารด้วยตัวหนังสือไทน้อยซึ่งวรรณกรรมชิ้นดังกล่าวนี้นั้นผู้ศึกษาจะใช้เป็นตัว/ชิ้นหลักในการวิเคราะห์ และศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานในรูปแบบอื่น ๆ อีก กล่าวคือ ศึกษาผ่านสิ่งที่มีรูปแบบหรือลักษณะคำประพันธ์ที่เป็นแบบที่เรียกว่า “ผญา” ซึ่งงานเขียนที่เกี่ยวกับผญานั้นผู้เขียนจะได้ยกมาจากงานเขียนหลายชิ้น เพราะงานเขียนเกี่ยวกับผญาในอีสานนั้นมีแพร่หลายอยู่ทั่วไป นอกจากนั้นแล้วงานศึกษาชิ้นนี้ก็จะได้มองผ่านสิ่งที่เรียกว่า ฮีต-คอง (คลอง) กะลำ (คะลำ) ซึ่งงานเขียนที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้นั้นก็พบมากทั่วไปในภาคอีสานเช่นเดียวกันกับผญา ซึ่งทั้งในส่วนของผญาและในส่วนของฮีต-คอง (คลอง) กะลำ (คะลำ) ผู้เขียนจะได้อ้างอิงเอกสารให้ผู้อ่านทราบในเนื้อหาว่าผู้ศึกษานำมาจากงานเขียนของใครในเนื้อหา และในวรรณกรรมประเภทต่าง ๆ ที่กล่าวมาภายหลังนี้ผู้ศึกษาอาจจะนำมากล่าวถึงเพื่ออธิบาย ขยายความ และเพื่อการทำความเข้าใจเพิ่มเติมจากวรรณกรรมเรื่องอินทิยานสอนลูก และอาจนำมาเพื่อเป็นประเด็นในการใช้อธิบายบางเรื่องบางประเด็นได้เช่นกัน ดังจะได้กล่าวให้เห็นต่อไปในส่วนของการวิเคราะห์นั้นผู้ศึกษาจะได้นำแนวคิดวาทกรรม (Discourse) กับแนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse and Discourse Analysis) ของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) มาวิเคราะห์ถึงบทบาทและภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรมเพื่อชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นผลสืบเนื่องต่อมา ซึ่งนั่นก็คือ สถานภาพ (Status) และ บทบาท (Role) ในสังคมของทั้งเพศชายและเพศหญิงว่า สถานภาพและบทบาทเหล่านั้นเป็นเช่นไร
3.1 วิเคราะห์สถานภาพและบทบาทชาย-หญิง ผ่านวรรณกรรมอีสาน
ในส่วนนี้ผู้ศึกษาจะได้วิเคราะห์ถึงสถานภาพในแง่มุมต่าง ๆ ที่นำมาซึ่งบทบาทในลักษณะต่าง ๆ ที่สังคมอีสานนั้นคาดหวังต่อทั้งความเป็นเพศหญิงและความเป็นเพศชายในสังคมอีสาน โดยมองผ่านวรรณกรรมอีสานรูปแบบต่าง ๆ เช่น วรรณกรรมคำสอน (อินทิยานสอนลูก) ผญา ฮีต-คอง (คลอง) กะลำ (คะลำ) เหล่านี้เปรียบเทียบกัน เพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงแง่มุมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมกัน หรือกดทับ ปิดกั้นซึ่งกันและกัน ในฐานะของการเป็นสิ่งซึ่งถูกประกอบสร้างขึ้นในรูปแบบของความรู้ (Knowledge) ตามความคิดของฟูโกต์ดังที่กล่าวมา
3.1.1 อินทิยานสอนลูก
เป็นวรรณกรรมคำสอนของท้องถิ่นอีสาน ซึ่งคำว่า อินทิยาน น่าจะมาจากคำว่า “อินท” หรือ “พระอินทร์” ซึ่งเป็นเทวดาผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ สมาสกับคำว่า “ญาณ” ซึ่งแปลว่า ความรู้, ปรีชาหยั่งรู้ และเมื่อนำคำทั้งสองมาสมาสกันแล้วเป็น “อินทญาณ” แต่เรียกเพี้ยนเป็น “อินทิยาน” นั้น หมายความว่า ความรู้ของพระอินทร์ แต่ในวรรณกรรมเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่แต่งโดย อินทิยานซึ่งก็คือนักปราชญ์คนหนึ่ง ซึ่งได้เขียนคำกลอนสั่งสอนลูกสาวของตนเกี่ยวกับการวางตัว กิริยา มารยาท การเลือกคู่ครอง และการปฏิบัติหน้าที่ของภรรยา ฯลฯ ความเป็นมาของต้นฉบับวรรณกรรมเรื่อง อินทิยานสอนลูก มีต้นฉบับแพร่หลายทั่วไปในภาคอีสาน ต้นฉบับเป็นใบลาน ซึ่งจารด้วยอักษรไทน้อย[1]ผู้แต่งก็คือ ปราชญ์อินทิยาน แต่งสอนธิดาที่ชื่อ นันทา แต่ไม่ได้ปรากฏวันเวลาที่แต่งแน่นอน ซึ่งปราชญ์อินทิยาน เป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือเป็นผู้ครองเมือง[2](นภาพร พิมพ์วรเมธากุล. 2548 : 69) จะเห็นได้ว่าในวรรณกรรมชิ้นนี้นั้นจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเพศหญิงเท่านั้น กล่าวคือ เป็นวรรณกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาในแง่มุมที่ผู้เป็นพ่อสอนความเป็นผู้หญิงที่ดีและแง่มุมอื่น ๆ เช่นการเลือกคู่ครอง หรือการปฏิบัติตนต่อผู้อาวุโส เป็นต้นให้แก่บุตรสาวของตน
ซึ่งผู้ศึกษาเห็นว่าวรรณกรรมชิ้นดังกล่าวนี้นั้นมีอิทธิพลในแง่ของการประกอบสร้างอุดมการณ์ความเป็นหญิงที่เป็นแนวคิดหลักบางอย่างขึ้นมาในสังคมอีสาน และกดทับ/ปิดกั้น (subjugate) ไม่ให้ความเป็นหญิงที่ไม่ได้เป็นไปตามวาทกรรมหลัก (dominant discourse) นั้นได้ถูกทำให้แทนที่/เลือนหาย (displace) ด้วยสิ่งที่เป็นแบบแผนปฏิบัติหลัก ๆ ที่สังคมนั้นต้องการ จึงได้นำมาเป็นวรรณกรรมชิ้นหลักในการวิเคราะห์ในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานภาพและบทบาทที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมของเพศหญิงดังจะได้กล่าววิเคราะห์ต่อไป
3.1.2 ผญา
