บทที่ 1

 บทนำ

1.1    ความสำคัญของปัญหา

                 เราเชื่อว่ามนุษย์มีความแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ในโลกนี้ ความแตกต่างดังกล่าวเหล่านั้นอาจจะได้แก่ การที่มนุษย์นั้นรู้จักประดิษฐ์คิดค้น รู้จักการอยู่รวมกลุ่มกันเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ที่แน่นอนภายใต้กฎเกณฑ์หนึ่ง ๆ ของสังคมมนุษย์หนึ่ง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ดังที่ได้กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่เมื่อเราเปรียบเทียบดูแล้วอาจทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ได้ สิ่งซึ่งทำให้มนุษย์มีความแตกต่างออกไปจากสัตว์ร่วมโลกดังที่ได้กล่าวยกตัวอย่างมาแล้วนั้น ก็เพราะมนุษย์นั้นรู้จักที่จะใช้เหตุผลจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์นั้นเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ทั้งเพื่อการตัดสินใจ การประเมินคุณค่า การกำหนด นิยามสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้สังคมมนุษย์วิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน ในความเป็นปัจจุบันของสังคมมนุษย์นี้มีหลายอย่างที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นแล้วเป็นประโยชน์แก่โลก แต่ก็มีหลายอย่างที่มนุษย์สร้างสรรค์แล้วเป็นสิ่งที่ทำลายโลก เช่น อาวุธสงครามชนิดต่าง ๆ แม้บางครั้งจะอ้างว่าจะนำมาใช้เพื่อการที่จะธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ/สิทธิเสรีภาพของมวลมนุษย์แต่อาวุธต่าง ๆ เหล่านั้นก็หาได้ละเว้นการทำลายคู่ตรงข้ามลงไปไม่ เหล่านี้นั้นล้วนแล้วแต่เกิดจากการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ทั้งสิ้น

                 กล่าวได้ว่าวรรณกรรมนั้นก็เป็นผลผลิตหนึ่งในจำนวนผลผลิตที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่หลากหลาย และวรรณกรรมเองก็เป็นหนึ่งในผลผลิตที่สำคัญของมนุษย์ เพราะเนื้อหาสาระของวรรณกรรมนั้นนอกจากที่จะสะท้อนระบบการคิด แนวความคิด และแนวทางปฏิบัติของคนในสังคมอย่างชัดเจนแล้ว ยังสะท้อนถึงอุดมการณ์  ความเชื่อหรือแม้กระทั่งวิถีการดำรงชีวิตที่ยึดถือเป็นบรรทัดฐานของสังคมในยุคสมัยนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย กล่าวได้ว่าวรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า วาทกรรม (Discourses)[1] ซึ่งวรรณกรรมก็เสมือนกับเป็นภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ในอีกแง่มุมหนึ่งที่ส่งผลและมีอิทธิพลต่อระบบความคิดความเชื่อ อุดมการณ์ ค่านิยม แบบแผนปฏิบัติต่อกันของมนุษย์ในสังคม จนกระทั่งก่อให้เกิดสถาบันทางสังคม หรือการรวมกลุ่มกันของคนในสังคมขึ้นมาได้ แม้กระทั่งการสร้างองค์ความรู้หนึ่ง ๆ ขึ้นมาในสังคมในแต่ละช่วงเวลาเฉพาะของสังคมมนุษย์ และสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยที่ต่างกันออกไปดังกล่าวนั้นเราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การกำหนดองค์ความรู้ดังกล่าวนั้นไม่ส่งผลต่อการดำเนินไปซึ่งวิถีชีวิตของปัจเจกชนในสังคม ทั้งในแง่ของบทบาทและสถานภาพของปัจเจกชนที่แตกต่างกันในเรื่องของชนชั้นทางสังคม และแม้จะในชนชั้นทางสังคมที่เท่าเทียมกันก็ตามแต่ ก็ยังมีความแตกต่างกันในระหว่างปัจเจกบุคคลที่อยู่ในชนชั้นนั้น ๆ ในเรื่องของความแตกต่างระหว่างบทบาทและสถานภาพทางเพศระหว่างเพศชายกับเพศหญิงอีกด้วย

