บทที่ 2

  แนวความคิดทฤษฎี

                ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นในบทนำนั้นว่า การดำรงอยู่ซึ่งสถานภาพและบทบาทของทั้งชายและหญิงนั้นมีการดำรงอยู่ที่เป็นความแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวนั้นหาใช่ความแตกต่างอันเกิดจากลักษณะทางธรรมชาติหรือความแตกต่างในเรื่องของสรีระร่างกายซึ่งเป็นความแตกต่างที่ธรรมชาติสร้างให้เราแตกต่างกันมาตั้งแต่กำเนิดไม่สามารถที่จะฝืนหรือเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญเหล่านั้นได้เพียงเท่านั้น แต่ความแตกต่างที่เกิดขึ้นกลับเป็นความแตกต่างในแง่ของสิ่งที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาจากการนำเอาความแตกต่างทางด้านสรีระมาเป็นตัวกำหนด หรือเป็นพื้นฐานในการตีความและการสร้างองค์ความรู้ และแนวทางปฏิบัติที่นำมาสู่การปฏิบัติต่อกันอย่างไม่เท่าเทียมกันในแต่ละเพศตามความคิดของรุ่งวิทย์ มาศงามเมือง ซึ่งเป็นนักวิจัย ภาควิชาเวชศาสตร์สังคมและสิ่งแวดล้อม คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างดังกล่าวนี้นั้นว่า ความแตกต่างดังกล่าวนั้นเป็นผลอันเกิดมาจากการที่สังคมอีสานนับเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Society) เช่นเดียวกับสังคมต่าง ๆ ส่วนใหญ่ในโลก นั่นคือ ชายเป็นผู้นำ หญิงคือผู้ตาม ชายคือผู้กำหนด หญิงเป็นผู้รับไปปฏิบัติ ซึ่งการที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าการที่สถานภาพของเพศชายที่เหนือกว่าเพศหญิงนั้นเป็นผลมาจาก แนวความคิดสังคมที่ชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Society) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดำรงอยู่ในสังคมมาอย่างยาวนานในทุกสังคมของโลก (รุ่งวิทย์ มาศงามเมือง.  2540 : 62) จะเห็นได้ว่าการกำหนดสถานภาพและบทบาทที่แตกต่างกันดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่เกิดจากการที่ชุดของความรู้ชุดหนึ่ง ๆ เข้าไปมีอิทธิพลเหนือจิตสำนึกของกลุ่มคนทำให้ผู้คนในสังคมเหล่านั้น มีค่านิยม มีแนวความคิดความเชื่อที่ยึดโยงสัมพันธ์กับแนวทางปฏิบัติตนของตนเองแม้ในวิถีการดำเนินชีวิตที่เป็นเรื่องส่วนตัวของตนเองก็ตามแต่ และในแง่คิดของรุ่งวิทย์ มาศงามเมือง ที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นนั้นได้มองว่าชุดของความรู้ที่เป็นสิ่งยึดโยงการกระทำการต่าง ๆ เหล่านั้นคือสิ่งที่เรียกว่า ระบบสังคมที่ชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Society) ที่ทำให้วาทกรรมของความเป็นเพศมีสถานภาพและบทบาทที่แตกต่างกัน

                 ในที่นี้ผู้ศึกษาได้กล่าวมาแล้วในแนวทางของการการศึกษาว่าผู้ศึกษานั้นจะได้วิเคราะห์ความเหมือนหรือความแตกต่างกันของทั้งสถานภาพและบทบาททั้งชายและหญิงโดยวิเคราะห์จากวรรณกรรมในฐานะที่วรรณกรรมเหล่านั้นเป็นวาทกรรมที่มีบทบาทอย่างสำคัญยิ่งต่อการสร้างความจริง ความรู้ ชุดของระบบความคิดต่าง ๆ ขึ้นมาในสังคม ในการศึกษานี้ผู้ศึกษาจึงจะได้ใช้แนวคิด วาทกรรมกับการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse and Discourse Analysis) เพื่อใช้เป็นกรอบในการมอง แยกแยะความสัมพันธ์เชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสิ่ง/แนวคิดต่าง ๆ ที่ฝังแฝงอยู่ภายในแนวคิด/ภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นด้วย นั่นเอง 

2.1 กรอบแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

                ในการศึกษาในหัวข้อศึกษานี้ผู้ศึกษาจะใช้แนวคิดในการที่จะนำมาใช้เป็นกรอบในการมองปรากฏการณ์ผ่านวรรณกรรมในท้องถิ่นอีสานนี้นั้นเพียงแนวคิดเดียว ซึ่งผู้ศึกษามีความคิดว่าการมองวรรณกรรมอีสานในรูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าวในฐานะของการเป็นวาทกรรมตามแนวความคิดของ มิเชล ฟูโกต์ จะทำให้เราสามารถที่จะวิเคราะห์สารต่าง ๆ ที่ฝังแฝงอยู่ในวรรณกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นในฐานะของการเป็นวาทกรรมที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับสถานภาพและบทบาทของทั้งเพศชายและเพศหญิงในสังคมอย่างไรบ้าง