จากการประชุมนักปราชญ์หรือภูมิปัญญาอีสานกว่าร้อยคน เมื่อวันที่ 11-12 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ที่สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า ผญา ว่าเป็นคำพื้นเมืองอีสานความหมายตรงกับภาษาบาลีสันสกฤตที่ว่า ปัญญา และ ปรัชญา ซึ่งหมายถึง องค์ความรู้ด้านภาษา ที่ประกอบไปด้วย ญาบเว้าและโตงโตย[3] กาพย์ โคลง ร่าย ทุกชนิด ถ้ามีความรู้อธิบายวิชาการด้านใดด้านหนึ่งเรียก ภูมิปัญญา แต่ถ้าเพียงพูดกล่าวเป็นกลอน เป็นสุภาษิต เป็นสำนวนโวหารเรียกคนนั้นว่า “จอมผญา” หรืออีกคำหนึ่งว่า “นักสดัมภ์” คือเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นผู้รอบรู้ในประเด็นหลักของแขนงนั้น ๆ ผญานั้นจัดแบ่งประเภทออกเป็น ผญาสุภาษิต ผญาเกี้ยว ผญาคำกลอน ผญาปรัชญา ผญาปริศนา ผญาเบ็ดเตล็ด ซึ่งก็มีทั้งแบบที่มีสัมผัสและทั้งที่ไม่มีสัมผัส (ประมวล พิมพ์เสน. 2545 : 7)
3.1.3 ฮีต
ฮีตเป็นคำกร่อนเป็นคำท้องถิ่นของภาคอีสาน คำเต็มน่าจะเป็น “จาฮีต” ซึ่งก็คือ “จารีต” หมายถึงขนบธรรมเนียม ที่เคยประพฤติปฏิบัติกันมานาน แต่ไม่ถึงขั้นเป็นตัวบทกฎหมายที่มีสภาพบังคับและบทลงโทษ (ลือ ศรีปุนะเดช และพรหมา พรมดาว. 2539 : 3 – 23)
3.1.4 คอง (คลอง)
ตามความหมายของ “วัดจะนานุกม พาสาลาว” ของทองคำ อ่อนมะนีสอน ให้ความหมายไว้ว่า คอง คือ แบบ, แบบอย่าง, ฮีตคอง, ทาง, คองบูฮาน, คองทำ, คองโลก (อ้างถึงใน บุญเกิด พิมพ์วรเมธากุล และนภาพร พิมพ์วรเมธากุล, 2545 : 51)
ในพจนานุกรมอีสาน (เว่าอีสาน) ของบุญเกิด พิมพ์วรเมธากุล และนภาพร พิมพ์วรเมธากุล ให้ความหมายไว้ว่า คอง คือ ข้อกติกาของบ้านเมือง มีลักษณะบังคับให้กระทำ หรืองดเว้นการกระทำ ผู้ใดฝ่าฝืนต้องได้รับโทษ (อ้างถึงใน บุญเกิด พิมพ์วรเมธากุล และนภาพร พิมพ์วรเมธากุล. 2545 : 51)
กล่าวโดยสรุปคำว่า คอง นั้นก็มีความหมายถึง แบบอย่างที่ดีที่ถือเป็นข้อปฏิบัติของประชาชนตามฐานะทางสังคมหรือตามตำแหน่งในสังคมของบุคคลนั้น ๆ และหากผู้ใดฝ่าฝืนก็ต้องได้รับโทษ เพราะมีผลผูกพันคล้ายกฎหมาย
3.1.5. กะลำ (คะลำ)
คำเดิมคือ กะลำ แต่ชาวอีสานมักพูดเป็น คะลำ หรือ ขะลำ ซึ่งในงานเขียนของ บุญเลิศ สดสุชาติ อธิบายไว้ว่า กะลำ เป็นคำนามที่หมายถึง ของต้องห้าม หรือสิ่งต้องห้าม เป็นคำกิริยาที่หมายถึง การเว้น ซึ่งได้เปรียบเทียบใกล้เคียงกับคำในภาษาอังกฤษคำว่า Taboo ที่หมายถึงข้อห้ามตามธรรมเนียม (บุญเลิศ สดสุชาติ. 2547 : 22)
3.2 วิเคราะห์วรรณกรรมอีสานในฐานะวาทกรรม
รูปแบบของการถ่ายทอดอุดมการณ์ทางสังคม (Ideology) ในสังคมที่ทันสมัยนั้นการกระทำการดังกล่าวจะกระทำผ่านการสื่อสารมวลชน (Communication) หรือผ่านสิ่งที่เรียกว่า สื่อ/ช่องทาง (Channel) ในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการสอดแทรกระบบคุณค่าต่าง ๆ ในหนัง เพลง หรือวรรณกรรมรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็นการแสดงภาพตัวแทน (Representation) ที่ต้องการนำเสนอ ในสื่อที่สามารถเข้าถึงคนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงอย่างกว้างขวางผ่านการสื่อสารที่เป็นการสื่อสารของคนจำนวนมากหรือที่เราเรียกว่าสื่อสาธารณะ (Mass Media) แต่ในสังคมอันล้าหลังและยิ่งการถ่ายทอดสิ่งที่เป็นสิ่งจำเพาะท้องถิ่นด้วยแล้ว รูปแบบของการถ่ายทอดระบบคุณค่าต่าง ๆ เหล่านั้น ก็จะออกมาในรูปของวรรณกรรมที่เป็นการถ่ายทอดกันมาแบบเล่าเรื่อง หรือที่เรียกว่าวรรณกรรมมุขปาฐะ ที่มีลักษณะของการกระจายตัวสาร (Message) หรือระบบคุณค่าต่าง ๆ เหล่านั้นได้ในวงแคบ ๆ และหากเรามองวรรณกรรมอีสานในแง่ของการเป็นวรรณกรรมที่ซึ่งกวีผู้ประพันธ์วรรณกรรม ที่เป็นหน่วยหน่วยหนึ่งในสังคมของตน ก็ย่อมที่จะมีความรู้สึกนึกคิด มีประสบการณ์ ที่สอดคล้องกับความเป็นไปในสังคมนั้น ๆ ตัวผู้ที่เป็นกวีเองก็ยอมรับทั้งภาษา รูปแบบการประพันธ์ และเรื่องราวในสังคม มาเป็นองค์ประกอบหรือมาเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์วรรณกรรม ด้วยความจริงที่ว่า วรรณกรรมนั้นไม่ใช่เพียงการแสดงออก (Expression) เพียงเท่านั้นแต่ว่าวรรณกรรมเป็นการติดต่อ (Communication) ด้วย (วิทย์ ศิวะศริยานนท์. 2504 : 190)
จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นนั้น ผู้ศึกษาเห็นถึงลักษณะของวรรณกรรมอีสาน ทั้งวรรณกรรมเรื่อง อินทิยานสอนลูก และวาทกรรมในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ผญา ฮีต-คอง (คลอง) กะลำ (คะลำ) เหล่านี้เป็นต้น ว่ามีความสำคัญในฐานะของการเป็นวาทกรรม ซึ่งเป็นเสมือนภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ที่ไม่ใช่เพียงภาษา คำพูด ตามความหมายโดยตรงของ วาทกรรม[4] ที่ในภาษาไทยนั้นใช้แทนคำว่า Discourse ในภาษาอังกฤษเท่านั้น หากแต่วรรณกรรมอีสานในรูปแบบต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาเหล่านี้ ยังสามารถกล่าวได้ว่ามีบทบาทอย่างสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดหลักเกี่ยวกับความเป็นหญิงและความเป็นชายในสังคมอีสาน ซึ่งเห็นได้จาก รูปแบบของวรรณกรรมนั้นเป็นวรรณกรรมคำสอน ข้อห้าม รวมทั้งแนวทางหรือวิถีทางในการดำรงชีวิต คือมีจุดมุ่งหมายในการให้แง่คิดแก่การดำเนินชีวิตในแง่มุมหรือมิติต่าง ๆ เป็นหลัก มีการประกอบสร้างเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance) เกี่ยวกับการดำเนินไปซึ่งเพศสถานะ (Gender) และ บทบาทวิถีทางเพศ (Sexuality) ของแต่ละเพศตามระบบความคิดความเชื่อที่เป็นแกนหลัก และมีการสร้างหรือทำให้กลายเป็นอื่น (Other) หรือรวมทั้งส่งผลให้เกิดการเก็บกด/ปิดกั้นอัตลักษณ์ ความหมาย ของการกระทำที่ผิดแผกแตกต่างไปจากวาทกรรมหลัก (Dominant Discourse) ให้ถูกกดทับไว้หรือไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเปิดเผย หรือแสดงออกได้อย่างไม่เต็มที่ และอาจถึงกระทั่งการทำให้การกระทำที่ผิดแผกแตกต่างดังกล่าวเลือนหายไปจากพฤติกรรม ความเชื่อ ค่านิยม หรือรวมทั้งระเบียบแบบแผน บรรทัดฐานทางสังคมต่าง ๆ ได้
