บทที่ 1

 บทนำ

1.1    ความสำคัญของปัญหา

                 เราเชื่อว่ามนุษย์มีความแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ในโลกนี้ ความแตกต่างดังกล่าวเหล่านั้นอาจจะได้แก่ การที่มนุษย์นั้นรู้จักประดิษฐ์คิดค้น รู้จักการอยู่รวมกลุ่มกันเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ที่แน่นอนภายใต้กฎเกณฑ์หนึ่ง ๆ ของสังคมมนุษย์หนึ่ง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ดังที่ได้กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่เมื่อเราเปรียบเทียบดูแล้วอาจทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ได้ สิ่งซึ่งทำให้มนุษย์มีความแตกต่างออกไปจากสัตว์ร่วมโลกดังที่ได้กล่าวยกตัวอย่างมาแล้วนั้น ก็เพราะมนุษย์นั้นรู้จักที่จะใช้เหตุผลจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์นั้นเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ทั้งเพื่อการตัดสินใจ การประเมินคุณค่า การกำหนด นิยามสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้สังคมมนุษย์วิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน ในความเป็นปัจจุบันของสังคมมนุษย์นี้มีหลายอย่างที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นแล้วเป็นประโยชน์แก่โลก แต่ก็มีหลายอย่างที่มนุษย์สร้างสรรค์แล้วเป็นสิ่งที่ทำลายโลก เช่น อาวุธสงครามชนิดต่าง ๆ แม้บางครั้งจะอ้างว่าจะนำมาใช้เพื่อการที่จะธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ/สิทธิเสรีภาพของมวลมนุษย์แต่อาวุธต่าง ๆ เหล่านั้นก็หาได้ละเว้นการทำลายคู่ตรงข้ามลงไปไม่ เหล่านี้นั้นล้วนแล้วแต่เกิดจากการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ทั้งสิ้น

                 กล่าวได้ว่าวรรณกรรมนั้นก็เป็นผลผลิตหนึ่งในจำนวนผลผลิตที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่หลากหลาย และวรรณกรรมเองก็เป็นหนึ่งในผลผลิตที่สำคัญของมนุษย์ เพราะเนื้อหาสาระของวรรณกรรมนั้นนอกจากที่จะสะท้อนระบบการคิด แนวความคิด และแนวทางปฏิบัติของคนในสังคมอย่างชัดเจนแล้ว ยังสะท้อนถึงอุดมการณ์  ความเชื่อหรือแม้กระทั่งวิถีการดำรงชีวิตที่ยึดถือเป็นบรรทัดฐานของสังคมในยุคสมัยนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย กล่าวได้ว่าวรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า วาทกรรม (Discourses)[1] ซึ่งวรรณกรรมก็เสมือนกับเป็นภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ในอีกแง่มุมหนึ่งที่ส่งผลและมีอิทธิพลต่อระบบความคิดความเชื่อ อุดมการณ์ ค่านิยม แบบแผนปฏิบัติต่อกันของมนุษย์ในสังคม จนกระทั่งก่อให้เกิดสถาบันทางสังคม หรือการรวมกลุ่มกันของคนในสังคมขึ้นมาได้ แม้กระทั่งการสร้างองค์ความรู้หนึ่ง ๆ ขึ้นมาในสังคมในแต่ละช่วงเวลาเฉพาะของสังคมมนุษย์ และสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยที่ต่างกันออกไปดังกล่าวนั้นเราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การกำหนดองค์ความรู้ดังกล่าวนั้นไม่ส่งผลต่อการดำเนินไปซึ่งวิถีชีวิตของปัจเจกชนในสังคม ทั้งในแง่ของบทบาทและสถานภาพของปัจเจกชนที่แตกต่างกันในเรื่องของชนชั้นทางสังคม และแม้จะในชนชั้นทางสังคมที่เท่าเทียมกันก็ตามแต่ ก็ยังมีความแตกต่างกันในระหว่างปัจเจกบุคคลที่อยู่ในชนชั้นนั้น ๆ ในเรื่องของความแตกต่างระหว่างบทบาทและสถานภาพทางเพศระหว่างเพศชายกับเพศหญิงอีกด้วย

                 หากเรามองในภาพรวมแล้วทุก ๆ สังคมในโลกล้วนแล้วแต่แบ่งแยกความเป็นเพศหลัก ๆ ออกเป็นสองเพศที่เป็นกระแสหลักคือ เพศชาย และเพศหญิง โดยเป็นการยึดหลักเกณฑ์การแบ่งตามคุณสมบัติทางธรรมชาติหรือที่เรียกว่า เพศสรีระ (Sex) โดยที่พิจารณาถึงความแตกต่างทางด้านสรีระร่างกายที่แตกต่างกันเป็นตัวแบ่งแยก เช่น อวัยวะ ยีน ฮอร์โมน เหล่านี้เป็นต้น