                ในการสำรวจทฤษฎีเหล่านี้นั้น ผู้ศึกษาไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการที่จะแสวงหาหรือทดสอบเพื่อที่จะพัฒนาการสร้างทฤษฎีขึ้นมาใช้ใหม่ที่จะสามารถอธิบายปรากฏการณ์หรือสามารถสร้างข้อสรุปในลักษณะทั่ว ๆ ไปได้ แต่ในการสำรวจทฤษฎีเหล่านี้นั้นผู้ศึกษาเพียงมุ่งที่จะสร้างกรอบเพื่อที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ของวรรณกรรมในท้องถิ่นอีสานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นในเรื่องของการมีบทบาทในการกำหนดและส่งอิทธิพลต่อการดำเนินไปซึ่งสถานภาพและบทบาทของทั้งเพศชายและเพศหญิงในสังคมเท่านั้น ซึ่งในที่นี้นั้นผู้ศึกษาจึงได้เลือกใช้แนวคิดวาทกรรมกับการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse and Discourse Analysis) ของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) เพื่อมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมา

                 2.1 แนวคิดวาทกรรมกับการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse and Discourse Analysis) ของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault)

                      2.1.1 วาทกรรม (Discourse)

                            ในการศึกษาชิ้นนี้ผู้ศึกษามิได้นำวาทกรรมมาใช้ในฐานะของการเป็นเพียงภาษา คำพูด หรือถ้อยแถลงอย่างที่มักนิยมเข้าใจกันเท่านั้น แต่ในงานศึกษาชิ้นนี้จะยึดโยงกับความหมายเดียวกันกับที่ มิเชล ฟูโกต์ ซึ่งเป็นทั้งนักคิด นักเขียน และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ซึ่งได้กล่าวถึงวาทกรรมไว้ว่า วาทกรรม หมายถึงระบบ และกระบวนการในการสร้าง/ผลิต (Constitute) เอกลักษณ์/อัตลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance) ให้กับสรรพสิ่งต่าง ๆ ในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความจริง อำนาจ หรือตัวตนของเราเอง นอกจากนั้นแล้ว วาทกรรมยังคงทำหน้าที่ตรึงสิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นให้ดำรงอยู่และเป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง (Valorize) จนกลายเป็นวาทกรรมหลัก (Dominant Discourse) หรือสิ่งที่มิเชล ฟูโกต์นั้นเรียกว่า “Episteme” ขึ้นมาในสังคม และยังมองว่า วาทกรรม คือระบบที่ทำให้การพูด/การเขียนถึง (รวมทั้งการปฏิบัติ) ในเรื่องต่าง ๆ ในสังคมหนึ่ง ๆ เป็นไปได้ เพราะวาทกรรมจะเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ เงื่อนไข และกลไกต่าง ๆ ในการพูด การเขียน (รวมทั้งการปฏิบัติ) ในเรื่องราว/ในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.  2545 : 19-20) จากที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น  จะทำให้เราเห็นว่า วาทกรรมนั้นเป็นมากกว่าเรื่องของภาษา คำพูด หรือถ้อยแถลงอย่างที่มักนิยมเข้าใจกัน แต่วาทกรรมนั้นมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ในรูปแบบต่าง ๆ อยู่ ซึ่งรวมถึงจารีตปฏิบัติ ความคิด ความเชื่อ คุณค่า และสถาบันต่าง ๆ ในสังคมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ ด้วย ซึ่งในงานเขียนของ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ได้ยกคำกล่าวของ มิเชล ฟูโกต์ ในหนังสือชื่อว่า “Politics and the study of discourse” มาไว้ในงานเขียนว่า (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.  2545 : 21)

                  วาทกรรมถูกสร้างขึ้นจากความแตกต่างระหว่างสิ่งที่สามารถพูดได้อย่างถูกต้องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ภายใต้กฎเกณฑ์และตรรกะชุดหนึ่ง) กับสิ่งที่ถูกพูดอย่างแท้จริง สนามของวาทกรรมในขณะใดขณะหนึ่งก็คือกฎเกณฑ์ว่าด้วยความแตกต่างนี้ ฉะนั้น วาทกรรมจึงสร้างสรรพสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา ภายใต้กฎเกณฑ์ชุดหนึ่ง               กฎเกณฑ์นี้จะเป็นตัวกำหนดการดำรงอยู่ การเปลี่ยนแปลง หรือ การเลือนหายของสรรพสิ่งนั่นคือควบคู่ไปกับสิ่งต่าง ๆ ที่สังคมสร้างขึ้น ยังมีการสร้างและการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ถูกพูดถึงโดยวาทกรรมอีกด้วย

 

                            เอกลักษณ์และความหมายในความคิดของฟูโกต์ นั้นเป็นเรื่องของการใช้อำนาจและความรุนแรงเข้าไปบังคับยัดเยียดให้เป็นของวาทกรรมชุดหนึ่ง และขณะเดียวกันวาทกรรมดังกล่าวนั้นก็จะเก็บกด บดบัง ปิดกั้น ขจัด หรือทำลายมิให้สิ่งที่แตกต่างไปจากเอกลักษณ์และความหมายของสิ่งที่วาทกรรมนั้นสร้างขึ้นมาปรากฏตัวขึ้น มากกว่าเป็นเรื่องของการผูกติดกันอย่างเหนียวแน่นของคุณสมบัติเฉพาะ (Attributes) บางอย่างในตัวของสิ่งเหล่านั้นเอง ที่ทำให้เป็นอยู่อย่างที่เข้าใจกัน เช่น อวัยวะเพศกับความเป็นชาย หรือกับความเป็นหญิง บัตรประจำตัวประชาชน (Identification Card) และหนังสือเดินทาง (Passport) กับความเป็นพลเมือง เหล่านี้เป็นต้น จะเห็นได้ถึงความสอดคล้องสัมพันธ์กันส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่องที่เกี่ยวกับวาทกรรมที่ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ที่ได้ตีความมาจากงานเขียนของฟูโกต์ ในหลาย ๆ ชิ้น ซึ่งที่กล่าวมานั้นมีส่วนที่สอดคล้องสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องตัวกำหนดสถานภาพทางเพศและบทบาทของ รุ่งวิทย์ มาศงามเมือง ที่ว่าความแตกต่างดังกล่าวนั้นเป็นผลอันเกิดมาจากการที่สังคมอีสานนับเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Society) หาใช่ความแตกต่างที่เป็นความแตกต่างทางเพศที่เป็นเรื่องธรรมชาติ/ธรรมดาแต่อย่างใด