นอกจากนั้นแล้วหากเรามองแนวคิดเรื่องวาทกรรม (Discourse) ในแง่มุมที่หมายถึงอำนาจ (Power) ในการกำหนดความหมายของสิ่งอื่น เพื่อให้ผู้กำหนดความหมายนั้นมีอำนาจ โดยที่เรื่องของอำนาจนั้น ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่เฉพาะในเรื่องของการเมือง หรือการใช้กำลังเท่านั้น แต่มีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ในปฏิบัติการทางสังคมทุกชนิด แม้แต่ในกิจวัตรประจำวันที่เราทำอยู่เป็นประจำ เช่น การจ้องมอง การวินิจฉัยโรค และการสั่งสอน ฯลฯ หากเป็นไปตามการอธิบายในข้างต้นแล้วนั้นเราก็จะเห็นได้ว่า ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่เราได้รู้ หากแต่เป็นเรื่องของอำนาจในแต่ละยุคสมัยของแต่ละสังคมที่จะบอกกับเราว่า “อะไรคือความรู้ อะไรไม่ใช่ความรู้” (นรินทร์ นำเจริญ. 2550 : มปน.) ผู้ศึกษาเห็นว่าวรรณกรรมอีสานรูปแบบต่าง ๆ ที่นำมาศึกษานี้ มีทั้งส่วนที่เป็นความรู้และระบบคุณค่าของสังคมอีสานที่ฝังแฝงอยู่ภายในตัวบทนั้น ๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามรูปแบบการนำเสนอและระดับของความน่าเชื่อถือของตัวสารนั้น ๆ กล่าวคือ อาจเป็นประเภทคำสอน เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต หรือเป็นเสมือนข้อบังคับ และให้ความสนุกสนานในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น เหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นเสมือนความรู้ที่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็คืออำนาจที่ถูกขัดเกลา ดัดแปลง และฝังแฝงไว้ด้วยระบบคิด คุณค่า ค่านิยม ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบสร้างความรู้ต่าง ๆ เหล่านั้น หรือเป็นความคิด ความเชื่อ หรือค่านิยมหลักในสังคมนั้น ๆ ในช่วงเวลานั้น ๆ นำลงไป/ฝังแฝงไว้ในตัวสารด้วย ทั้งที่แสดงให้เห็นโดยตรงและโดยอ้อม โดยห้ามการกระทำใด ๆ หรือพฤติกรรมใด ๆ อันผิดแผกแตกต่างกับแนวคิดหลักในสังคม และการนิยามความหมายของสิ่งนั้น ๆ ให้ลดคุณค่าลงไป ในการกำหนดหลักเกณฑ์/กฎเกณฑ์ต่าง ๆ และหรือระบบคุณค่า ค่านิยมต่าง ๆ เหล่านี้ ตามความเห็นของมิเชล ฟูโกต์ก็คือ อำนาจ (Power) ที่ได้รับการขัดเกลาออกมาเป็นรูปแบบใหม่ คือเป็นอำนาจในรูปแบบของความรู้ (Knowledge) (อ้างถึงใน ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. 2545 : 27) เช่น ความรู้เรื่องเพศ เป็นต้น ทำให้เกิดความชอบธรรมในการกล่าวถึง และการตำหนิ ลดคุณค่าของการกระทำที่ผิดแปลกไป
ในวรรณกรรมเรื่อง อินทิยานสอนลูก ประกอบไปด้วยคำสอนที่จัดเป็นหมวดหมู่ดั้งนี้ (นภาพร พิมพ์วรเมธากุล. 2548 : 77-87) สอนให้รู้จักเคารพเชื่อฟังพ่อแม่, สอนเรื่องใจ – สอนเรื่องการพูดจา, นิทานเรื่องอ้ายค่างหลอกลิง, สอนการทำงานบ้าน, สอนการเข็นฝ้ายเล่นบ่าวตอนกลางคืน, สอนให้เลือกคบคนดี, นิทานเรื่องแลนโมน, สอนอย่าใจง่ายหลายชู้, สอนการเลือกสามี, สอนการทำบุญ, สอนทางสร้างชีวิต, สอนให้รู้จักรักนวลสงวนตัว, สอนโทษผัวขี้ลัก[5] สอนลักษณะผัวดี, สอนลักษณะเมียดี, และบทส่งท้าย ซึ่งผู้ศึกษาจะแยกประเด็นในการวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานภาพและบทบาทของเพศชายและหญิง ซึ่งในเรื่อง อินทิยานสอนลูก นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเฉพาะผู้หญิงเป็นหลัก เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้ศึกษาจึงจะได้วิเคราะห์ถึงสถานภาพและบทบาทของผู้หญิงเป็นหลักจากวรรณกรรมชิ้นดังกล่าวนี้ และจะนำสถานภาพและบทบาทของเพศชายในวรรณกรรมรูปแบบอื่น ทั้ง ฮีต คอง (คลอง) กะลำ (คะลำ) ผญา และกฎหมายโบราณอีสาน เหล่านี้มาเปรียบเทียบหรืออธิบายร่วมกันซึ่งในงานศึกษาชิ้นนี้นั้นผู้ศึกษาจะได้แบ่งประเด็นในการวิเคราะห์เปรียบเทียบออกเป็นประเด็น กล่าวคือจะวิเคราะห์และเปรียบเทียบถึงในประเด็น/มิติของ สังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม กล่าวคือ
3.3 วรรณกรรมอีสานกับสถานภาพและบทบาทของเพศชาย-หญิง : มิติทางสังคม