                ในความเป็นจริงเราคงเคยพบเห็นหรือคงเคยตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นผลที่มาจากอิทธิพลของวาทกรรมในรูปแบบของภาคปฏิบัติการณ์ของวาทกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ต่อการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงกันระหว่างเพศชาย หญิง เช่น ทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงบุตร ทำไมผู้ชายต้องมีสถานภาพหรือฐานะที่เปรียบเสมือนช้างเท้าหน้าคือต้องเป็นฝ่ายที่หาเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก ทำไมเวลาที่เราขึ้นโดยสารรถประจำทางผู้ชายต้องลุกให้ผู้หญิงนั่งถ้าที่นั่งเต็มทั้งที่เราก็ต้องจ่ายค่าโดยสารเท่า ๆ กัน ทำไมเวลาที่บ้านเรือนรกหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานบ้านงานเรือนบกพร่องเราจึงต้องมุ่งประเด็นในการลงโทษหรือลงความผิดต่อผู้หญิงเป็นหลักและมักจะมองว่าผู้หญิงที่บกพร่องเรื่องงานบ้านงานเรือนเป็นผู้หญิงที่ไม่เพียบพร้อมหรือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ต่าง ๆ เหล่านี้ที่กล่าวมา อาจเคยเป็นประเด็นคำถามของเราต่อบทบาทและสถานภาพที่เราต้องทำตามโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ที่มากำหนดการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพของเราแม้แต่ในอิริยาบถส่วนตัวของเรา และเป็นตัวกำหนดความคิด ความคาดหวังของสังคมต่อการดำเนินบทบาทและสถานภาพของเราในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับการดำเนินวิถีชีวิตของเราด้วยนั่นเอง

                จะเห็นได้ว่า เรื่องเพศมีอยู่รอบตัวเราและโยงใยอยู่กับตัวเราในแทบทุกเรื่อง และแต่ละเรื่องเหล่านั้นเข้ามามีอิทธิพลต่อเราโดยที่เรายังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำในบางสถานการณ์ เช่น ในเรื่องของการประเมินค่าความเป็นเพศ เมื่อเราเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ทำอะไรบางอย่างอยู่ตามปกติในการดำรงชีวิตของเขา แต่เรากลับไปตัดสินว่าการกระทำนั้น ๆ ของเขาว่าผิดแปลกไปจากวิถีทางเพศ (Sexuality) ที่เหมาะสมกับความเป็นเพศนั้น ๆ ของเขาที่เขาควรจะกระทำ เราคงเคยได้ยินคำพูดของบางคนที่นินทาคนอื่นบ้างว่า ผู้ชายคนนี้ทำตัวเหมือนแมงดา นั่นเป็นการลดคุณค่าของความเป็นผู้ชายของคนคนนั้นที่เมื่อฟังคำดังกล่าวแล้วเราคงที่จะพอนึกภาพออกว่าผู้ชายคนนั้นคงจะเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาภรรยา/แฟน ที่เป็นเพศหญิงซึ่งค่านิยมที่สังคมยอมรับนั้นก็คือการที่ผู้ที่เป็นผู้ชาย/สามีนั้น ต้องเป็นฝ่ายทำมาหากิน หรือเป็นฝ่ายที่ต้องหาเลี้ยงภรรยาซึ่งเป็นผู้หญิงนั่นเอง ซึ่งไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดการทำตัวเช่นนั้นก็ไม่ใช่วิสัยของผู้ชายที่สังคมจะรับได้ หรือเมื่อเรากล่าวถึงผู้หญิงว่า แรด เราใช้เกณฑ์ใด ๆ ในการตัดสินพฤติกรรมดังกล่าวของเขา เราจึงสามารถวิเคราะห์ได้จากความรู้เบื้องต้นของเราว่าผู้หญิงคนนั้น แรดหรือไม่แรด  เรามักจะเคยชินเพราะว่าเรานั้นถูกทำให้ยอมรับ และปฏิบัติตามโดยที่เราไม่รู้ตัวในระบบสังคมผ่านขบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socialization)[2] ในรูปแบบต่าง ๆ เราอาจถูกตอกย้ำทางความคิดอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ และสิ่งที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ความจริงแล้วเราต่างเป็นสิ่งประกอบสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมอันก่อเกิดความไม่เท่าเทียมกันทางเพศในด้านต่าง ๆ ความแตกต่างของเรื่องเพศทางสังคมนี้เราเรียกว่า เพศสภาพ/เพศสถานะ (Gender) ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจกับเพศสรีระ (Sex) ที่ไม่ได้มีนัยยะของความไม่เท่าเทียมกันมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด (วรนุช จรุงรัตนพงศ์.  2547 : 9-15) ซึ่งคุณสมบัติทางธรรมชาตินี้เองที่นำมาสู่การแบ่งเพศโดยใช้หลักเกณฑ์ทางสังคมหรือที่เรียกว่า เพศสภาพ/เพศสถานะ (Gender) คำดังกล่าวนี้มีนัยยะที่สัมพันธ์อยู่กับเรื่องของการเมือง คำว่า Gender ถูกนำมาใช้ในมิติทางสังคมและวัฒนธรรมจึงมีนัยยะของการแบ่งเพศแบบคู่ตรงข้ามชายหญิง (Dichotomy) ในขณะเดียวกันด้วย และในการแบ่งเพศตามคำดังกล่าวนี้กลับกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมคนทุกคน ไม่เป็นชาย ก็ต้องเป็นหญิง หรืออาจจะมีเพศอื่นในที่นี้คือ เพศกลาง (Neutral) และเราก็ยอมรับการกำหนดดังกล่าวนั้นโดยไม่ได้สงสัยอะไร (วิลาสินี พิพิธกุล และกิตติ กันภัย.  2546 : 13-16) นอกจากนั้นแล้วคำว่า Gender ที่มีความหมายถึง เพศสภาพ เพศสถานะ เพศสภาวะ หรือเพศภาวะ ซึ่งในงานศึกษาชิ้นนี้จะใช้คำว่า เพศสถานะ ในแง่มุมของ การมีสถานภาพนั้น ๆ คือ ระบบทางวัฒนธรรมที่อธิบายความเป็นหญิงเป็นชายที่ถูกสร้างขึ้นจากวัฒนธรรมและระบบสัญลักษณ์ที่มีความหมาย และมีการผลิตซ้ำด้วยกระบวนการต่าง ๆ เช่น การกล่าวว่า ความแตกต่างทางเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นต้น เพศสถานะจึงเป็นเหมือนกับการจัดแบ่งทางชนชั้นและชาติพันธุ์ที่เป็นส่วนและขั้นตอนหนึ่งของสังคมมนุษย์ (ปรานี วงษ์เทศ.  2549 : 9) ด้วยเพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า เพศสถานะ หรือ Gender นี้นั้นเป็นสิ่งซึ่งถูกปลูกสร้างหรือเป็นประดิฐกรรมทางสังคมแบบหนึ่ง (Social Construct/Artifact) ที่เป็นเสมือนหนึ่งการบันทึกความทรงจำของสังคม (Social Memory) จากประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม (ปรานี วงษ์เทศ.  2549 : 9-10)                   ผู้ศึกษาเห็นว่าการแบ่งแยกเพศตามแนวคิดดังกล่าวนั้นได้มีส่วนในการกำหนดสถานภาพและบทบาทของทั้งเพศชายและเพศหญิงอีกด้วย คือการกำหนดให้แต่ละเพศมีบทบาทและสถานภาพในสังคมที่แตกต่างกันไป เช่น เพศชายจะถูกคาดหวังจากสังคมว่าต้องมีความเป็นผู้นำ ต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษ ต้องมีความอดทนเข้มแข็งไม่อ่อนแออย่างง่าย ๆ ต่อเรื่อง/อุปสรรคต่าง ๆ สำหรับเพศหญิงก็จะถูกคาดหวังจากสังคมว่าต้องมีความเป็นกุลสตรี มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือน เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งตามกรอบการมองของนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี (Feminism) มองการแบ่งการจำแนกแยกแยะเพศออกเป็นเพศทางสังคมนี้ว่าเป็นการแบ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม เพราะว่าความแตกต่างทางธรรมชาติที่เป็นสิ่งที่ติดตัวเราทุกคนมาตั้งแต่กำเนิดนั้น กลับกลายไปสู่การเป็นสิ่งที่มากำหนดแนวความคิด แนวทางปฏิบัติ บทบาท สถานภาพ และกำหนดความคาดหวังจากสังคมที่มีต่อการแสดงออกซึ่งบทบาท สถานภาพของแต่ละเพศ (ปราณี วงษ์เทศ.  2534 : 24) สิ่งต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานั้นเป็นความแตกต่างกันที่เหนือกว่าความแตกต่างที่เป็นลักษณะของชีววิทยาเพียงเท่านั้น แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังเป็นผลพวงมาจากการสร้างองค์ความรู้บางอย่างขึ้นมาในสังคมเพื่อจัดการ ควบคุม กำหนด ให้บางสิ่งบางอย่างดำเนินไปตามความต้องการของผู้ที่กำหนดความรู้ ความเชื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องนั้น ๆ ขึ้นมา แม้แต่ในการศึกษาเรื่องเพศของรายวิชา เพศศึกษา (Sex Education) นั้นได้มีการให้คำนิยามของเพศศึกษาว่า เพศศึกษาคือ กระบวนการที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ อันเป็นผลทำให้บุคคลเข้าใจพฤติกรรมที่เกี่ยวกับชีวิตนับตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งในด้านความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติที่เหมาะสมในเรื่องเพศ เพื่อสามารถปรับตัวดำเนินชีวิตในสังคมร่วมกันกับคนเพศเดียวกันหรือต่างเพศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนอกจากนั้นแล้วในการศึกษาในสาขาวิชาดังกล่าวนี้นั้นยังได้จำแนก หรือกล่าวถึงบทบาทสำคัญของเพศศึกษา (Significant Roles of Sex Education) ว่ามีดังต่อไปนี้ (อุดมศักดิ์ มหาวีรวัฒน์.  2550 : 4)