                 หากเรามองในภาพรวมแล้วทุก ๆ สังคมในโลกล้วนแล้วแต่แบ่งแยกความเป็นเพศหลัก ๆ ออกเป็นสองเพศที่เป็นกระแสหลักคือ เพศชาย และเพศหญิง โดยเป็นการยึดหลักเกณฑ์การแบ่งตามคุณสมบัติทางธรรมชาติหรือที่เรียกว่า เพศสรีระ (Sex) โดยที่พิจารณาถึงความแตกต่างทางด้านสรีระร่างกายที่แตกต่างกันเป็นตัวแบ่งแยก เช่น อวัยวะ ยีน ฮอร์โมน เหล่านี้เป็นต้น

                ในความเป็นจริงเราคงเคยพบเห็นหรือคงเคยตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นผลที่มาจากอิทธิพลของวาทกรรมในรูปแบบของภาคปฏิบัติการณ์ของวาทกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ต่อการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงกันระหว่างเพศชาย หญิง เช่น ทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงบุตร ทำไมผู้ชายต้องมีสถานภาพหรือฐานะที่เปรียบเสมือนช้างเท้าหน้าคือต้องเป็นฝ่ายที่หาเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก ทำไมเวลาที่เราขึ้นโดยสารรถประจำทางผู้ชายต้องลุกให้ผู้หญิงนั่งถ้าที่นั่งเต็มทั้งที่เราก็ต้องจ่ายค่าโดยสารเท่า ๆ กัน ทำไมเวลาที่บ้านเรือนรกหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานบ้านงานเรือนบกพร่องเราจึงต้องมุ่งประเด็นในการลงโทษหรือลงความผิดต่อผู้หญิงเป็นหลักและมักจะมองว่าผู้หญิงที่บกพร่องเรื่องงานบ้านงานเรือนเป็นผู้หญิงที่ไม่เพียบพร้อมหรือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ต่าง ๆ เหล่านี้ที่กล่าวมา อาจเคยเป็นประเด็นคำถามของเราต่อบทบาทและสถานภาพที่เราต้องทำตามโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ที่มากำหนดการดำเนินไปซึ่งบทบาทและสถานภาพของเราแม้แต่ในอิริยาบถส่วนตัวของเรา และเป็นตัวกำหนดความคิด ความคาดหวังของสังคมต่อการดำเนินบทบาทและสถานภาพของเราในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับการดำเนินวิถีชีวิตของเราด้วยนั่นเอง