ในการวิเคราะห์เกี่ยวกับมิติทางสังคมนี้ผู้ศึกษาจะมุ่งวิเคราะห์เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับ พื้นที่ทางสังคม (Social Sphere) และการประพฤติปฏิบัติตนที่ดีในสังคม ที่ถูกนิยามด้วยวาทกรรมให้เป็นพื้นที่ที่ซึ่งเหมาะสมกับแต่ละเพศที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ในการดำเนินไปซึ่งวิถีทางเพศ และบทบาทความเป็นเพศในรูปแบบต่าง ๆ นั้น ถูกกำหนดหรือถูกประกอบสร้างให้สิ่งที่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง และนิยามสิ่งที่ไม่เข้ากับแนวทางหลักหรือวาทกรรมหลักให้กลายเป็นสิ่งชายขอบที่ไม่ได้รับการยอมรับในการประพฤติปฏิบัติ และถูกลดคุณค่าแก่พฤติกรรมนั้น ๆ ว่าเป็นสิ่งที่ด้อยค่าหรือไม่คู่ควรแก่การยอมรับ ในการที่จะนำมาเป็นแนวทางในการยึดถือปฏิบัติ และในที่สุดนั้นพฤติกรรมที่ทวนกระแสดังกล่าวก็จะถูกนิยามถึงความเป็นอื่นและถูกทำให้เลือนหายไปจากสังคม ซึ่งผู้ศึกษาเห็นว่าการกระทำการดังกล่าวมานั้นเป็นการลดพื้นที่ในการแสดงออกของสิ่งที่เป็นชายขอบที่สังคมไม่ยอมรับ และสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นก็ส่งผลอย่างสำคัญต่อสถานภาพและบทบาททางเพศชายหญิง ซึ่งพื้นที่ทางสังคมของเพศชายหญิงที่แตกต่างกันนั้น เป็นผลมาจากวาทกรรมในสังคมไทย ซึ่งในบทความเรื่อง “สตรีนิยม (Feminism) : แนวคิดว่าด้วยวาทกรรมกับการถูกจำกัดพื้นที่ของผู้หญิง” ของผู้ศึกษานั้นได้พยายามเสนอถึงบทบาทของวาทกรรมที่มีผลต่อการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของเพศชาย-หญิง เป็นประเด็นทางเพศที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเพศในสังคม ที่บางครั้งเราอาจมองข้ามในประเด็นเหล่านั้น ข้อสรุปของผู้ศึกษาในบทความดังกล่าวที่ว่า วาทกรรมมีผลอย่างสำคัญต่อการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ในการมีสถานภาพ และรวมไปถึงการดำรงอยู่และการแสดงออกซึ่งบทบาททางเพศที่แตกต่างกันของเพศชาย – หญิง ซึ่งในการศึกษาในประเด็นการศึกษานี้ผู้ศึกษาจะได้วิเคราะห์ภายใต้แนวคิดดังกล่าวโดยการมองผ่าน วรรณกรรมอีสานในรูปแบบต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น
ในวรรณกรรมเรื่องอินทิยานสอนลูกนั้นมีการฝังแฝงแนวคิดอันเกี่ยวกับการดำรงวิถีทางเพศของเพศหญิงที่ถูกมองว่าเป็นวิถีทางเพศที่ดีและได้รับการยอมรับทั้งยังฝังแฝงบทบาทที่เป็นบทบาทหลักในการดำเนินไปซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นของผู้หญิงกล่าวคือ สถานภาพทางเพศในมิติทางสังคมในอินทิยานสอนลูก สถานภาพหลักที่สังคมนั้นให้การยอมรับหรือเป็นเสมือนสิ่งที่เรียกว่า วาทกรรมหลัก (Dominant Discourse)
การที่ผู้หญิงจะดำรงสถานภาพทางการสมรส (Marital Status) ที่เป็นสถานภาพโสด (Single) เป็นสิ่งที่ผิดปกติธรรมดา หรือเป็นสิ่งที่ถูกนิยามว่าเป็นพฤติกรรมชายขอบในสังคม เห็นได้จากคำกล่าวที่ว่า
ฟังเยอสมซะเหลาเนื่อ นันทาทิบพะฮูบ พ่อเฮย
คองหากมี สิ่งนี่ผู่เถ่าสั่งสอน
ยามใดเจ้า มีสองซ่อนคู่ กันนั่น
ใจอย่าฮ่าย ฟูมเข้มข่มผัว พ่อเนอ
ซาดที่กะกุนนี่ ซายมันก็ยังแก่ ลูกเฮย
ยิงบ่มีผัวซ่อน ไผบ่ย่านย่อนกัว พ่อเด
วังบ่มีหนามนี่ พานแหบ่มีย่านมือแล่ว
น่ำบ่มีเงือกเฝ่า คนก้อบ่เจียม
เพิงที่เอาผัวไว้ เป็นอาจานสอนสั่ง พ่อแล่ว
เจ้าอย่าได้โอดอ่าง หัวล้านลื่นคู แท่ดาย
ยิงบ่มีผัวซ่อน คนเกกางกาด
เป็นดังกะตาดฮ่าง กางบ้านเกือกขี่ตม
เป็นยิงให่ เอาซายเป็นซาง
เฮือนบ่มีพ่อหย้าว โจนฮ่ายหากสงวน
ซาดที่คนฟันไม่ ลำกะยูงก็ยังเมื่อย
คันว่าลำบ่อมีแก่นนี่ เขาสิปี้นง่าฮอน[6]
(นภาพร พิมพ์วรเมธากุล. 2548 : 68 – 69)
จากที่ได้ยกตัวบทในวรรณกรรมเรื่องอินทิยานสอนลูกมาในส่วนนี้นั้นแสดงให้เห็นว่าการดำรงสถานภาพโสดของผู้หญิงในสังคมอีสานนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติธรรมดา กล่าวคือ ยกย่องหญิงที่มีคู่ครอง มีเหย้ามีเรือน และมองผู้หญิงที่ไม่แต่งงานว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่สมบูรณ์ เพราะคนอีสานนั้นเชื่อว่า การเป็นผู้หญิงนั้น โดยธรรมชาติแล้วนั้นเมื่อถึงวัยอันสมควรย่อมอยาก/และสมควรที่จะมีคู่ครองเพราะเป็นเรื่องที่ถือได้ว่าเป็นสิ่งธรรมดาของสัตว์โลก (อภิศักดิ์ โสมอินทร์. 2537 : 53) ซึ่งจะเห็นถึงการให้คำจำกัดความ หรือการสร้างระบบคุณค่าอย่างหนึ่งขึ้นมาใช้กับผู้หญิงที่มีสถานภาพโสด และแม้แต่ในสังคมไทย[7]เองก็มีการสร้างวาทกรรมที่แสดงถึงการลดทอนคุณค่าของคนโสดว่าเป็นคนที่ไม่ปกติธรรมดา เช่นการใช้คำว่า “ขึ้นคาน” มานิยามหรือเรียกผู้หญิงที่อยู่ในวัยที่เหมาะสมจะมีคู่ครองแต่กลับยังไม่มีคู่ครอง และแม้แต่ในสังคมอีสานเองก็มีการสร้างสิ่งที่นำมาใช้นิยามความหมาย/ลดคุณค่าขึ้นมาเช่นเดียวกันเช่นการใช้คำว่า “สาวค้างโคก” มาใช้เรียกผู้หญิงที่มีลักษณะเดียวกันกับคำว่าขึ้นคานในภาษาไทย ในสังคมอีสานนั้นมีความเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผู้หญิงคือ การแต่งงาน ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหน้าที่หลักของเธอที่สังคมคาดหวังก็คือหน้าที่ของการเป็นภรรยาและหน้าที่ของการเป็นแม่ (รุ่งวิทย์ มาศงามเมือง. 2540 : 70) ในวรรณกรรมอีสานก็มีการสร้างระบบคุณค่าขึ้นมาเช่น ความเชื่อว่าสิ่งที่เป็นความงามในโลกนั้นมีอยู่ 4 อย่างคือ หญิงมีสามี, นักพรตผอม, สัตว์อ้วน, ผู้ชายมีความรู้ (ปรีชา พิณทอง. 2528 : 