                    1. ช่วยให้แต่ละคนเข้าใจและยอมรับหน้าที่ตามเพศของตน

                    2. เข้าใจความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในฐานะเพื่อน ให้เกียรติกัน

                    3. ตระหนักถึงความแตกต่างในลักษณะการนึกคิดและพฤติกรรมทางเพศ และยอมรับความแตกต่าง

                    4. เข้าใจการเลือกคู่

                    5. เข้าใจการเตรียมตัวรับผิดชอบต่อครอบครัว

                    6. เข้าใจการเลี้ยงดูบุตรธิดาให้เติบโตเป็นพลเมืองดี

                ที่กล่าวมาในข้างต้นนั้นคงพอที่จะทำให้เราสามารถเห็นถึงกระบวนการถ่ายทอด/ปลูกฝัง แนวคิดเรื่องธรรมชาติทางเพศ/เพศที่เป็นไปตามวิถีทางที่สังคมยอมรับ ซึ่งจากที่กล่าวมานั้นจะเห็นถึงความพยายามในการปลูกฝังความคิด การปฏิบัติตน ความเชื่อ ค่านิยมเรื่องเพศที่สังคมยอมรับนอกจากนั้นยังได้ทำให้ความคิด การปฏิบัติตน ความเชื่อ ค่านิยมเรื่องเพศที่สังคมไม่ยอมรับนั้นตกขอบไป และทำให้กลายเป็นอื่น (Other) โดยการนิยามความคิด การปฏิบัติตน ความเชื่อ ค่านิยมเรื่องเพศที่สังคมไม่ให้การยอมรับเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ/เป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามวิสัยของคนธรรมดาที่จะกระทำ ซึ่งผู้ศึกษาจึงจะพยายามศึกษาทำความเข้าใจว่าความแตกต่างและการกำหนดในเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นว่ามีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสิ่งที่เราเรียกว่า วาทกรรม นี้หรือไม่อย่างไร