                            กล่าวโดยรวมแล้วความคิดเกี่ยวกับเรื่องวาทกรรมของ มิเชล ฟูโกต์ ที่ผู้ศึกษานั้นได้ใช้การศึกษาผ่านการตีความจากงานเขียนของ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ในงานเขียนเรื่อง วาทกรรมการพัฒนา : อำนาจ ความรู้ ความจริง และความเป็นอื่น ดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้นแล้วนั้น กล่าวโดยรวมในแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องวาทกรรม ของมิเชล ฟูโกต์ ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า วาทกรรม ในทัศนคติของมิเชล ฟูโกต์ นั้น เป็นเรื่องที่มากกว่าเรื่องของภาษา คำพูด หรือ การตีความ แต่เป็นเรื่องของอำนาจและความรุนแรงที่แสดงออกมาในรูปของภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ในสังคม หรือที่ฟูโกต์ กล่าวไว้ในปาฐกถานำในงานเขียนเรื่อง “the order of discourse” ที่ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2545 : 25) ได้เรียบเรียงไว้ว่า ในทุก ๆ สังคมการผลิตวาทกรรมจะถูกควบคุม คัดสรร จัดระบบ และแจกจ่ายภายใต้กฎเกณฑ์ชุดหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่พลิกแพลงเพื่อให้เรามองไม่เห็นอำนาจ และอันตราย รวมตลอดถึงความน่าเกลียด น่าสะพรึงกลัวของวาทกรรม เพื่อให้วาทกรรมดังกล่าวดำรงความเหนือกว่า/ความเป็นเจ้าในสังคม สำหรับสังคมปัจจุบันของเรา กฎเกณฑ์ที่รู้จักกันดีคือการกีดกัน การเก็บกด/ปิดกั้น ในรูปแบบที่เราคุ้นชินอย่างมากนั่นคือ การห้าม

 

                       2.1.2. การวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse and Discourse Analysis)

                            แนวคิดดังกล่าวนี้เป็นแนวคิดของ มิเชล ฟูโกต์ โดยสาระสำคัญแล้ว แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่เกี่ยวกับ การพยายามศึกษาและสืบค้นถึงกระบวนการ ขั้นตอน ลำดับเหตุการณ์ และลำดับปลีกย่อยต่าง ๆ ในการสร้างเอกลักษณ์และความหมายต่าง ๆ ให้กับสรรพสิ่งที่ห่อหุ้มเราอยู่ในสังคมในรูปแบบของวาทกรรม และภาคปฏิบัติการของวาทกรรมว่าด้วยเรื่องนั้น ๆ ว่าเป็นมาอย่างไร มีการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำ (Hegemony) ในการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องนั้น ๆ อย่างไรบ้าง มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับบุคคล สถานที่ เหตุการณ์อะไร/อย่างไรบ้าง และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้าง รวมตลอดถึงการเก็บกด/ปิดกั้น สิ่งเหล่านี้ของวาทกรรมนั้นอยู่มีอย่างไร (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.  2545 : 27-28)

                            หัวใจของการวิเคราะห์วาทกรรมนั้นอยู่ที่การค้นหาว่า ด้วยวิธีการ/ด้วยกระบวนการ ใด ๆ ที่สิ่งต่าง ๆ ในสังคมถูกทำให้กลายเป็นวัตถุเพื่อการศึกษา/เพื่อการพูดถึงของวาทกรรม (An Object of Discourse/Discursive Object) หรือก็คือการพิจารณาถึงภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรมนั่นเอง ซึ่งเป็นชุดของความสัมพันธ์ที่มีความสลับซับซ้อนในสังคม (A Complex Group of Relations) ที่เป็นตัวกำหนดการพูดถึงสิ่งนั้น ๆ ซึ่งชุดของความสัมพันธ์ที่มีความสลับซับซ้อนดังกล่าวนี้นั้น ไม่ได้ดำรงอยู่ในตัววัตถุธรรม/สิ่งที่เป็นรูปธรรมของวาทกรรมหรือโลกแห่งความเป็นจริงนั่นเอง แต่สิ่งเหล่านั้นกลับดำรงอยู่ภายนอกตัววัตถุธรรมของวาทกรรม และกลับกลายเป็นตัวกำหนดการดำรงอยู่ของตัววัตถุธรรมของวาทกรรมนั้น ๆ อีกต่อหนึ่งในรูปของวาทกรรม ในส่วนของภาคปฏิบัติการจริงที่ฟูโกต์ สนใจนั้นเป็นภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรมที่สำคัญ ๆ ในสังคม (Serious Speech Acts) นั่นก็คือวาทกรรมของผู้เชี่ยวชาญในแขนงต่าง ๆ ภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรมนั้นจะสถาปนาผู้พูดให้มีอำนาจ/ความชอบธรรมในการที่จะสามารถพูดถึงเรื่องนั้น ๆ และสำหรับมุมมองของนักวิเคราะห์วาทกรรมแล้ว ก็มักจะมองว่า มนุษย์ เป็นเพียง ร่างทรง หรือผู้ที่กระทำตาม/ตอกย้ำ/ผลิตซ้ำ (Enact) กฎเกณฑ์ของสิ่งที่พูด มากกว่าที่จะคิดค้นหรือสรรค์สร้างระบบ/กฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมา อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของการวิเคราะห์วาทกรรมคือ ในการวิเคราะห์วาทกรรมนั้นมิได้อยู่ที่ว่าคำพูด หรือสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นจริง หรือเป็นเท็จ ในการวิเคราะห์วาทกรรมไม่ได้สนใจในประเด็นเหล่านี้มากเท่าไรนัก หากแต่ความสนใจกลับอยู่ที่กฎเกณฑ์ชุดหนึ่ง ที่เป็นตัวกำกับให้การพูด/กระทำนั้นเป็นไปได้ และกฎเหล่านี้นั้นก็ฝังแฝงอยู่ภายในตัวของวาทกรรมเอง (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.  2545 : 29-30)