135) ต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีส่วนในการที่ช่วยเสริมสร้างให้การเป็นโสดของเพศหญิงในสังคมท้องถิ่นอีสานไม่ใช่เรื่องที่น่ายอมรับในสังคม เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นการสร้างความเป็นอื่น (Other) ขึ้นมานิยามสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นให้กลายเป็นชายขอบของสังคม ดังคำกล่าวในวรรณกรรมเรื่องอินทิยานสอนลูกที่ว่า “ยิงบ่มีผัวซ่อน คนเกกางกาด เป็นดังกะตาดฮ่าง กางบ้านเกือกขี่ตม” ที่ได้ยกมากล่าวถึงเป็นตัวอย่างแล้วนั้นก็สะท้อนให้เห็นการสร้างความเป็นอื่นหรือการทำให้เป็นชายขอบแก่ผู้หญิงที่เป็นโสดเช่นกัน ซึ่งประโยคที่ยกมาดังกล่าวนี้มีความหมายเสมือนว่า ผู้หญิงที่ไม่มีสามีซึ่งในที่นี้คือผู้หญิงที่เหมาะสมที่จะมีสามีได้[8] แต่ยังไม่มีสามี ก็เปรียบเสมือนตะกร้าที่พังวางทิ้งอยู่กลางโคลนตม ไม่สมควรแก่การกระทำตาม หรือตามตัวบทที่ว่า
อันหนึ่งกางคืนให่ เข็นไนให่มีคู่
อย่าโอดอ้าง หอนห้อผู่เดียว พ่อเนอ
อันว่าโจนมานนี่ ใจหานเห็นเปี่ยว
ซาดทีนอนป่าฮ่าย แปงท่างให่สูง
(นภาพร พิมพ์วรเมธากุล. 2548 : 19)
แสดงให้เห็นนัยยะของการสร้างชุดของความรู้ ค่านิยมบางอย่างขึ้นในสังคมอีสานที่มองว่าผู้หญิงนั้นต้องพึ่งพาผู้ชายในการป้องกันอันตราย เป็นต้น ในงานของรำเพย ไชยสินธุ์ ก็ได้กล่าวเกี่ยวกับสถานภาพระหว่างเพศชายกับเพศหญิงว่า ในวรรณกรรมอีสานนั้นกวีได้ยกให้ผู้ชายมีความสำคัญในฐานะของการเป็นผู้นำครอบครัว และมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครอง (รำเพย ไชยสินธุ์. 2537 : 163) ซึ่งผ่านกระบวนการขัดเกลาในรูปแบบต่าง ๆ ประเด็นดังกล่าวนี้นั้นผู้ศึกษามองว่าเป็นอำนาจ (Power) อย่างหนึ่ง/รูปแบบหนึ่งของวาทกรรม ซึ่งอำนาจที่กล่าวถึงดังกล่าวนั้นก็คือ “การห้าม” ซึ่งเป็นผลพวงอันเนื่องมาจากการนำปัจจัยทางด้านเพศทางชีววิทยา/เพศสรีระ ซึ่งเป็นความแตกต่างทางธรรมชาติระหว่างชาย-หญิง มาประกอบสร้างในการกำหนดวาทกรรมอันกดทับเพศหญิง ซึ่งเป็นเพศมีเพศสรีระที่เสียเปรียบให้ต้องเป็นผู้พึ่งพา เป็นความรู้ที่ถูกปลูกสร้างขึ้นเพื่อตอกย้ำหรือเป็นการผลิตซ้ำ (Enact) อุดมการณ์ (Ideology) ค่านิยม (Value) บางอย่างในสังคม ในกรณีนี้ผู้ศึกษามองว่าหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดดังกล่าวอยู่ภายใต้ระบบคิดที่ว่าเพศหญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ อ่อนแอกว่าเพศชาย และนัยของความอ่อนแอนี้ก็คือการพึ่งพา (Dependency) ซึ่งเมื่อผู้หญิงอยู่ตัวคนเดียวก็จะไม่สามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์ได้หากขาดผู้ชายมาเป็นผู้นำทาง/เป็นส่วนเติมเต็มในแง่มุมที่ช่วยทำให้สมบูรณ์ขึ้นและช่วยเกื้อหนุนให้ผู้หญิงได้ทำตามบทบาทของผู้หญิงที่เป็นบทบาทที่สังคมยอมรับและคาดหวังไว้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะพื้นที่หลักที่สังคมนั้นคาดหวังต่อการแสดงบทบาทของเพศหญิงนั้นคือ ที่บ้าน/ครอบครัว กล่าวคือ การที่ผู้หญิงมีสามีก็จะทำให้ผู้หญิงสามารถแสดงบทบาทของการเป็นแม่บ้าน แม่เรือน บทบาทของการเป็นแม่ของลูก บทบาทของการเป็นภรรยา เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งที่ผู้ศึกษากล่าวยกตัวอย่างมานั้นเป็นบทบาทที่สังคมนั้นคาดหวังต่อวาทกรรมความเป็นผู้หญิงที่ดี ซึ่งผู้หญิงเหล่านั้นไม่สามารถที่จะมีบทบาทดังที่กล่าวยกตัวอย่างมาได้อย่างสมบูรณ์หากขาดผู้ชาย เพราะการที่ผู้หญิงไม่มีสามีเขาก็ไม่มีโอกาสแสดงบทบาทของผู้หญิงที่ดีได้ระดับหนึ่ง และในการจำกัดบทบาทดังกล่าวนั้นก็ส่งผลต่อประเด็นเรื่องพื้นที่ด้วย เพราะเมื่อผู้หญิงต้องการแสดงบทบาทตามที่สังคมคาดหวังผู้หญิงก็ต้องจำกัดตัวเองอยู่ในบ้านเป็นหลัก เพราะบทบาทหลักที่สังคมคาดหวังต่อความเป็นหญิงคือบทบาทที่มาจากการที่ผู้หญิงเหล่านั้นมีสถานภาพเป็นแม่บ้านแม่เรือนเป็นหลัก และการที่ผู้หญิงนั้นขาดหัวหน้าครอบครัวหรือขาดผู้ชายให้พึ่งพาก็นั้นต้องลำบาก หรือทำให้เสมือนกับขาดอะไรไปบางอย่าง เช่นดังในเพลงเด็ก/เพลงกล่อมเด็กอีสานที่กล่าวว่า
นอนสาหล่าหลับตาเว้าง่าย แม่สิไปเข็นฝ้ายเดือนหงายเว้าผู้บ่าว
ลางเทื่อได้พ่อน้ามาเลี้ยงให้ใหญ่สูง หมู่เพิ่นได้กินปลาค้าวโตท่อหัวเฮือ
ได้กินปลาเสือโตท่อหัวซ้าง โตได้กินปลาขาวขี้ก้างเทิงซ้ำเพิ่นให้นาน
(พิเชษฐ์ เดชผิว. 2548 : 85)
บทเพลงดังกล่าวนั้นบ่งบอกถึงอารมณ์ ความรู้สึกของหญิงแม่ฮ้างที่ต้องการหาผู้ชายมาเป็นหลักในการพึ่งพา หรือเป็นคนมาหาเลี้ยงครอบครัว ดังคำกล่าวในแง่มุมที่บอกว่า ครอบครัวที่มีหัวหน้าครอบครัว (ผู้ชาย) นั้นเขาได้กินปลาตัวโต ๆ ก็เสมือนว่าเขาไม่ได้รับความอดอยากลำบากอะไร แต่ครอบครัวของตนเองที่ขาดหัวหน้าครอบครัวนี้นั้นกลับได้กินแต่ปลาตัวเล็ก ๆ สิ่งดังกล่าวนี้ก็มีส่วนในการเกื้อหนุนให้ความคิดเกี่ยวกับ การต้องพึ่งพาผู้ชายของเพศหญิงในสังคมอีสานนั้นชัดขึ้นบ้าง ซึ่งในภาษาอีสานนั้นคำว่า “แม่ฮ้าง” นั้นหมายถึง หญิงที่หย่าร้างจากสามีหรือถูกทอดทิ้ง ซึ่งหญิงที่เป็นแม่ฮ้างในสังคมอีสานนั้นสังคมจะตั้งข้อรังเกียจและถือว่ามีสถานภาพต่ำกว่าคนทั่ว ๆ ไป จนกระทั่งอาจตกเป็นข้อล้อเลียน แต่หญิงที่เป็นแม่ฮ้างนั้นก็ยังมีโอกาสหาคู่ครองได้ใหม่ ส่วนคำว่า “แม่ม่าย” คือ หญิงที่สามีตายจากไป แตกต่างกับแม่ฮ้างตรงที่หากแม่ม่ายแต่งงานใหม่สังคมจะตำหนิและถือเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะผู้หญิงนั้นควรที่จะมีสามีเดียว ซึ่งในกรณีที่สามีตายไปนั้นก็เป็นไปตามวาระของสังขาร หาได้ละเลยความรับผิดชอบไปไม่ (พิเชษฐ์ เดชผิว. 2548 : 101) ซึ่งในส่วนของเนื้อหาแล้วนั้นต่างก็สะท้อนถึงความอ้างว้างว้าเหว่ของผู้เป็นมารดา และความอาภัพของตนเองและลูก (พิเชษฐ์ เดชผิว. 2548 : 102)