                ในการศึกษานี้ผู้ศึกษาจึงต้องการที่จะตั้งคำถามต่ออิทธิพลของสิ่งเหล่านั้นที่มาควบคุมต่อการดำเนินไปซึ่งสถานภาพและบทบาททางเพศของเราดังที่กล่าวมา ในการศึกษานี้มองว่าวาทกรรมในรูปแบบของวรรณกรรมรูปแบบต่าง ๆ ในอีสาน ก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดกฎเกณฑ์การดำเนินไปซึ่งวิถีทางเพศรวมทั้งการมีสถานภาพทางเพศของชาย หญิง ที่เหมือน เท่าเทียม หรือที่แตกต่างกันได้ด้วยนั่นเอง ซึ่งได้มุ่งที่จะวิเคราะห์ในส่วนของวาทกรรมอีสานเป็นหลัก จากเอกสารที่เป็นสิ่งที่ถูกปลูกสร้างขึ้นเป็นเสมือนองค์ความรู้และสื่อในการนำเสนอองค์ความรู้ต่าง ๆ ดังกล่าวแก่สังคมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และมีระดับในการทำความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไปอีก แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นบางทีก็แทรกอยู่ในวิถีชีวิตของเรา แทรกอยู่ในขบวนการขัดเกลาทางสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา คำสอน ความเชื่อ ค่านิยม ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะเป็นสิ่งที่มาบีบบังคับให้ปัจเจกบุคคลนั้นต้องกระทำตามโดยทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว และเป็นเสมือนบรรทัดฐานทางสังคมในแต่ละสังคมและในแต่ละช่วงเวลาเฉพาะอีกด้วย กล่าวคือ องค์ความรู้ ความเชื่อ ในเรื่องหนึ่งนั้นแม้จะเป็นจริงในยุคสมัยหนึ่งสมัยใดแต่ก็หาใช่ว่าจะมีความจีรังยั่งยืนกลายเป็นความเชื่อ ความรู้ที่เป็นกระแสหลักทุกยุคทุกสมัยได้ เช่น ในสังคมตะวันตกยุคหนึ่งผู้หญิงผิวขาวเป็นผู้หญิงที่ดูแล้วผิวสวย แต่ในปัจจุบันผู้หญิงที่ผิวสวยกลับเป็นผู้หญิงที่มีผิวสีแทนนิดๆ ผสมอยู่ด้วย เราจะเห็นสิ่งที่ตามมาจากการสร้างองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ก็คือมีการสร้างเครื่องอาบแดด มีการท่องเที่ยวตามชายหาดเพื่ออาบแดด ซึ่งจะเป็นการที่จะสามารถทำให้ผู้หญิงมีผิวสีแทนได้ ดังที่กล่าวมานั้นเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องผิวพรรณของผู้หญิงที่เรียกว่าเป็นผิวที่มีความสวยงาม จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคแต่ละสมัย และน่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น ซึ่งในการศึกษาในหัวข้อดังกล่าวนี้นั้นผู้ศึกษาจะวิเคราะห์ถึงเนื้อหาของสิ่งที่เป็นภาคปฏิบัติการของวาทกรรมในสังคมอีสาน เพื่อที่จะทราบและแยกแยะองค์ประกอบ แยกแยะความสัมพันธ์ ในวาทกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นเพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างวาทกรรมเหล่านั้นกับการดำเนินไปซึ่งสถานภาพและบทบาทของเพศชาย หญิง ที่ปรากฏและดำรงอยู่ในสังคมอีสานและที่ฝังแฝงอยู่ในวาทกรรมในรูปแบบของวรรณกรรมอีสานในรูปแบบต่าง ๆ ที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย ดังที่จะนำมาศึกษาในหัวข้อการศึกษาดังกล่าวนี้