                           ในกระบวนการ/ขั้นตอนในการวิเคราะห์วาทกรรม จะเริ่มต้นด้วยคำถามที่ดูเหมือนง่ายและมีความเป็นรูปธรรมสูงว่า อะไรคือสิ่งที่กำลังพูดถึง/ศึกษาถึง หรือวาทกรรมของสิ่งนั้นคืออะไร ซึ่งการตั้งคำถามดังกล่าวนั้นเป็นการตั้งคำถามที่ตั้งขึ้นเพื่อต้องการตรวจสอบหรือสืบค้นว่าเอกลักษณ์และความหมายของสิ่งที่ถูกตั้งคำถามถึงนั้นว่าถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เพื่อศึกษาถึงชุดกฎเกณฑ์ที่เป็นตัวกำหนด/สร้างความหมาย (Forms) ให้กับสิ่งที่ถูกตั้งคำถามดังกล่าวนั้น ซึ่งจะช่วยทำให้เราเห็นถึงโยงใยของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมที่สิ่งสิ่งนั้นดำรงอยู่ ทั้งยังช่วยให้เห็นถึงความลื่นไหลเปลี่ยนแปลงด้วย

                            ที่ได้กล่าวมาในข้างต้นนั้นได้กล่าวถึงแนวคิดทฤษฏีที่ผู้ศึกษานั้นจะนำมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ เกี่ยวกับประเด็นที่ผู้ศึกษานั้นต้องการจะศึกษาในประเด็นต่าง ๆ ในหัวข้อการศึกษานี้ ซึ่งผู้ศึกษาจะใช้เพียงแนวคิดเดียวคือ แนวคิดวาทกรรมกับการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse and Discourse Analysis) ของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) เป็นแนวคิดหลักที่จะนำมาวิเคราะห์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในการที่เราจะทำการศึกษาถึงสิ่งที่เรียกว่า สถานภาพ (Status) และ บทบาท (Role) แล้ว เราก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะต้องทำความเข้าใจถึงสิ่งสองสิ่งที่กล่าวมานั้นเสียก่อน เพื่อที่จะสามารถทำความเข้าใจต่อสิ่งที่เป็นอันเกิดจากผลของวาทกรรมที่เราจะได้ศึกษาทำความเข้าใจต่อไป

                  2.2 แนวคิดเกี่ยวกับสถานภาพ (Status) และแนวคิดเกี่ยวกับบทบาท (Roles)

                      ในการที่เราจะกล่าวถึงผลกระทบหรือผลที่เกิดขึ้นของวาทกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่ส่งผลทั้งต่อสถานภาพ และส่งผลกระทบสืบเนื่องไปถึงการดำเนินบทบาทของบุคคลนั้น ก่อนอื่นเราควรที่จะมาทำความเข้าใจในเบื้องต้น ถึงความหมายของสิ่งที่เรียกว่า สถานภาพ (Status) และสิ่งที่เรียกว่า บทบาท (Roles) เพื่อที่เราจะสามารถนำไปวิเคราะห์ถึงสิ่งซึ่งเป็นผลอันเกิดจากวาทกรรมที่ส่งผลในแง่ต่าง ๆ ต่อสองสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเข้าใจ

                                     2.2.1. สถานภาพ (Status)

                           สถานภาพ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Status ซึ่ง Zanden ได้อธิบายที่มาของคำดังกล่าวนี้ว่า คำว่า Status มาจากภาษาละตินว่า Sto และภาษาอังกฤษว่า Stand (อ้างถึงใน สุพิศวง ธรรมพันทา.  2540 : 62) ซึ่งความหมายของสถานภาพ หมายถึง ตำแหน่งของบุคคลในแต่ละสังคม นอกจากนั้นแล้วสถานภาพนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อให้แต่ละบุคคลและคนอื่น ๆ ได้รับรู้ร่วมกันว่าเป็นใครและมีสถานภาพทางสังคมที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งเมื่อเรามองโดยรวมแล้วสังคมก็คือ เครือข่ายของสถานภาพ (Network of Status) กล่าวคือ สถานภาพเป็นโครงสร้างของระบบสังคมที่กำหนดและเชื่อมโยงบุคคลกับโครงสร้างสังคมอื่น (ถวัลย์ ภูถวัลย์.  2548 : 16) นอกจากนั้นยังเป็นสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอันมีอยู่และเกี่ยวเนื่องกับบุคคลอื่นและสังคมส่วนรวม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมที่มีคนจำนวนมาก เพราะบุคคลไม่สามารถรู้จักกันหมดได้ ดังนั้นบุคคลจึงจำเป็นต้องติดต่อกันโดยผ่านการรับรู้จากตำแหน่ง (กฤษฎา สิริพัฒนโชติกุล.  2549 : 70)