ในแง่มุมเดียวกันของเพศชาย สังคมอีสานนั้นการที่เพศชายมีสถานภาพโสดกลับไม่ได้มีผลกระทบต่อการดำเนินไปซึ่งเพศวิถีของเขาเท่ากับเพศหญิง ซึ่งผู้ศึกษานั้นเห็นว่าเป็นเพราะการมองว่าเพศชายนั้นไม่ใช่เพศที่ต้องการการพึ่งพาหากแต่เป็นเพศที่ต้องให้การพึ่งพา หรือเป็นเพศที่ถูกพึ่งพาในวัฒนธรรมท้องถิ่นอีสานหรือแม้แต่วัฒนธรรมของไทยเองก็ตามก็ล้วนแล้วแต่เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ มักจะมองว่าเพศชายเป็นผู้นำ ยกตัวอย่างจากคำกล่าวในสำนวนไทยที่ว่า “ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นท้างเท้าหลัง” และคำกล่าวของคนอีสานที่พบในวรรณกรรมเรื่อง อินทิยานสอนลูก นี้ที่กล่าวเกี่ยวกับการที่ผู้หญิงต้องพึ่งพาผู้ชายไว้ว่า “เพิงที่เอาผัวไว้ เป็นอาจานสอนสั่ง พ่อแล่ว เจ้าอย่าได้โอดอ่าง หัวล้านลื่นคู แท่ดาย” และ “เป็นยิงให่ เอาซายเป็นซาง เฮือนบ่มีพ่อหย้าว โจนฮ้ายหากสงวน” (นภาพร พิมพ์วรเมธากุล. 2548 : 69) เหล่านี้เป็นต้น ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงการที่ต้องเป็นผู้นำและเป็นผู้ที่ต้องถูกอาศัย/ต้องเป็นที่พึ่งพาอาศัยแก่เพศหญิง ซึ่งในงานของรุ่งวิทย์ มาศงามเมืองนั้นมองว่า สังคมอีสานเป็นสังคมที่เรียกว่า สังคมชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Society) ที่ “ชายเป็นผู้นำ หญิงเป็นผู้ตาม ชายเป็นผู้กำหนด หญิงเป็นผู้รับไปปฏิบัติ” (รุ่งวิทย์ มาศงามเมือง. 2540 : 62) จะเห็นได้ว่าสถานภาพทางเพศของเพศชายที่ดำรงสถานภาพโสดนั้นมิได้เป็นอุปสรรคอย่างสำคัญต่อการเป็นเพศชายที่ดี ส่วนหนึ่งเพราะ การเป็นเพศชายที่ดีหากมองและเรียงลำดับสิ่งที่ผู้ชายต้องกระทำในช่วงชีวิตแต่ละช่วงภายใต้วาทกรรมของการเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบของชาวอีสานแล้วอาจกล่าวได้ว่าในช่วงชีวิตของผู้ชายนั้นประกอบไปด้วย การเรียน การบวชทดแทนบุญคุณบิดา มารดา การแต่งงาน การสร้างฐานะ เป็นต้น (อภิศักดิ์ โสมอินทร์. 2537 : 49) ซึ่งในการดำเนินบทบาทที่ดีในเริ่มต้นและการสร้างพื้นฐานของชีวิตรวมทั้งการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณนั้นไม่ได้ลดทอนคุณค่าของสถานภาพความโสดของเพศชายแต่อย่างใด ซึ่งในการเล่าเรียนของผู้ชายในสังคมอีสานตั้งแต่อดีตนั้นต้องศึกษาเล่าเรียนในวัด การมีสถานภาพโสดจึงเอื้อและจำเป็นต่อการเล่าเรียน รวมทั้งการบวชทดแทนบุญคุณบิดามารดาด้วย ซึ่งเมื่อผู้ชายพร้อมที่จะเป็นหลักเป็นแหล่ง สามารถเป็นหลักเป็นแกนให้แก่ครอบครัวได้เมื่อนั้นจึงสมควรที่จะมีครอบครัวและสร้างฐานะของครอบครัวต่อไป
การกำหนดสถานภาพของเพศหญิงให้เหมาะสมในการแสดงบทบาทในพื้นที่ทางสังคมที่แตกต่างกันกับเพศชาย ในแง่มุมเรื่องพื้นที่ในการแสดงบทบาททางเพศที่เหมาะสมของชาย-หญิงนั้นถูกกำหนดด้วยสถานภาพต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน และในการแสดงบทบาทนั้น ๆ ก็ขึ้นอยู่กับสถานภาพ (Status) เวลา (Time) และพื้นที่ด้วย (Space/Place) มีผลเกี่ยวโยงกันอย่างยิ่ง ซึ่งในสังคมอีสานหากเรามองผ่านสิ่งที่เป็นเหมือนภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม คือ มองผ่านวรรณกรรมอีสานนี้เราก็จะเห็นถึงลักษณะดังกล่าวได้เช่นกัน กล่าวคือ มีการสอนสั่งในเรื่องของการทำงานบ้านและบ่งบอกว่าผู้หญิงต้องรับผิดชอบความเป็นไปต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องภายในบ้าน (Home/House)[9] หรืออาจกล่าวในอีกนัยยะหนึ่งได้ว่าโลกที่แวดล้อมตัวผู้หญิง (Women’s World) อยู่นั้นก็คือบ้านซึ่งถือว่าเป็นบทบาทที่สำคัญของเพศหญิงที่ถูกกำหนดมาพร้อม ๆ กับการเกิดเป็นเพศหญิง อันส่งผลให้สังคมมีความคาดหวังต่อเขาในแง่มุมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามวาทกรรมผู้หญิงที่ดีได้ ดังเช่นที่เห็นในตัวบทที่กล่าวเตือน/สั่งสอนผู้หญิงว่าให้เอาใจใส่ต่องานบ้านงานเรือน ดังตัวบทที่ว่า “ซาดทีเป็นคนยิง อย่าวางหลาฝ่าย” (นภาพร พิมพ์วรเมธากุล. 2548 : 11) และคำสอนในนิทานเรื่อง “อ้ายค่างหลอกลิง” (นภาพร พิมพ์วรเมธากุล. 2548 : 9) ก็ฝังแฝงไปด้วยระบบความคิดที่ว่าเพศหญิงนั้นเป็นเพศหลักของการให้กำเนิดและเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนบุตรของตนและเป็นฝ่ายที่ต้องดูแลลูกเป็นหลัก นอกจากนั้นแล้วยังพบนัยของการเป็นใหญ่ในบ้านหรือการรับผิดชอบงานหลักภายในบ้านของผู้หญิงในวรรณกรรมอื่น ๆ อีกเช่น