                แต่อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาในหัวข้อ วาทกรรมกับสถานภาพและบทบาทชาย-หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานนี้นั้น ในการศึกษาที่จะสามารถกล่าวถึงหรือเอ่ยถึงวรรณกรรมที่เป็นวรรณกรรมของท้องถิ่นอีสานได้ครบถ้วนนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้ใช้ระยะเวลาในการเก็บรวบรวม วิเคราะห์และรวมทั้งตีความหมายของข้อมูลอย่างมากพอสมควร เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าวรรณกรรมอีสานนั้นมีอยู่มากมาย และมีรูปแบบ รวมทั้งแตกต่างกันทั้งในระดับของความยากง่ายในการทำความเข้าใจ และแตกต่างกันในเรื่องของรูปแบบในการเขียน/บันทึกและถ่ายทอดด้วย กล่าวยกตัวอย่างในข้างต้นนี้เช่น บุญประเพณีต่าง ๆ ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ คลอง-กะลำ ผญา กลอนลำ นิทาน นิยาย ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น วรรณกรรมที่ได้กล่าวยกตัวอย่างมาในข้างต้นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีการสื่อสารเพื่อให้เกิดความหมาย คุณค่า กฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขขึ้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่าง ๆ เหล่านั้นส่งอิทธิพลต่อการควบคุมสังคม สถาบันและปัจเจกบุคคลว่า อะไรควรนำเสนอ/สื่อความ อะไรควรเชื่อ/ปฏิบัติตาม รวมทั้ง มีผลกระทบต่อการสร้างชุดของความรู้หรือความจริงขึ้นในสังคมในช่างเวลาเฉพาะด้วย ทั้งยังมีอำนาจในการเก็บกด/ปิดกั้น ไม่ให้แสดงบทบาทที่แตกต่างไปจากวาทกรรมกระแสหลักด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งหากเราต้องการศึกษาผลกระทบที่เกิดจากอำนาจของวาทกรรมที่มีต่อเรื่องสถานภาพและบทบาทของเพศชาย-หญิงแล้ว สิ่งที่กล่าวยกตัวอย่างมาในข้างต้นนั้นในแต่ละสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่น่าศึกษา และเป็นเรื่องที่จะสามารถนำเราเข้าสู่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสถานภาพและบทบาทของเพศชาย-หญิงที่เป็นผลมาจากบทบาทของวาทกรรมเหล่านั้นในสังคมได้ด้วย แต่เนื่องจากผู้ศึกษามีเวลาในการศึกษาค่อนข้างที่จะจำกัด ทั้งความรู้และความสามารถของผู้ศึกษาเองยังไม่อาจสามารถที่จะกระทำการได้ถึงเพียงนั้น ในหัวข้อการศึกษาดังกล่าวนี้ ผู้ศึกษาจึงจะขอกล่าวถึงหรือวิเคราะห์ถึงวรรณกรรมบางอย่างซึ่งจะได้นำมาวิเคราะห์เฉพาะสิ่งที่ผู้ศึกษาคิดว่าน่าจะจำเป็นและสามารถทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เป็นตัวประกอบสร้างสถานภาพและบทบาท-หญิงที่ดำเนินอยู่ในสังคมอีสาน และเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษามองว่าเพียงพอที่จะสามารถวิเคราะห์ให้เห็นถึงต้นตอของการประกอบสร้างหรืออุดมการณ์ความคิด ความรู้ที่อยู่เบื้องหลังเท่านั้น ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในหัวข้อของการศึกษาและวิเคราะห์ต่อไป

                หากเรากล่าวถึงวัฒนธรรมอีสาน หรือความเป็นอีสานแล้วนั้นเราอาจจะต้องศึกษาอย่างมากในการที่จะสามารถอธิบายถึงกำเนิดของวัฒนธรรมของอีสานในด้านต่าง ๆ ได้ เพราะคนที่ถือว่าเป็นคนอีสานพวกแรกนั้นมีชีวิตเร่ร่อนอยู่ในดินแดนอีสานมากว่า 5,000 ปีมาแล้ว เพราะหลังจากนั้นมีหลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่าคนเหล่านี้ปลูกเรือนอยู่เป็นที่ รู้จักปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ และเริ่มมีประเพณีการฝังศพของคนตาย แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะสามารถชี้ชัดได้ว่า คนอีสานกลุ่มดังกล่าวนี้เป็นคนกลุ่มไหน หรือเป็นกลุ่มคนเผ่าพันธุ์ใด (สุจิตต์ วงษ์เทศ.  2543 : 14) แต่เราก็อาจกล่าวเหมารวมได้ว่าวัฒนธรรมของคนอีสานนั้นมีมาอย่างยาวนาน ประเพณีอีสานและพิธีกรรมตามประเพณีของชาวอีสานที่เรียกว่า ฮีตสิบสองคลองสิบสี่นั้นเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับทั้งความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติและพุทธศาสนาเถรวาท มีทั้งพิธีกรรมอันเป็นประเพณีที่เป็นสิ่งปฏิบัติและจารีตที่ยึดถือสืบต่อกันมา  และในแง่วรรณกรรมที่เป็นตำนาน นิทาน ผญา เหล่านี้เป็นต้น ที่เป็นสิ่งที่เกิดจากการสรรค์สร้างของปราชญ์ชาวอีสาน ที่มีทั้งวรรณกรรมพื้นบ้าน วรรณกรรมประเภทตำนาน วรรณกรรมทางศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนาเฉพาะพุทธศาสนาเถรวาท รูปแบบวรรณกรรมอีสานโดยส่วนใหญ่เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ[3] (ชลิต ชัยครรชิต.  2544 : 73-125) จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าวรรณกรรมอีสานนั้นมีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน และผลที่เกิดกับสถานภาพทางเพศและบทบาททางเพศชาย-หญิงที่แตกต่างกัน หรือเหมือนกันดังที่จะได้วิเคราะห์ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ต่าง ๆ ต่อไปในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ผ่านวรรณกรรมอีสานในหัวข้อการศึกษานี้ต่อไป