                            สถานภาพทางสังคม (Social Status) คือ ตำแหน่งหรือฐานะของบุคคลในสังคม ซึ่งได้รับจากการเป็นสมาชิกที่ทำให้ทราบถึงสิทธิ หน้าที่รับผิดชอบ ความมั่งคั่ง เหล่านี้เป็นต้น บุคคลแต่ละคนนั้นมีสิ่งที่เรียกว่าสถานภาพนี้ตั้งแต่ในครรภ์ และจะมีสถานภาพเพิ่มขึ้นเมื่อมีการรวมกลุ่ม หรือเข้ากลุ่ม ซึ่งคนเรานั้นจะสามารถมีสถานภาพได้หลากหลายสถานภาพ ในตลอดช่วงระยะเวลาของชีวิต นอกจากนั้นแล้วสถานภาพเป็นสิ่งที่เฉพาะของบุคคล และแสดงสัญลักษณ์ของบุคคลในสังคม เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเหมือน ความแตกต่าง ความเท่าเทียมกัน หรือความไม่เท่าเทียมกัน เป็นต้น หรือหมายถึง ตำแหน่ง ยศ หรือฐานะที่แสดงความสูงต่ำของบุคคลเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นในสังคม ซึ่งบุคคลหนึ่งอาจมีหลายสถานภาพในทางสังคม (สายสมร เฉยตรองการ.  2528 : 6) งานของ สุพิศวง ธรรมพันทา ได้กล่าวว่า ความเจริญก้าวหน้าของสังคมมนุษย์นั้นเป็นผลที่เกิดจากการมีอยู่ของสถานภาพ เพราะในสถานภาพที่ได้มาจากการใช้ความสามารถของแต่ละบุคคลนั้น จะทำให้เกิดการแข่งขัน และเกิดความกระตือรือร้น เพื่อที่จะไต่เต้าสู่สถานภาพทางสังคมที่อยู่ในระดับสูงขึ้นไป ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้สังคมมนุษย์นั้นเจริญก้าวหน้า หรือได้รับการพัฒนาขึ้น นอกจากจะเป็นสิ่งซึ่งแสดงถึงสัญลักษณ์หรือตำแหน่งแห่งที่ของปัจเจกแล้ว สถานภาพก็ยังเป็นสิ่งอันแสดงถึงสิทธิและหน้าที่ทั้งหมดที่ปัจเจกบุคคลมีและเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย และยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นที่ปัจเจกบุคคลเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นด้วย

               สถานภาพของบุคคลนั้นจะบ่งบอกถึงตำแหน่งแห่งที่ของบุคคลในสังคม และบ่งบอกถึงบทบทของบุคคลนั้นต่อสังคมหรือต่อผู้อื่น ถือได้ว่า การกำหนด หรือ การมีสิ่งที่เรียกว่าสถานภาพนี้นั้น เป็นวิธีการสร้างระเบียบและการจัดการควบคุมสังคมที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกัน ในแง่ที่ว่า จะช่วยลดความสับสนและช่วยลดการลุกล้ำ/ล่วงล้ำสิทธิ์และผลประโยชน์ของกันและกันของปัจเจกบุคคลในสังคมลงได้

              สถานภาพของบุคคลในสังคมนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือ 1) สถานภาพที่ติดตัวมาแต่เดิม/สถานภาพที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด (Ascribed Statuses) เป็นสถานภาพที่ติดตัวมาตั้งแต่เริ่มมีสภาพบุคคล ซึ่งเป็นสถานภาพที่ได้มาโดยสังคมเป็นผู้กำหนด หรือเป็นเรื่องของการที่บุคคลได้รับสถานภาพโดยเงื่อนไขทางชีวภาพ (Biological Conditions) เช่น สถานภาพทางเพศ คือ การเป็นเพศชาย เพศหญิง สกุล เชื้อชาติ ศาสนา หรือแม้กระทั่งถิ่นกำเนิดของบุคคล เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งสถานภาพดังกล่าวนี้นั้นอาจมีผลต่อการกำหนดบทบาทและความสามารถของบุคคลให้แตกต่างกันได้[1] 2) สถานภาพที่ได้มาด้วยความสามารถ (Achieved Statuses)[2] เช่น สถานภาพบิดามารดา (Parental Status) สถานภาพตามวุฒิที่ตนศึกษา (Educational Status) สถานภาพทางการสมรส (Marital Status) สถานภาพทางอาชีพ (Occupational Status) สถานภาพทางการเมือง (Political Status) เหล่านี้เป็นต้น สถานภาพที่กล่าวยกตัวอย่างมาเหล่านี้นั้นเป็นสถานภาพที่จะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เพราะเป็นสถานภาพที่ได้มาจากการแสดงหรือแสวงหามาด้วยความสามารถของบุคคล ตามความสนใจ และตามศักยภาพหรือความสามารถของแต่ละบุคคลที่มีอยู่อย่างแตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้มีความแตกต่างระหว่างสถานภาพของแต่ละบุคคลได้เช่นเดียวกัน (สุพิศวง ธรรมพันทา.  2540 : 63)

              ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพทางสังคมดังกล่าวนี้นั้น ในการดำรงอยู่และดำเนินไปของสถานภาพทางสังคมดังกล่าว ยังสามารถวิเคราะห์ถึงลักษณะของสถานภาพทางสังคมได้อีก กล่าวคือ สถานภาพหลัก (Master Status) เป็นสถานภาพที่ชี้นำบุคคลและบอกบุคคลอื่นว่าควรที่จะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร กล่าวคือ เป็นสถานภาพหลักที่บุคคลใช้แสดงตนและที่บุคคลอื่นเข้าใจว่าเขาเป็น เป็นต้น ลักษณะของการเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางสังคมนั้น โอกาสของแต่ละสังคมที่แตกต่างกัน ภายใต้เงื่อนไขทางสังคมต่าง ๆ เช่น เงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ที่แตกต่างกันก็มีส่วนหรือมีผลในการเป็นสิ่งขัดขวางหรือเป็นสิ่งผลักดันให้การเลื่อนชั้น/การเปลี่ยนแปลงสถานภาพของบุคคลนั้นเป็นไปได้และอาจจะเป็นไปไม่ได้เลยในบางสังคม เช่น ในสังคมอินเดียที่เป็นสังคมปิด (Closed Society) ที่ปิดกั้นไม่ให้คนอินเดียเปลี่ยนแปลงสถานภาพหรือชนชั้นทางสังคม ในสังคมไทยอาจกล่าวได้ว่าเป็นสังคมที่เป็นสังคมเปิด (Open Society) โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่สามารถมีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพหรือเคลื่อนย้ายทางชนชั้นได้ง่าย นอกจากการเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางสังคมจะเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขหรือสภาพของแต่ละสังคมที่แตกต่างกันดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ในการเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางสังคมยังเกี่ยวข้อง หรือยังขึ้นอยู่กับชนชั้นทางสังคม และ การเคลื่อนย้ายทางสังคมอีกด้วย ชนชั้นทางสังคมเกิดมาพร้อมกับการมีสังคมมนุษย์ ในทุกสังคมมีการกำหนดชนชั้น (Classification) หรือมีการจัดแบ่งผู้คนให้แตกต่างกันมีสถานภาพและบทบาททางสังคมที่แตกต่างกันด้วยปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งการเคลื่อนย้ายทางสังคมนั้นแบ่งออกเป็น การเคลื่อนย้ายในแนวนอน (Horizontal Mobility) เช่น การเปลี่ยนหน้าที่งานใหม่แต่อยู่ในระดับงานเดิม เป็นต้น การเคลื่อนย้ายในแนวตั้ง (Vertical Mobility) เช่น การเปลี่ยนตำแหน่งงานที่สูงขึ้น หรือต่ำลง เป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น ชนชั้นทางสังคม (Social Classes) และการเคลื่อนย้ายทางสังคม (Social Mobility) มีผลอย่างสำคัญต่อกระบวนการดังกล่าว ในแง่ที่ว่า ในแต่ละสังคมนั้นจะกำหนดความสำคัญของสถานภาพไว้แตกต่างกัน เช่น สถานภาพหลักในสังคมไทยอาจถูกกำหนดโดย ภูมิลำเนา (Home Town) เครือญาติ (Kinship) ระบบชนชั้นทางเศรษฐกิจ (Economic Class System) เหล่านี้ประกอบกัน ในสังคมอินเดียสถานภาพหลักก็ถูกกำหนดจากสถานภาพทางวรรณะ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวนี้ส่งผลสำคัญต่อการเคลื่อนย้ายหรือการเปลี่ยนแปลงทางชนชั้นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นแล้วการที่คนเราสามารถมีได้หลายสถานภาพในบุคคลคนเดียวและในแต่ละช่วงเวลานั้น ก็ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งหรือความสับสนทางสถานภาพ (Conflict Status) ขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งโดยปกติแล้วคนเราจะมีสถานภาพเดียวในช่วงเวลานั้น ๆ แต่ในภาวะที่ไม่ปกติที่บุคคลจำเป็นต้องมีสถานภาพมากกว่าหนึ่ง ซึ่งสถานภาพดังกล่าวนั้นอาจส่งผลให้มีบทบาทเหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ได้ กล่าวยกตัวอย่างเช่น นายตำรวจต้องจับคุมคนร้ายซึ่งเป็นบิดาตน ดังนี้แล้วเขาควรที่จะสวมสถานภาพใดระหว่างการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ กับการเป็นลูกชาย เป็นต้น สถานภาพเป็นสิ่งแรกที่สังคมมอบให้แก่บุคคลเพื่อเป็นเครื่องแสดงฐานะ ตำแหน่ง และบทบาทของบุคคลที่มีและเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม (สุพิศวง ธรรมพันทา.  2540 : 62-65)