อันว่าผัวเมียนี่อย่าเอาใจหนีหลีกกันดาย คำปละ คำสิฮ้างฝูงนี้อย่าให้มีแท้ดาย
เป็นผัวให้วางใจทุกสิ่งจริงเทอญ ของเฮือนมีพร่ำพร้อมวางให้แก่เมียนั้นเนอ
ฝูงหมู่งัวความพร้อมเงินคำผ้าผ่อนก็ดี ฝูงหมู่ช้างแลม้าฝูงข้าข้อยเฮือน
ฝูงนี้ควรวางให้เมียโตทุกสิ่งจริงดีดาย การเฮือนทำสืบสร้างวางไว้ให้แก่เมียนั้นเนอ
(อ้างถึงใน รุ่งวิทย์ มาศงามเมือง. 2540 : 66)
ตัวบทที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น เป็นการกล่าวสั่งสอนเกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของสามี – ภรรยา ในแง่มุมที่ว่าเพศชายผู้เป็นสามีนั้นควรยกความเป็นใหญ่ (หน้าที่ความรับผิดชอบ) ในบ้านให้แก่เพศหญิงผู้เป็นภรรยาเป็นฝ่ายจัดการดูแล เห็นได้ว่าในสังคมอีสานนั้นผู้หญิงมีความรับผิดชอบที่สูงมาก ในตัวบทข้างต้นนั้น แสดงให้เห็นถึงนัยยะของคำว่า “บ้าน/ครอบครัว” ในตัวบทข้างต้นนั้นที่ไม่ใช่แค่เรื่องของงานบ้าน แต่คำว่าบ้านในวรรณกรรมที่ยกมานั้นยังรวมไปถึงการดูแลปัจจัยการผลิต เช่น วัว ควาย คนงาน ช้าง ม้า เหล่านี้เป็นต้น หน้าที่รับผิดชอบของเพศหญิงนั้นนอกจากต้องรับผิดชอบงานบ้านขั้นพื้นฐาน (การดูแลเรื่องอาหารการกิน การเลี้ยงลูก ฯลฯ) แล้วก็ยังต้องรับผิดชอบในการผลิต (การทำนา การทำไร่) ด้วยเช่นกัน แต่ผู้ศึกษามองว่าที่สังคมอีสานไม่ได้มีการแยกพื้นที่ที่ชัดเจนเกี่ยวกับที่บ้านและที่ทำงานนั้น เป็นเพราะว่า การที่ในสังคมอีสานนั้น การจ้างแรงงานเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเนื่องมาจากปัญหาของความยากจน และเป็นการผลิตเพื่อการยังชีพ (Subsistence Agriculture) เป็นหลัก (ก่อนทุนนิยมจะเข้ามา/เข้มข้น) ทำให้การที่จะให้เพียงเพศชายทำหน้าที่ในการผลิตนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก และจะทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภค ดังนั้นในระบบการผลิตเพศหญิงจึงมีส่วนช่วยในการผลิตด้วย แต่แม้ผู้ศึกษาจะเห็นว่าเป็นดังเช่นที่กล่าวมานั้นผู้ศึกษาก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าในสังคมอีสานโดยเฉพาะในชุมชนท้องถิ่น ที่แม้การแบ่งแยกพื้นที่ระหว่าง “บ้าน/ครอบครัว” กับ “สาธารณะ/ที่ทำงาน” จะไม่มีความชัดเจน กล่าวคือในการที่เราจะกล่าวถึงขอบเขตของพื้นที่ที่เป็นบ้าน/ครอบครัว โดยแยกพื้นที่ดังกล่าวออกจากพื้นที่ที่เป็นส่วนของที่ทำงาน โดยไม่มองว่าในสังคมอีสานพื้นที่ทั้งสองมีความคาบเกี่ยวกัน ผู้ศึกษาวิเคราะห์จากการที่ครอบครัวของชาวท้องถิ่นอีสานหลายครอบครัวมักจะกินอยู่หลับนอน หรือใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับไร่นา เห็นได้จากการที่บางครอบครัวมีการปลูกบ้านไว้ที่เดียวกับที่ที่เป็นที่ไร่หรือที่นา อันเป็นเสมือนที่ทำงาน สำหรับชาวอีสานที่เป็นสังคมเกษตรกรรม
อย่างไรก็ตามหากมองในประเด็นเรื่องของความคาดหวังของสังคมต่อ การเป็นบทบาท อันเกิดจากการมีสถานภาพทางเพศเป็นเพศหญิง ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพของการเป็นภรรยา สถานภาพของการเป็นแม่ต่าง ๆ นี้ ผู้ศึกษาเห็นว่าบทบาทหลักที่สังคมคาดหวังต่อความเป็นไปตามสถานภาพต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น เป็นกรอบกำหนดให้เพศหญิงนั้นต้องเน้น/ให้ความสำคัญกับบทบาทอันเป็นบทบาทที่เป็นผลมาจากการมีสถานภาพของภรรยา และแม่ ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องภายในบ้าน เช่น การทำกับข้าว การเลี้ยงบุตร การปรนนิบัติสามี เหล่านี้เป็นต้น เป็นความคาดหวังหลักของสังคมต่อบทบาทหลักของผู้หญิง กล่าวคือ แม้ว่าผู้หญิงจะต้องช่วยงานนอกบ้านก็ตาม แต่งานหลักของเขาคืองานในบ้าน ที่ต้องเป็นผู้ดูแล จัดการงานทุกอย่างในบ้านให้เรียบร้อย ดังจะเห็นได้จากวาทกรรมของการเป็นหญิงที่ดี/สมบูรณ์ในสังคมอีสานดังที่เห็นในตัวบทในวรรณกรรมประเภท ผญา ภาษิตที่กล่าวไว้ว่า “หญิงใดสมบูรณ์ด้วยเฮือนสามน้ำสี่ เป็นหญิงดีเลิศล้ำสมควรแท้แม่เฮือน” (อ้างถึงใน พรทิพย์ ซังธาดา. 2545 : 79) กล่าวคือ ผู้หญิงที่มีคุณสมบัติที่รู้จักและประกอบไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า “เฮือนสาม น้ำสี่” ซึ่ง “เฮือนสาม” ประกอบไปด้วย เฮือนครัว (ครัว/ห้องครัว) ผู้หญิงต้องดูแลรับผิดชอบเรื่องการทำครัว การอยู่ การกิน อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง เฮือนนอน (ห้องนอน) ผู้หญิงต้องดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบ้านเรือน เฮือนกาย (ร่างกาย) ผู้หญิงนั้นต้องดูแลกิริยามารยาท ความเรียบร้อยสะอาดสะอ้านของร่างกายของตนอย่างสม่ำเสมอ “น้ำสี่” ประกอบไปด้วย น้ำเต้าปูน (ปูนสำหรับเคี้ยวหมาก) เป็นน้ำที่ใส่ในปูนขาวสำหรับเคี้ยวหมาก ซึ่งต้องเติมน้ำลงไปเพื่อให้อ่อนตัว ผู้หญิงต้องดูแลเรื่องนี้ด้วย น้ำกิน (น้ำดื่ม) ต้องเต็มไหอยู่ตลอดเวลา น้ำไซ้ (น้ำใช้) ผู้หญิงต้องรับผิดชอบในการเตรียมน้ำทั้งน้ำดื่มน้ำใช้ และน้ำใจ การเป็นผู้หญิงที่ดีในสังคมอีสานนั้น (สดใส ใจตรง, สัมภาษณ์ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551) จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้นแสดงให้เห็นการตอกย้ำบทบาทหลักที่สังคมคาดหวังของเพศหญิงดังที่ได้กล่าวมา ซึ่งก็คือคำสอนเกี่ยวกับการดูแลบ้าน/ครอบครัวให้บริบูรณ์
ส่วนในวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานนั้นเพศชายเป็นเพศที่ถูกกำหนดให้อยู่นอกบ้าน (Public) หรือกล่าวอีกนัยยะหนึ่งก็คือโลกที่แวดล้อมตัวผู้ชาย (Men’s World) นั้นคือ โลกภายนอก (บ้าน) คือเพศชายเป็นฝ่ายที่ต้องสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวโดยการต้องทำมาหากิน ซึ่งการทำมาหากินดังกล่าวก็บ่งบอกถึงนัยยะของการต้องกระทำการภายนอกบ้าน และการที่ต้องเป็นผู้ซึ่งต้องมีความรู้ ดังผญาท้องถิ่นอีสานกล่าวว่า “เป็นผู้ชายให้เที่ยวต่างบ้าน คันบ่ออกจากบ้านบ่เห็นด่านแดนไกล คันบ่ไปทางใด๋กะบ่มีความฮู้” (อ้างถึงใน อภิศักดิ์ โสมอินทร์, 2537 : 51) กล่าวคือ ทัศนะของสังคมอีสานต่อการเป็นเพศชายที่ดีที่สังคมอีสานคาดหวังนั้น คือ ลูกผู้ชายต้องมีประสบการณ์ชีวิต มีหูตาที่กว้างไกลหรือมีโลกทัศน์กว้าง เป็นผู้ที่เดินทางไปในที่ต่าง ๆ ได้ประสบเห็นเหตุการณ์ ผ่านภัยพิบัตินานาชนิดจนเรียกได้ว่าเป็น “คนเคยผ่าน” กล่าวได้ว่าคนอีสานเชื่อว่าคน (ผู้ชาย) ที่ผ่านอะไรมามาก คนที่มีประสบการณ์มากนั้นจะสามารถดำเนินชีวิตได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ออกไปเจอโลกภายนอกหรือคนที่ไม่มีประสบการณ์ เพราะการที่เขามีโลกทัศน์ที่แคบกว่านั่นเอง
อย่างไรก็ตามผู้ศึกษาเห็นว่าในการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ในการแสดงบทบาทตามสถานภาพที่สังคมนั้น ๆ คาดหวัง ในการกำหนด/การประกอบสร้างระบบคุณค่าเหล่านั้นล้วนตกอยู่ในอำนาจของเพศชาย เห็นได้จากในวรรณกรรมเรื่องอินทิยานสอนลูกนั้น แม้เป็นเรื่องราวของการสั่งสอนการดำเนินชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ของเพศหญิงเป็นหลัก แต่กลับเห็นได้ว่าถูกสั่งสอนโดยผู้ที่สั่งสอนเป็นเพศชาย หากกล่าวในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ แม้แต่ในพื้นที่อันเสมือนพื้นที่ที่เพศหญิงถูกกำหนดให้มีบทบาทหลักในพื้นที่แห่งนั้น ผู้หญิงก็ตกอยู่ภายใต้ชุดของระบบความรู้ ระบบคุณค่าต่าง ๆ ที่เพศชายเป็นผู้กำหนดหรือประกอบสร้างขึ้น แนวคิดดังกล่าวนี้นั้นล้วนแต่ถูกผลิตซ้ำ (Reproduce) ขึ้นมาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อตอกย้ำ/ตรึง ระบบคุณค่านั้น ๆ ให้คงอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ตามยุคตามสมัย
3.4 วรรณกรรมอีสานกับสถานภาพและบทบาทของเพศชาย-หญิง : มิติทางการเมืองและกฎหมาย
ในวรรณกรรมอีสานรูปแบบต่าง ๆ นั้น ส่วนหนึ่งก็มีการฝังแฝงอยู่ของแนวคิดหรือลักษณะของการแบ่งแยกอำนาจ หรือลักษณะของการใช้อำนาจในสังคมอีสาน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นอำนาจที่เรายอมรับกันโดยพฤตินัย (De Facto) เช่น การเคารพยำเกรงและเชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้อาวุโสกว่า และอำนาจส่วนหนึ่งก็เป็นอำนาจในทางนิตินัย (De Jure) เช่น การมีระบบการปกครองจากส่วนกลางเข้ามาควบคุมสังคมส่วนหนึ่ง หรือมองผ่านสิ่งอันเป็นเสมือน ธรรมนูญชีวิตของชาวอีสาน อีกอันหนึ่ง และอาจกล่าวถึงกฎหมายโบราณอีสานด้วย ดังจะกล่าวต่อไป
ในวรรณกรรมอีสานเรื่อง อินทิยานสอนลูก กล่าวได้ว่าในวรรณกรรมเรื่องนี้ได้สะท้อนถึงการอยู่รวมกันเป็นสังคมของมนุษย์แล้ว กล่าวคือ ด้วยการที่ผู้ที่เป็นคนประพันธ์วรรณกรรมเรื่องดังกล่าวนี้นั้นเป็นเจ้าผู้ครองเมืองซึ่งได้ประพันธ์เรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อที่จะสั่งสอนบุตรสาวของตนดังที่ผู้ศึกษาได้กล่าวถึงมาบ้างแล้ว แสดงให้เห็นถึงการที่มีการรวมกลุ่มกันเป็นสังคมโดยที่มีการแบ่งชนชั้นทางสังคม อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะแบ่งออกเป็นชนชั้นปกครอง กับชนชั้นที่ถูกปกครอง แล้วเป็นต้น แสดงให้เห็นถึงการจัดระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจหลัก ๆ ในสังคมได้ระดับหนึ่ง
นอกจากนั้นแล้วในการจัดการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมอีสานนั้น ผู้ศึกษามองว่าระบบอาวุโส (Seniority System) ก็มีส่วนในการจัดระบบระเบียบของสัมพันธภาพทางอำนาจหลัก ๆ ในสังคมเช่นกัน กล่าวคือผู้ที่มีสถานภาพที่ด้อยประสบการณ์กว่าทั้งเพศชายและเพศหญิงก็ต้องเคารพยำเกรงพร้อมทั้งต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ที่มีสถานภาพเป็นผู้รู้และเป็นผู้ที่อาวุโสกว่าทั้งเพศชายและเพศหญิงเช่นเดียวกัน เห็นได้ในตัวบทที่ว่า “ อันหนึ่ง คำปากพ่อแม่นี่ หนักเกิ่งทอละนี ไผผู้ยำเยงนบ หากจักเฮืองเมือหน่า” (นภาพร พิมพ์วรเมธากุล. 2548 :3) ซึ่งนั่นก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าระบบอาวุโสนั้นเป็นระบบที่มีอิทธิพลต่อสัมพันธภาพในสังคมอีสานระดับหนึ่ง ในการศึกษาของ สุภณ สมจิตรศรีปัญญา ที่ศึกษาโลกทัศน์ของชาวอีสานผ่าน “หนังสือก้อม”[10] พ