                แต่หากเราจะได้กล่าวถึงต้นสายปลายเหตุของความคิด ความสนใจในการที่จะศึกษาในหัวข้อดังกล่าวนี้แล้ว กล่าวได้ว่า ผู้ศึกษานั้นได้รับอิทธิพลมาจากการศึกษาและเขียนรายงานในหัวข้อ สตรีนิยม (Feminism) : แนวคิดว่าด้วยวาทกรรมกับการถูกจำกัดพื้นที่ของผู้หญิง ในรายวิชาทฤษฎีการเมืองและสังคม (1301401) วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สาขาการเมืองการปกครอง ในภาคเรียนที่ 1/2550 ที่เสนอต่อ อาจารย์ ดร.วินัย ผลเจริญ ซึ่งในบทความดังกล่าวนั้นผู้ศึกษาได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับมิติในเรื่องของ เวลา (Time) และ สถานที่ (Space/Place) ของเพศชายหญิงที่แตกต่างกันอันเป็นผลมาจากวาทกรรมในสังคมไทย ซึ่งในบทความชิ้นดังกล่าวนั้นผู้ศึกษาได้พยายามเสนอถึงบทบาทของวาทกรรมที่มีผลต่อการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของเพศชาย หญิง เป็นประเด็นทางเพศที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเพศในสังคม ที่บางครั้งเราอาจมองข้ามในประเด็นเหล่านั้น ข้อสรุปของผู้ศึกษาในบทความดังกล่าวที่ว่า วาทกรรมมีผลอย่างสำคัญต่อการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ในการมีสถานภาพ และรวมไปถึงการดำรงอยู่และการแสดงออกซึ่งบทบาททางเพศที่แตกต่างกันของเพศชาย หญิงนั้น เป็นสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นต้นเรื่องที่ทำให้ผู้ศึกษาต้องการที่จะหาความรู้ และทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับอำนาจ/อิทธิพลของวาทกรรมที่มีผลต่อการกำหนดสถานภาพและบทบาททางเพศของชายหญิงในสังคมอีสาน อันเกิดจากอิทธิพลของวาทกรรมท้องถิ่นอีสานที่มีบทบาทต่อการดำเนินไปของเพศวิถี (Sexuality) ของแต่ละเพศ ในด้านต่าง ๆ มาอย่างยาวนานดังที่ได้กล่าวมา ซึ่งผู้ศึกษาต้องการทำความเข้าใจและอธิบายถึงอำนาจของวาทกรรมท้องถิ่นอีสานในการส่งอิทธิพลดังกล่าวเพื่อที่จะสามารถอธิบายสภาพการเป็นไปของสิ่งที่วาทกรรมดังกล่าวนั้นต้องการ และต้องการที่จะวิเคราะห์ถึงอุดมการณ์ต่าง ๆ ที่ฝังแฝงอยู่ภายในวาทกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวเหล่านั้น เพื่อที่จะสามารถรับรู้ถึงสภาพของสถานภาพและบทบาทของเพศชาย-หญิง ที่อยู่ภายใต้วาทกรรมเหล่านั้นนั่นเอง

                ดังนั้น การศึกษาในหัวข้อ วาทกรรมกับสถานภาพและบทบาทชาย-หญิง ศึกษาผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานดังกล่าวนี้ผู้ศึกษาจึงต้องการที่จะศึกษาถึงอิทธิพลของวรรณกรรมอีสานในฐานะของการเป็นวาทกรรม (Discourse) ที่ส่งผลต่อการดำเนินไปของสถานภาพและบทบาทในสังคมอีสานว่ามีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันเพียงใด เท่าใด และจะทำการศึกษาถึงเนื้อหาของวรรณกรรมต่าง ๆ ที่จะนำมาวิเคราะห์เพื่อที่จะสามารถทำให้เราทราบถึงสิ่งที่เป็นส่วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันกับเรื่องสถานภาพและบทบาทของชาย-หญิง และนอกจากนั้นแล้วยังจะได้ทำการณ์วิเคราะห์ถึงสิ่งที่สาเหตุของสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าว หรือสิ่งที่เป็นผลมาจากความเชื่อ หรืออุดมการณ์ใดที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดหรือวาทกรรมเหล่านั้น เพื่อที่จะอธิบายถึงสิ่งที่เป็นสาเหตุหรืออุดมการณ์เบื้องหลังความคิดเหล่านั้น และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ความรู้ดังกล่าวนั้นกับผลขององค์ความรู้นั้นคือวาทกรรมในรูปแบบของวรรณกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ในอีสาน และอิทธิพลที่เกิดจากผลขององค์ความรู้นั้น ๆ ต่อสถานภาพและบทบาทชาย-หญิงในสังคมด้วยนั่นเอง

1.2 วัตถุประสงค์ในการศึกษา

                                1.2.1 ต้องการศึกษาเนื้อหาของวรรณกรรมอีสานในฐานะของการเป็นวาทกรรม (Discourse) ที่เกี่ยวกับการกำหนดสถานภาพและบทบาทของชาย-หญิง

                                1.2.2 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของวรรณกรรมอีสานในฐานะที่เป็นวาทกรรม (Discourse) ที่ส่งผลต่อการดำเนินไปซึ่งสถานภาพและบทบาทชาย-หญิงในอีสาน

 1.3 ทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัย

                 1.3.1 แนวคิดทฤษฎี

                     แนวคิดว่าด้วยเรื่อง วาทกรรม (Discourse) และแนวการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) ของ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault)[4] 

 

 1.4 กรอบแนวคิด

                  ในการศึกษาในหัวข้อศึกษานี้ จะเป็นการศึกษาถึงเนื้อหาและอิทธิพลของวาทกรรมอีสานต่อสถานภาพและบทบาทชาย-หญิง โดยอาศัยกรอบคิดการศึกษาต่าง ๆ เพื่อที่จะนำมาสู่การตอบคำถามในการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาในหัวข้อดังกล่าวนี้ โดยที่การสำรวจกรอบคิดทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องแล้ว ผู้ศึกษาจะอาศัยแนวการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) ของ มิเชล ฟูโกต์ มาเป็นแนวทางในการอธิบายเพื่อที่จะทำให้เราเห็นถึงฐานะการเป็นวาทกรรม (Discoursivity) ของวรรณกรรมต่างๆ ในท้องถิ่นอีสานในส่วนที่เราจะนำมาวิเคราะห์เพื่อที่จะแยกแยะและตีความให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างวาทกรรมในรูปของวรรณกรรมอีสานดังกล่าวนั้นกับสถานภาพและบทบาทชาย-หญิง ทั้งที่เป็นระบบและกระบวนการในการสร้าง/ผลิต (Constitute) เอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance) รวมทั้งการผลิตความหมายเกี่ยวกับความจริงในเรื่องต่างๆ ซึ่งหมายถึงการผลิตชุดของความรู้ กฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติทางสังคม การมีสถาบันทางสังคมและปฏิบัติการทางสังคมที่ต่อเนื่องมาจากความรู้นั้น ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงให้คนนิยามตนเองตามความรู้ที่ถูกผลิตออกมา ในการศึกษาดังกล่าวนี้นั้นผู้ศึกษาจึงจะใช้แนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรมดังกล่าวมาเป็นกรอบในการตีความ ในการวิเคราะห์ถึงเนื้อหาและอิทธิพลของวรรณกรรมที่มีต่อสถานภาพและบทบาทชาย-หญิงในอีสาน