              ตำแหน่งของบุคคลในสังคมแต่ละคนจึงอาจมีหลายตำแหน่งหรือหลายสถานภาพในเวลาและสถานการณ์ที่แตกต่างกัน และในสถานภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวโยงกัน นอกจากนั้นแล้วในสังคมยังได้กำหนดความสัมพันธ์หรือสร้างพันธะให้คนปฏิบัติตามในสถานภาพต่าง ๆ ของเขาก็จะมีบทบาทในฐานะสมาชิกของสังคมนั้น ๆ แตกต่างกันไป (สายสมร เฉยตรองการ.  2528 : 7)

              สถานภาพทางเพศ (Gender) คำว่า Gender หมายถึง เพศสภาพ เพศสถานะ และ/หรือเพศสภาวะ ในงานศึกษาชิ้นนี้ผู้ศึกษานั้นขอใช้คำว่า Gender ในภาษาอังกฤษนี้โดยสื่อความถึงสิ่งที่เรียกว่า สถานภาพทางเพศที่ผู้ศึกษาเห็นว่ามีความหมาเดียวกันกับเพศสถานะ เพราะว่าความหมายของคำว่า Gender นั้นมีความหมายครอบคลุมถึง เรื่องของความเป็นผู้หญิงและผู้ชายที่ไม่ได้ถูกกำหนดโดยระบบทางสรีระหรือชีววิทยาเท่านั้น หากแต่ถูกกำหนดโดยปัจจัยทางวัฒนธรรม สังคม การเมือง และปัจจัยอื่น ๆ ทำให้เกิดความคาดหวังต่อความเป็นหญิงและความเป็นชายในแง่มุมเฉพาะต่าง ๆ กล่าวคือ สถานภาพของเพศหญิงและเพศชายที่อยู่ในบริบทต่าง ๆ บทบาทของเพศหญิงและเพศชายที่มีก็จะแตกต่างกัน (วิลาสินี พิพิธกุล และกิตติ กันภัย.  2546 : 13) การถือกำเนิดของสถานภาพต่าง ๆ นั้นเกิดมาพร้อม ๆ กับการเกิดขึ้นของมนุษย์ในขั้นต้น ซึ่งสถานภาพทางเพศ นอกจากจะบ่งบอกว่าคนเราเป็นเพศอะไร เช่น เพศหญิง เพศชาย โดยที่ในการกำหนดความเป็นเพศทางสรีระ (Sex) หรือทางชีววิทยา (Biology) นี้เป็นไปตามโครงสร้างของโครโมโซมเพศ (Sex Chromosome) หรือเป็นไปตามการก่อกำเนิดของแต่ละบุคคล สถานภาพทางเพศยังสามารถบ่งบอก หรือแสดงถึงการมีบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างกันได้ด้วย (สายสมร เฉยตรองการ.  2528 : 8-9)  กล่าวคือ การมีเพศที่แตกต่างกันทำให้คนเรามีบทบาททางสังคมที่แตกต่างกัน แม้ทั้งหญิงและชายจะมีความสำคัญต่อสังคมเท่าเทียมกันแต่ทั้งหญิงและชายต่างก็มีบทบาทที่แตกต่างกัน ซึ่งการที่มีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันนี้เป็นผลมาจากการมีสถานภาพทางเพศที่แตกต่างกัน หรือเกิดความเหลื่อมล้ำกันในมิติต่าง ๆ

                       2.2.2. บทบาท (Role)

              บทบาท (Role) คือ สภาวะที่เป็นพลวัตของสถานภาพ กล่าวคือ ในขณะที่สถานภาพเป็นตำแหน่งที่บุคคลได้มา ทั้งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด และทั้งจากความสามารถของตน ซึ่งสถานภาพนั้น ๆ จะมีสิทธิ หน้าที่ อำนาจ และพร้อมทั้งความรับผิดชอบตามมาด้วยเสมอ ซึ่งเรียกว่า บทบาท (Role) นี้เอง เช่น บุคคลที่มีสถานภาพเป็นลูก ก็จะมีบทบาทและต้องทำตามบทบาทนั้นในฐานะที่เป็นลูกด้วยนั่นเอง (ถวัลย์ ภูถวัลย์.  2548 : 16) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง บทบาท ก็คือ พฤติกรรมที่ต้องปฏิบัติตามสถานภาพหรือการปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ของสถานภาพ กล่าวยกตัวอย่างเช่น การที่พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูลูก และการที่ลูกต้องเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ เป็นต้น ซึ่งบทบาทของสมาชิกของสังคมจะมีมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับแนวทางปฏิบัติตนไปตามแนวทางของสถานภาพของแต่ละสภาพสังคมที่ตนมีส่วนร่วม (สายสมร เฉยตรองการ.  2528 : 8)

             บทบาททางสังคม (Social Roles) ดังที่กล่าวมาแล้วว่า บทบาทของบุคคลย่อมเป็นไปตามสถานภาพของบุคคลนั้น (Roles Acquired by Status) ซึ่งบทบาททางสังคมนั้นจะมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปได้ตามสังคมที่วิวัฒน์ (Evolution) ไปตามกาลเวลา ซึ่งบทบาททางสังคมนั้นเป็นหน้าที่หรือการแสดงออกของบุคคลตามความคิดหรือความคาดหวังของสังคม/สิ่งแวดล้อม และเมือบุคคลได้แสดงบทบาทหน้าที่ดังที่ระบุไว้ในบรรทัดฐาน จะทำให้ระบบสังคมหรือการปฏิบัติต่อกันเป็นไปในแนวทางเดียวกัน อันจะส่งผลให้เกิดความเป็นระเบียบ/ความสงบในสังคม (สุพิศวง ธรรมพันทา.  2540 : 66)