                จะเห็นได้ว่า เรื่องเพศมีอยู่รอบตัวเราและโยงใยอยู่กับตัวเราในแทบทุกเรื่อง และแต่ละเรื่องเหล่านั้นเข้ามามีอิทธิพลต่อเราโดยที่เรายังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำในบางสถานการณ์ เช่น ในเรื่องของการประเมินค่าความเป็นเพศ เมื่อเราเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ทำอะไรบางอย่างอยู่ตามปกติในการดำรงชีวิตของเขา แต่เรากลับไปตัดสินว่าการกระทำนั้น ๆ ของเขาว่าผิดแปลกไปจากวิถีทางเพศ (Sexuality) ที่เหมาะสมกับความเป็นเพศนั้น ๆ ของเขาที่เขาควรจะกระทำ เราคงเคยได้ยินคำพูดของบางคนที่นินทาคนอื่นบ้างว่า ผู้ชายคนนี้ทำตัวเหมือนแมงดา นั่นเป็นการลดคุณค่าของความเป็นผู้ชายของคนคนนั้นที่เมื่อฟังคำดังกล่าวแล้วเราคงที่จะพอนึกภาพออกว่าผู้ชายคนนั้นคงจะเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาภรรยา/แฟน ที่เป็นเพศหญิงซึ่งค่านิยมที่สังคมยอมรับนั้นก็คือการที่ผู้ที่เป็นผู้ชาย/สามีนั้น ต้องเป็นฝ่ายทำมาหากิน หรือเป็นฝ่ายที่ต้องหาเลี้ยงภรรยาซึ่งเป็นผู้หญิงนั่นเอง ซึ่งไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดการทำตัวเช่นนั้นก็ไม่ใช่วิสัยของผู้ชายที่สังคมจะรับได้ หรือเมื่อเรากล่าวถึงผู้หญิงว่า แรด เราใช้เกณฑ์ใด ๆ ในการตัดสินพฤติกรรมดังกล่าวของเขา เราจึงสามารถวิเคราะห์ได้จากความรู้เบื้องต้นของเราว่าผู้หญิงคนนั้น แรดหรือไม่แรด  เรามักจะเคยชินเพราะว่าเรานั้นถูกทำให้ยอมรับ และปฏิบัติตามโดยที่เราไม่รู้ตัวในระบบสังคมผ่านขบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socialization)[2] ในรูปแบบต่าง ๆ เราอาจถูกตอกย้ำทางความคิดอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ และสิ่งที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ความจริงแล้วเราต่างเป็นสิ่งประกอบสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมอันก่อเกิดความไม่เท่าเทียมกันทางเพศในด้านต่าง ๆ ความแตกต่างของเรื่องเพศทางสังคมนี้เราเรียกว่า เพศสภาพ/เพศสถานะ (Gender) ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจกับเพศสรีระ (Sex) ที่ไม่ได้มีนัยยะของความไม่เท่าเทียมกันมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด (วรนุช จรุงรัตนพงศ์.  2547 : 9-15) ซึ่งคุณสมบัติทางธรรมชาตินี้เองที่นำมาสู่การแบ่งเพศโดยใช้หลักเกณฑ์ทางสังคมหรือที่เรียกว่า เพศสภาพ/เพศสถานะ (Gender) คำดังกล่าวนี้มีนัยยะที่สัมพันธ์อยู่กับเรื่องของการเมือง คำว่า Gender ถูกนำมาใช้ในมิติทางสังคมและวัฒนธรรมจึงมีนัยยะของการแบ่งเพศแบบคู่ตรงข้ามชายหญิง (Dichotomy) ในขณะเดียวกันด้วย และในการแบ่งเพศตามคำดังกล่าวนี้กลับกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมคนทุกคน ไม่เป็นชาย ก็ต้องเป็นหญิง หรืออาจจะมีเพศอื่นในที่นี้คือ เพศกลาง (Neutral) และเราก็ยอมรับการกำหนดดังกล่าวนั้นโดยไม่ได้สงสัยอะไร (วิลาสินี พิพิธกุล และกิตติ กันภัย.  2546 : 13-16) นอกจากนั้นแล้วคำว่า Gender ที่มีความหมายถึง เพศสภาพ เพศสถานะ เพศสภาวะ หรือเพศภาวะ ซึ่งในงานศึกษาชิ้นนี้จะใช้คำว่า เพศสถานะ ในแง่มุมของ การมีสถานภาพนั้น ๆ คือ ระบบทางวัฒนธรรมที่อธิบายความเป็นหญิงเป็นชายที่ถูกสร้างขึ้นจากวัฒนธรรมและระบบสัญลักษณ์ที่มีความหมาย และมีการผลิตซ้ำด้วยกระบวนการต่าง ๆ เช่น การกล่าวว่า ความแตกต่างทางเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นต้น เพศสถานะจึงเป็นเหมือนกับการจัดแบ่งทางชนชั้นและชาติพันธุ์ที่เป็นส่วนและขั้นตอนหนึ่งของสังคมมนุษย์ (ปรานี วงษ์เทศ.  2549 : 9) ด้วยเพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า เพศสถานะ หรือ Gender นี้นั้นเป็นสิ่งซึ่งถูกปลูกสร้างหรือเป็นประดิฐกรรมทางสังคมแบบหนึ่ง (Social Construct/Artifact) ที่เป็นเสมือนหนึ่งการบันทึกความทรงจำของสังคม (Social Memory) จากประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม (ปรานี วงษ์เทศ.  2549 : 9-10)                   ผู้ศึกษาเห็นว่าการแบ่งแยกเพศตามแนวคิดดังกล่าวนั้นได้มีส่วนในการกำหนดสถานภาพและบทบาทของทั้งเพศชายและเพศหญิงอีกด้วย คือการกำหนดให้แต่ละเพศมีบทบาทและสถานภาพในสังคมที่แตกต่างกันไป เช่น เพศชายจะถูกคาดหวังจากสังคมว่าต้องมีความเป็นผู้นำ ต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษ ต้องมีความอดทนเข้มแข็งไม่อ่อนแออย่างง่าย ๆ ต่อเรื่อง/อุปสรรคต่าง ๆ สำหรับเพศหญิงก็จะถูกคาดหวังจากสังคมว่าต้องมีความเป็นกุลสตรี มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือน เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งตามกรอบการมองของนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี (Feminism) มองการแบ่งการจำแนกแยกแยะเพศออกเป็นเพศทางสังคมนี้ว่าเป็นการแบ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม เพราะว่าความแตกต่างทางธรรมชาติที่เป็นสิ่งที่ติดตัวเราทุกคนมาตั้งแต่กำเนิดนั้น กลับกลายไปสู่การเป็นสิ่งที่มากำหนดแนวความคิด แนวทางปฏิบัติ บทบาท สถานภาพ และกำหนดความคาดหวังจากสังคมที่มีต่อการแสดงออกซึ่งบทบาท สถานภาพของแต่ละเพศ (ปราณี วงษ์เทศ.  2534 : 24) สิ่งต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานั้นเป็นความแตกต่างกันที่เหนือกว่าความแตกต่างที่เป็นลักษณะของชีววิทยาเพียงเท่านั้น แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังเป็นผลพวงมาจากการสร้างองค์ความรู้บางอย่างขึ้นมาในสังคมเพื่อจัดการ ควบคุม กำหนด ให้บางสิ่งบางอย่างดำเนินไปตามความต้องการของผู้ที่กำหนดความรู้ ความเชื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องนั้น ๆ ขึ้นมา แม้แต่ในการศึกษาเรื่องเพศของรายวิชา เพศศึกษา (Sex Education) นั้นได้มีการให้คำนิยามของเพศศึกษาว่า เพศศึกษาคือ กระบวนการที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ อันเป็นผลทำให้บุคคลเข้าใจพฤติกรรมที่เกี่ยวกับชีวิตนับตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งในด้านความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติที่เหมาะสมในเรื่องเพศ เพื่อสามารถปรับตัวดำเนินชีวิตในสังคมร่วมกันกับคนเพศเดียวกันหรือต่างเพศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนอกจากนั้นแล้วในการศึกษาในสาขาวิชาดังกล่าวนี้นั้นยังได้จำแนก หรือกล่าวถึงบทบาทสำคัญของเพศศึกษา (Significant Roles of Sex Education) ว่ามีดังต่อไปนี้ (อุดมศักดิ์ มหาวีรวัฒน์.  2550 : 4)

                    1. ช่วยให้แต่ละคนเข้าใจและยอมรับหน้าที่ตามเพศของตน

                    2. เข้าใจความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในฐานะเพื่อน ให้เกียรติกัน

                    3. ตระหนักถึงความแตกต่างในลักษณะการนึกคิดและพฤติกรรมทางเพศ และยอมรับความแตกต่าง

                    4. เข้าใจการเลือกคู่

                    5. เข้าใจการเตรียมตัวรับผิดชอบต่อครอบครัว

                    6. เข้าใจการเลี้ยงดูบุตรธิดาให้เติบโตเป็นพลเมืองดี

                ที่กล่าวมาในข้างต้นนั้นคงพอที่จะทำให้เราสามารถเห็นถึงกระบวนการถ่ายทอด/ปลูกฝัง แนวคิดเรื่องธรรมชาติทางเพศ/เพศที่เป็นไปตามวิถีทางที่สังคมยอมรับ ซึ่งจากที่กล่าวมา