 1.5 วิธีการศึกษา 

                 รูปแบบการศึกษานั้นผู้ศึกษาจะใช้การศึกษาผ่านการทบทวนและวิเคราะห์วรรณกรรม โดยจะใช้วิธีการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงคุณภาพเป็นด้านหลัก ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาทั้งที่เป็นแบบการพรรณนาวิเคราะห์ (Analytical Description) และการศึกษาแบบการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เป็นงานวิจัยประเภทที่ใช้ข้อมูลจากเอกสาร ซึ่งปกติเป็นข้อมูลทุติยภูมิหรือข้อมูลปฐมภูมิจากแหล่งที่มีผู้เก็บรวบรวมไว้แล้ว และเนื่องด้วยการที่งานวิจัยประเภทนี้จะต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบและความเป็นนักอ่านของนักวิจัยเป็นอย่างมาก โดยจะต้องทำการค้นคว้าจากแหล่งที่มีข้อมูลอยู่แล้ว และพยายามตีกรอบข้อมูลเหล่านั้นให้สอดคล้องตรงประเด็นกับสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการวิจัยของตนให้ได้ เพื่อความเหมาะสมกับขอบเขตของการศึกษาทั้งในมิติเรื่องเวลาและขอบเขตเรื่องพื้นที่แล้วนั้น ผู้ศึกษาจึงจะใช้วิธีการศึกษาที่เป็นเรื่องของวรรณกรรมในท้องถิ่นอีสานที่พอจะสามารถวิเคราะห์ให้สามารถอธิบายให้เห็นถึงสถานภาพและบทบาทของทั้งเพศชายและทั้งเพศหญิง ในแง่มุมต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม เหล่านี้เป็นต้น เพื่อที่จะสามารถอธิบายเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหมือน ความแตกต่าง ความเท่าเทียมกัน หรือ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างเพศชายหญิงที่เป็นผลอันเกิดจากวาทกรรมเหล่านั้นได้

                ซึ่งวิธีการศึกษานั้นประกอบไปด้วยการวิเคราะห์ผ่านแนวคิดว่าด้วยเรื่อง วาทกรรม (Discourse) และแนวการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) ของ มิเชล ฟูโกต์จากวรรณกรรมอีสาน ซึ่งในการศึกษานี้จะศึกษาผ่านเอกสาร รูปแบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือ ฮีตสิบสอง-คลองสิบสี่ อินทิยานสอนลูก ผญา กะลำ กฎหมายอีสาน เหล่านี้เป็นเอกสารที่ผู้ศึกษาจะใช้นำมาวิเคราะห์เป็นหลัก โดยจะเน้นการวิเคราะห์ผ่านวรรณกรรมอีสานเรื่องอินทิยานสอนลูกเป็นส่วนหลัก ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไปในบทที่ 3

1.6 ขอบเขตของการศึกษา

                 ขอบเขตด้านพื้นที่ที่ใช้ในการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้เนื่องจากผู้ศึกษาใช้วิธีการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงคุณภาพเป็นด้านหลัก ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาที่เรียกว่า การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการพรรณนาวิเคราะห์ (Analytical Description) ในการกำหนดขอบเขตด้านพื้นที่นี้ผู้ศึกษาจึงจะตีความคำว่าพื้นที่ในที่นี้ว่าเป็นเอกสารในการนำมาวิเคราะห์แทนการตีความคำว่าพื้นที่ที่หมายถึงตำแหน่งแห่งที่ หรืออาณาบริเวณ ผู้ศึกษาจึงจะจำกัดขอบเขตการศึกษาโดยจะเลือกนำวรรณกรรมที่จะนำมาวิเคราะห์นั้น จะนำมาวิเคราะห์เฉพาะวรรณกรรมอีสานบางอย่างที่ผู้เขียนมองว่ามีความสำคัญเป็นหลัก

                ขอบเขตในเรื่องของเวลา ในการศึกษาในหัวข้อดังกล่าวนี้ผู้ศึกษาจะใช้เวลาในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งตีความภายใต้กรอบแนวคิดเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน เป็นระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา คือ ภาคการศึกษาที่ 2/2550  

 

1.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

                1.7.1 มีองค์ความรู้และมีความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของวรรณกรรมอีสานต่อสถานภาพและบทบาทชาย-หญิง และทราบถึงสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ที่สะท้อนผ่านและฝังแฝงอยู่ในเนื้อหาของวรรณกรรมเหล่านั้น                1.7.2 สามารถเข้าใจและรับรู้ถึงอิทธิพลรวมทั้งอำนาจของวาทกรรมที่มีต่อการดำเนินไปซึ่งบทบาททางเพศชายและหญิง ทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกัน ทั้งที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันและไม่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอิทธิพลที่เกิดจากวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน

1.8 คำจำกัดความ

                1.8.1 วรรณกรรม (Literature) หมายถึง สิ่งที่เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสารเรื่องราวให้เข้าใจ ระหว่างมนุษย์ ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์คิดค้น และสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อใช้สื่อความหมาย เรื่องราวต่าง ๆ ภาษาที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารได้แก่

                    1.8.3.1 ภาษาพูด โดยการใช้เสียง

                    1.8.3.2 ภาษาเขียน โดยการใช้ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ และภาพ

                     1.8.3.3 ภาษาท่าทาง โดยการใช้กิริยาท่าทาง หรือวัสดุประกอบอย่างอื่น

                นอกจากนั้นแล้วหากจะแบ่งประเภทของวรรณกรรมออกเป็นประเภทเราก็อาจสามารถแบ่งประเภทของวรรณกรรมดังกล่าวนี้ออกได้เป็น 2 ประเภทคือ วรรณกรรมประเภทร้อยแก้ว และวรรณกรรมประเภทร้อยกรอง ที่มีลักษณะแตกต่างกันทั้งในลักษณะของรูปแบบงานเขียนและอาจแตกต่างกันในรูปแบบการนำเสนอด้วย วรรณกรรมถ่ายทอดความรู้ ความคิดและสิ่งที่เป็นความจริงและฝังแฝงไปด้วยค่านิยมบางอย่างอยู่ภายใน (พิสูจน์ ใจเที่ยงกุล.  2530 : 13)

                 วรรณกรรมท้องถิ่น หมายถึง วรรณกรรมที่เป็นลายลักษณ์อักษร และวรรณกรรมที่เป็นมุขปาฐะที่ปรากฏอยู่ในท้องถิ่นภาคต่าง ๆ ของไทย

                วรรณกรรมอีสาน หมายถึง วรรณกรรมใน 19 จังหวัดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยรวมทั้งวรรณกรรมที่มีลักษณะ รูปแบบ เนื้อหา และภาษา เช่นเดียวกับวรรณกรรมในจังหวัดดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งที่เข้ามาปรากฏในภาคกลางของประเทศไทย เช่น ศรีธนญชัยในภาคกลาง กับ เซียงเมี่ยงในภาคอีสานซึ่งทั้งสองเรื่องล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน เหล่านี้เป็นต้น                                    



                  [1]ผู้ศึกษายึดความหมายจากการให้ความหมายของคำว่า วาทกรรม ตามแนวคิดของ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ที่มองว่าวาทกรรมคือ การผลิตความหมายเกี่ยวกับความจริงในเรื่องต่าง ๆ ดู ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.  วาทกรรมการพัฒนา : อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น  (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิภาษา, 2545), หน้า 19 - 41
                   [2]การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) หมายถึง กระบวนการอบรมสั่งสอนสมาชิกของสังคมให้รู้ระเบียบแผนของสังคม เพื่อเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในสังคม โดยมีตัวแทนในการขัดเกลาทางสังคม ได้แก่ ครอบครัว กลุ่มเพื่อน โรงเรียน สื่อมวลชน ( สุทัศน์ ภูมิรัตนจรินทร์.  วันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 จากเวิลด์ไวด์เว็บ : )
                  [3]วรรณกรรมมุขปาฐะ คือ วรรณกรรมที่ถ่ายทอดโดยการบอก การเล่า และการขับร้อง ไม่ว่าจะเป็นในโอกาสหรือในวาระใด เช่น ในการนอน การรำ หรือพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นต้น ดู 481010359/Literature5.htm>
                  [4]เนื่องจากงานเขียนของมิเชล ฟูโกต์ที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง วาทกรรม (Discourse) และแนวการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) มีอยู่ด้วยกันหลายชิ้นยากแก่การที่ผู้ศึกษาจะสามารถเข้าใจอย่างครบถ้วนได้ในเวลาอันจำกัด ผู้ศึกษาจึงอาศัยการตีความของ ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ที่ได้ตีความและสรุปรวบรวมไว้แล้ว ซึ่งผู้ศึกษาจะได้นำมากล่าวถึงในบทที่ 2 ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องต่อไป

edit @ 23 Mar 2008 08:36:28 by มุ้ย

Comment

Comment:

Tweet

เป็นข้อความที่เป็นประโยชน์มาก สำหรับการทำงานวิจัย และขอขอบคุณสำหรับ ข้อความดีๆ

#7 By Kamolporn (202.29.6.89) on 2011-09-04 15:08

บ้าเปล่าเนี่ยเขียนมาไม่รู้เรื่องอุตส่าเข้ามางงไปหมดเลย
tongue embarrassed

#6 By (113.53.236.250) on 2010-08-15 09:22

ปวดหัวด้วยย
ลายตาจิงๆ

#5 By (125.25.113.237) on 2010-06-19 03:47

ลายไปหมด
อ่านยากมาก

#4 By (125.25.113.237) on 2010-06-19 03:46

เสนอความคิดเห็นได้น่าสนใจมาก มีมุมที่แหลมคมน่าคิดหลายประเด็น แต่หากทำในรูปของไฟล์ pdf จะดีกว่านี้นะน้อง เพราะฟอร์มที่เสนอนี้บางเครื่องจะอ่านยากมาก ไม่สะดวก ตัวอักษรเปลี่ยนรูป ฯลฯ ควรทำให้มีทางเลือกนะครับ
Khenth, P.W.
เป็นกำลังใจให้นะครับ

#3 By Khenth, P.W. (125.26.122.214) on 2010-03-07 00:00

บ้า

#2 By (202.91.19.194) on 2009-08-03 19:49

ดีหลายเด้อ

#1 By ขวัญทอง (125.26.183.85) on 2008-06-13 14:18