               ประเด็นเกี่ยวกับลักษณะของบทบาททางสังคม บทบาททางสังคมนั้นจะมีลักษณะที่เป็นบทบาทสัมพันธ์หรือคู่กับบทบาทเสมอ เช่น พ่อแม่มีบทบาทสัมพันธ์ต่อลูก ลูกก็มีบทบาทสัมพันธ์ต่อพ่อและแม่ สามีและภรรยาต่างก็มีบทบาทที่สัมพันธ์ต่อกันและกัน เป็นต้น ซึ่งแต่ละบุคคลนั้นจะมีบทบาทได้หลายบทบาทเช่นเดียวกับการที่เราสามารถมีสถานภาพได้หลากหลายสถานภาพในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งบทบาทก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อเราอยู่ในหลายวงสมาคมก็จะทำให้เรามีหลายบทบาทได้เช่นกัน กล่าวยกตัวอย่างเช่น การเป็นตำรวจและการเป็นลูกดังที่เคยได้กล่าวยกตัวอย่างมาในกรณีที่ผู้ร้ายเป็นบิดาของตน บทบาทของคนเรานั้นได้ถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขหลายประการด้วยกัน ดังนั้นบุคคลแต่ละคนจึงสามารถที่จะแสดงบทบาทที่แตกต่างกันออกมาได้แม้จะมีสถานภาพที่เป็นสถานภาพเดียวกัน ซึ่งบทบาทของบุคคลนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน เช่น บทบาทของบุคคลที่สัมพันธ์และคล้อยตามกับบทบาทกลุ่ม (Group – Related Roles) กล่าวยกตัวอย่างเช่น บทบาทสงเคราะห์ (Helping Role) ซึ่งเป็นบทบาทของสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่ง เป็นต้น บทบาทกลุ่มเป็นตัวกระตุ้นให้คนทำงาน หรือแก้ไขปัญหาส่วนตัวได้ บทบาทของบุคคลยังขึ้นอยู่กับลักษณะสถาบัน (Institutionalized Role) โดยเฉพาะอิทธิพลของขนบธรรมเนียมประเพณี บรรทัดฐานทางสังคมต่าง ๆ ซึ่งสิ่งที่กล่าวยกตัวอย่างมานี้จะเป็นตัวกำหนดลักษณะเฉพาะของบุคคลในสังคมนั้น ๆ และนอกจากนั้นแล้วบทบาทของบุคคลนั้นยังขึ้นอยู่กับลักษณะทางชีวะจิตภาพของบุคคล (Bio - Psychological Role) ซึ่งลักษณะทางธรรมชาติส่วนนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งทีมีอิทธิพลในการทำให้การแสดงบทบาททางสังคมของบุคคลแต่ละคนมีความแตกต่างกันได้ (สุพิศวง ธรรมพันทา.  2540 : 67)

              จากการที่คนเรามีบทบาทที่แตกต่างกัน และการที่คนเราสามารถมีได้หลากหลายบทบาทนั้น ก็ทำให้เกิดปัญหาของบุคคลและสังคม ที่เกิดจากการแสดงบทบาทที่แตกต่างกัน เช่น ปัญหาที่เกิดจากผู้สวมบทบาท (Role Impairment) เป็นความบกพร่องที่เกิดจากผู้แสดงบทบาท เช่น พ่อแม่ที่อายุยังน้อยก็จะมีความบกพร่องหรือประสบกับปัญหาในการที่จะสามารถแสดงบทบาทของพ่อแม่ที่ดีต่อลูกได้ เป็นต้น ปัญหาความสับสนของบทบาท (Role Conflict) จากการมีหลากหลายสถานภาพทำให้คนเรามีหลากหลายบทบาท ซึ่งก็ทำให้ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะแสดงบทบาทใดที่เหมาะสมและถูกต้องที่สุด นอกจากนั้นยังมีปัญหาอันเกิดจากการละเมิดบทบาท (Role Violation) เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลไม่ปฏิบัติตามแบบแผนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน นอกจากนั้นแล้วยังมีปัญหาที่เกี่ยวกับความเครียดซึ่งเป็นความเครียดอันสืบเนื่องมาจากบทบาท กล่าวคือ สถานการณ์นั้นบังคับให้บุคคลต้องแสดงบทบาทต่าง ๆ ที่ไม่ชอบ หรือที่เข้มงวด (สุพิศวง ธรรมพันทา.  2540 : 67-68) บทบาทแต่ละบทบาทจะมีความคาดหวังจากสังคมที่แตกต่างกัน การเผชิญกับปัญหาก็จะแตกต่างกันด้วยดังนั้นเราจึงควรที่จะระมัดระวัง ควบคุมดูแลตนหรือบุคคลอื่นในการแสดงบทบาทร่วมกันอย่างเหมาะสม



                [1]สถานภาพที่แตกต่างกันส่งผลให้เกิดการลิดรอนหรือการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลได้ เช่น สังคมไทยเพศหญิงมีสิทธิทางกฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกับผู้ชาย (สถานภาพทางเพศ) เป็นต้น
                [2]มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจ (Socio – Economic Status) เพราะสถานภาพดังกล่าวนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและสังคม ดู สุพิศวง ธรรมพันทา. มนุษย์กับสังคม.  2540.  หน้า 63. 

edit @ 23 Mar 2008 08:29:38 by มุ้ย

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry